สมัครสมาชิก ลงชื่อเข้าใช้
สุขาปฏิปทา หน้าแรก

สมณกบโปรไฟล์ของ ... http://webboard.watnapp.com/?265 [บุ๊คมาร์ก] [คัดลอก] [RSS]

บล็อก

โกตูหลศาลา

ความนิยม 3เข้าชม/อ่าน 856 ครั้ง18-11-2011 18:28 |เลือกหมวดหมู่:สนทนา| สนทนา

สถานที่โต้วาทะ สำหรับผู้ใคร่รู้ทั้งหลาย
1

ขอบคุณ

เหลวไหล

ดอกไม้ให้เธอ
1

จับมือหน่อย
1

ทึ่ง

ขอผ่าน

มีผู้แสดงความรู้สึก (3 คน)

ความคิดเห็น ความคิดเห็น (21 ความคิดเห็น)

ตอบกลับ achara 19-11-2011 19:59
ขอเข้าเป็นผู้ใคร่รู้ค่ะ
ตอบกลับ สมณกบ 19-11-2011 20:08
achara: ขอเข้าเป็นผู้ใคร่รู้ค่ะ
สาวกสาวิกาของพระตถาคต หรือสาวกสาวิกาของชนเหล่าอื่น ขอเชิญเปิดประเด็นและสอบถามทวนถามกันซึ่งข้อสงสัยทั้งหลายเถิด ขอให้สถานที่นี้สามารถเป็นที่แสดงความคิดเห็น ใครก็ได้เป็นผู้ถามและใครก็ได้เป็นผู้ตอบ ขอให้เป็นเวทีแสดงออกทางความคิดของปุถุชนผู้ได้สดับและปุถุชนผู้ไม่ได้สดับทั้งหลายเถิด ...
.....  ขออนุโมทนา .....
ตอบกลับ noirinna 20-11-2011 19:16
นิมนต์สมณกบเป็นผู้รู้และใคร่ตอบคำถามที่เป็นคำตรัสของตถาคตแด่ผู่ใคร่รู้ทุกท่านนะคะ   
ตอบกลับ achara 20-11-2011 19:34
ภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่าเราเป็ยผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติจักหายใจเข้า.........................ย่อมทำ การฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจเข้า ดังนี้.>>>ไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า "ปีติ" และ"สุข" แตกต่างกันอย่างไร
ตอบกลับ สมณกบ 21-11-2011 19:17
achara: ภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่าเราเป็ยผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง ...
[๒๕๑] ครั้นอนาถบิณฑิกคหบดี ได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่ม
แจ้งแล้ว มีธรรมหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจาก ถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความ
เป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของ  พระศาสดา ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของ    พระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้า
ข้า พระองค์    ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ  เปิดของ
ที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า คนมี   จักษุจักเห็นรูป ดังนี้
ข้าพระพุทธเจ้านี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรง
จำข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็นอุบาสกผู้มอบชีวิต  ถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป และขอพระองค์
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จงทรง รับภัตตาหาร เพื่อเจริญบุญกุศล ปีติและปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ของ
ข้าพระพุทธเจ้าพระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนา โดยดุษณีภาพ ครั้นอนาถบิณฑิกคหบดีทราบว่า
พระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนาแล้วจึงลุกจากที่นั่ง ถวายบังคม ทำประทักษิณกลับไป ฯ
พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๗  
พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒     หน้าที่ ๖๘/๒๗๙     ข้อที่ ๒๕๐ - ๒๕๒
นี้เป็น "ปีติ" อย่างหนึ่งใน "ปีติ" ทั้งหลาย
ตอบกลับ สมณกบ 21-11-2011 19:22
achara: ภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่าเราเป็ยผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง ...
[๑๒๖] ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงกู้หนี้ไปประกอบการงาน การงาน
ของเขาจะพึงสำเร็จผล เขาจะพึงใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมให้หมดสิ้น และทรัพย์ที่เป็นกำไรของเขา
จะพึงมีเหลืออยู่สำหรับเลี้ยงภริยา เขาพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเรากู้หนี้ไปประกอบการงาน บัดนี้ การงานของเราสำเร็จผลแล้ว เราได้ใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมให้หมดสิ้นแล้ว และ
ทรัพย์ที่เป็นกำไรของเรายังมีเหลืออยู่สำหรับเลี้ยงภริยา ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความ
โสมนัส มีความไม่มีหนี้นั้นเป็นเหตุ ฉันใด.
        ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงเป็นผู้มีอาพาธถึงความลำบาก เจ็บหนัก
บริโภคอาหารไม่ได้ และไม่มีกำลังกาย สมัยต่อมา เขาพึงหายจากอาพาธนั้น บริโภคอาหารได้
และมีกำลังกาย เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นผู้มีอาพาธถึงความลำบาก เจ็บหนัก
บริโภคอาหารไม่ได้ และไม่มีกำลังกาย บัดนี้ เราหายจากอาพาธนั้นแล้ว บริโภคอาหารได้
และมีกำลังกายเป็นปกติ ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความไม่มีโรคนั้น
เป็นเหตุ ฉันใด.
        ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงถูกจำอยู่ในเรือนจำ สมัยต่อมา เขาพึงพ้นจาก
เรือนจำนั้นโดยสวัสดีไม่มีภัย ไม่ต้องเสียทรัพย์อะไรๆ เลย เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อน
เราถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ บัดนี้ เราพ้นจากเรือนจำนั้นโดยสวัสดีไม่มีภัยแล้ว และเราไม่ต้อง
เสียทรัพย์อะไรๆ เลย ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีการพ้นจากเรือนจำ
นั้นเป็นเหตุ ฉันใด.
        ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงเป็นทาส ไม่ได้พึ่งตัวเอง พึ่งผู้อื่น ไปไหน
ตามความพอใจไม่ได้ สมัยต่อมา เขาพึงพ้นจากความเป็นทาสนั้น พึ่งตัวเอง ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น
เป็นไทยแก่ตัว ไปไหนได้ตามความพอใจ เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นทาส
พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น ไปไหนตามความพอใจไม่ได้ บัดนี้ เราพ้นจากความเป็นทาสนั้น
แล้ว พึ่งตัวเอง ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เป็นไทยแก่ตัว ไปไหนได้ตามความพอใจ ดังนี้ เขาจะพึงได้
ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความเป็นไทยแก่ตัวนั้นเป็นเหตุ ฉันใด.
        ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษ มีทรัพย์ มีโภคสมบัติ พึงเดินทางไกลกันดาร
หาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า สมัยต่อมา เขาพึงข้ามพ้นทางกันดารนั้นได้ บรรลุถึงหมู่บ้าน
อันเกษมปลอดภัยโดยสวัสดี เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเรามีทรัพย์ มีโภคสมบัติ
เดินทางไกลกันดาร หาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า บัดนี้ เราข้ามพ้นทางกันดารนั้น บรรลุถึงหมู่บ้านอันเกษม ปลอดภัยโดยสวัสดีแล้ว ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความ
โสมนัส มีภูมิสถานอันเกษมนั้นเป็นเหตุ ฉันใด.
        ดูกรมหาบพิตร ภิกษุพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการเหล่านี้ที่ยังละไม่ได้ในตนเหมือนหนี้
เหมือนโรค เหมือนเรือนจำ เหมือนความเป็นทาส เหมือนทางไกลกันดาร และเธอพิจารณา
เห็นนิวรณ์ ๕ ประการที่ละได้แล้วในตน เหมือนความไม่มีหนี้ เหมือนความไม่มีโรค เหมือน
การพ้นจากเรือนจำ เหมือนความเป็นไทยแก่ตน เหมือนภูมิสถานอันเกษม ฉันนั้นแล.
[๑๒๗] เมื่อเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ ที่ละได้แล้วในตน ย่อมเกิดปราโมทย์
เมื่อปราโมทย์แล้วย่อมเกิดปีติ เมื่อมีปีติในใจ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้วย่อมได้เสวยสุข
เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น. เธอสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร
มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่
วิเวก ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง
ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนพนักงานสรงสนาน หรือลูกมือพนักงานสรงสนานผู้ฉลาด
จะพึงใส่จุรณ์สีตัวลงในภาชนะสำริด แล้วพรมด้วยน้ำ หมักไว้ ตกเวลาเย็นก้อนจุรณ์สีตัวซึ่งยาง
ซึมไปจับติดกันทั่วทั้งหมด ย่อมไม่กระจายออก ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ทำกายนี้แหละให้
ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว
ที่ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า
ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.
นี้ก็เป็น "ปีติ" อย่างหนึ่งใน "ปีติ" ทั้งหลาย
ตอบกลับ สมณกบ 21-11-2011 19:30
achara: ภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่าเราเป็ยผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง ...
[๑๒๘] ดูกรมหาบพิตร อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิต
ในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตก วิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุข
เกิดแต่สมาธิอยู่ เธอทำกายนี้แหละ ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่าน ด้วยปีติและสุขเกิดแต่สมาธิ
ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง. ดูกร
มหาบพิตร เปรียบเหมือนห้วงน้ำลึกมีน้ำปั่นป่วน ไม่มีทางที่น้ำจะไหลมาได้ ทั้งในด้านตะวันออก
ด้านใต้ ด้านตะวันตก ด้านเหนือ  ทั้งฝนก็ไม่ตกเพิ่มตามฤดูกาล แต่สายน้ำเย็นพุขึ้นจากห้วงน้ำนั้นแล้ว จะพึงทำห้วงน้ำนั้นแหละให้ชุ่มชื่นเอิบอาบซาบซึมด้วยน้ำเย็น ไม่มีเอกเทศไหนๆ
แห่งห้วงน้ำนั้นทั้งหมด ที่น้ำเย็นจะไม่พึงถูกต้องฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมทำกายนี้แหละ
ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่สมาธิ ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอ
ทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์
ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.
        [๑๒๙] ดูกรมหาบพิตร อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุข
ด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่าผู้ได้ฌานนี้
เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เธอทำกายนี้ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยสุขอันปราศจากปีติ
ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัวที่สุขปราศจากปีติจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร
เปรียบเหมือนในกอบัวขาบ ในกอบัวหลวง หรือในกอบัวขาว ดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง
หรือดอกบัวขาว บางเหล่าซึ่งเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ยังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ในน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงไว้
ดอกบัวเหล่านั้น ชุ่มชื่นเอิบอาบซาบซึมด้วยน้ำเย็นตลอดยอด ตลอดเง่า ไม่มีเอกเทศไหนๆ
แห่งดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง หรือดอกบัวขาว ทั่วทุกส่วน ที่น้ำเย็นจะไม่พึงถูกต้อง ฉันใด
ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยสุขปราศจากปีติ ไม่มีเอกเทศ
ไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่สุขปราศจากปีติจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละ
สามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.
        [๑๓๐]  ดูกรมหาบพิตร อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
เธอนั่งแผ่ไปทั่วกายนี้แหละ ด้วยใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอ
ทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วจะไม่ถูกต้อง  ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงนั่ง
คลุมตัวตลอดศีรษะด้วยผ้าขาว ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายทุกๆ ส่วนของเขาที่ผ้าขาวจะไม่
ถูกต้อง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เธอนั่งแผ่ไปทั่วกายนี้แหละด้วยใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว
ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร
นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.
พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๙
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค     หน้าที่ ๖๘/๓๘๓
ข้อที่ ๑๒๔ - ๑๒๖
ถึง     หน้าที่ ๗๑/๓๘๓     ข้อที่ ๑๒๙ - ๑๓๐
ส่วนนี้ต่างกันตรงอุปมาที่พระตถาคต ได้อุปมาไว้ เกี่ยวกับการละได้ซึ่งอกุศลคือนิวรณ์ ๕ นั้น "ย่อมมีปีติ" แล้ว "ย่อมมีความสุข" เกิดขึ้นตามมาโดยธรรมชาติของมันเป็นปกติ (ถ้าสังเกตุทัน) จะเห็นได้โดยอุปมานี้ส่วนหนึ่งในหลาย ๆ ส่วน
ตอบกลับ สมณกบ 21-11-2011 20:13
achara: ภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่าเราเป็ยผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง ...
อันนี้ขอเสริมความเข้าใจให้นะ
          ให้สำคัญความโดยอุปมาในส่วนของนิวรณ์ ๕ นะ ว่า ถ้ากู้หนี้มาแล้ววันหนึ่งปลอดหนี้ ชำระหนี้คืนเขาแล้ว มีกำไรเหลือพอจะเลี้ยงตัวเองได้ มีเงินเก็บ จะดีใจไหม? หรือถ้าเคยเจ็บป่วย กินอาหารก็ไม่ค่อยได้ ลำบากกาย ลำบากใจอยู่ เมื่อหายเจ็บป่วยแล้ว กินอาหารได้, ฯลฯ จะดีใจไหม?  อย่างนี้ก็เป็น "ปีติ", เมื่อดีใจหรือมี "ปีติ" อยู่ "จิตย่อมมีความสุข" โดยจะเกิดขึ้นใกล้กันมาก, ถ้าจะให้เห็นชัด ๆ จะต้องทำให้มาก ทำให้เจริญ ซึ่ง "อานาปานสติ" ก็จะเห็นได้ชัดถึง "ปีติ" และ "สุข" ที่เกิดขึ้นตามลำดับกันมา แต่ทั้ง "ปีติ" และ "สุข" ถ้าสังเกตุดีดี จะเห็นว่า "ยังเป็นธรรมเครื่องปรุงแต่งอยู่" เพราะทั้ง "ปีติ" และ "สุข" ก็ยังต้องอาศัย "อารมณ์" ซึ่ง "อารมณ์" ก็จะยังเกิดจาก "การคิด การนึก" คือ "วิตก วิจาร" นั่นเอง, เมื่อคิดถึง "อดีต" "อนาคต" หรือ "ป้จจุบัน" ก็ตาม เช่น การกู้หนี้ และการชำระคืน หรือการเจ็บป่วย และการหายป่วย ก็เป็น "วิตก วิจาร" คือการคิด เมื่อการคิดนั้น ๆ ไม่ประกอบด้วย "อกุศล" คือ "นิวรณ์ ๕ " หรือ "มิจฉาสังกัปปะ" และบุคคลตามเห็นการละไปซึ่ง "อกุศลธรรม" คือ "นิวรณ์ ๕" และ "มิจฉาสังกัปปะ" อยู่นั้น บุคคลย่อมถึงความ "ปราโมทย์" ถึงความ "โสมนัส" เมื่อ "ปราโมทย์" แล้ว ย่อมเกิด "ปีติ" กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้วย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น (ข้อ ๑๒๗), ถ้าสังเกตุดูอาการแห่งจิตดีดี จะเห็นว่า "โพชฌงค์ทั้ง ๗" กำลังเจริญอยู่ในขณะนั้นด้วย เมื่อ "โพชฌงค์ ๗" เจริญอยู่ บุคคลก็พร้อมบรรลุธรรมแล้ว เพราะเห็นด้วย "ปัญญา" ว่า ทั้ง "ปีติ" และ "สุข" "ก็อาศัยเหตุปัจจัยแล้วเกิดขึ้น" ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยใด ๆ แล้ว "ปีติ" และ "สุข" จะเกิดขึ้นได้หรือไม่?
          อันนี้ที่เสริมมาให้เพื่อให้ตามดูซึ่งอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเอาเอง แล้วจะเห็นเองว่า "ปีติ" และ "สุข" ต่างกันอย่างไร เมื่อปฏิบัติแล้ว เห็นแล้ว ก็จะสามารถ "เป็นพยานในตนและตน" ได้เอง "โดยไม่ต้องฟังคำผู้อื่น ในคำสอนแห่งศาสดาตน" นั่นเทียว  
..... ขออนุโมทนา .....
ตอบกลับ achara 21-11-2011 21:02
สมณกบ: [๒๕๑] ครั้นอนาถบิณฑิกคหบดี ได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่ม
แจ้ ...
_/|\_
ตอบกลับ achara 21-11-2011 21:05
สมณกบ: [๑๒๖] ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงกู้หนี้ไปประกอบการงาน การงาน
ของเขาจะ ...
_/|\_
ตอบกลับ achara 21-11-2011 21:09
สมณกบ: [๑๒๘] ดูกรมหาบพิตร อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิต
ในภายใ ...
_/|\_
ตอบกลับ achara 21-11-2011 21:15
สมณกบ: อันนี้ขอเสริมความเข้าใจให้นะ
          ให้สำคัญความโดยอุปมาในส่วนของนิวรณ์ ๕ นะ ว่ ...
_/|\_สาธุ  จะน้อมนำไปปฏิบัติ ทำให้มากทำให้เจริญซึ่งอานาปานสติ เจ้าค่ะ
ตอบกลับ achara 22-11-2011 19:00
ขอเรียนถามว่าชื่อบล๊อก "โกตูหลศาลา" เป็นภาษาใด หรือว่าเป็นคำสมาส สนธิ และความหมายด้วย เจ้าค่ะ
ตอบกลับ สมณกบ 23-11-2011 10:27
achara: ขอเรียนถามว่าชื่อบล๊อก "โกตูหลศาลา" เป็นภาษาใด หรือว่าเป็นคำสมาส สนธิ และ ...
เป็นคำแปลที่ไม่ได้พบ (แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่ามีอยู่ใน ไตรปิฏกสยามรัฐ ฉบับ ๔๕ เล่มหรือปล่าว)ใน eTipitaka แต่มีใน "พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับอนุสรณ์ งานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ พุทธศักราช ๒๕๐๐" (แต่จำไม่ได้ว่าเจอในพระสูตรชื่ออะไร)
          มีรายละเอียดคร่าว ๆ คือ สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้า นุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เพื่อไปบิณฑบาต ทรงดำริว่ายังเช้าอยู่ จะแวะเข้าไปยังอารามของปริพาชกก่อน ฯลฯ ดังนี้ ขณะนั้นพวกปริพาชก ประชุมกันอยู่ในวิหาร "โกตูหลศาลา" และกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องพระราชา เรื่องโจร ฯลฯ (ซึ่งสถานที่นี้ จะเป็นสถานที่สำหรับโต้วาทะกันของทุก ๆ ศาสนา) ซึ่งสมัยนั้น พวกปริพาชก เข้าไปใช้วิหารนี้อยู่ แต่วิหารนี้ไม่ได้เป็นของพวกปริพาชกโดยเฉพาะ แต่จะเป็นสถานที่ที่ใครก็ได้เข้าไปแล้ว กล่าววาทะขึ้นมาเพื่อสอบถาม ทวนถามซึ่งคำสอนของศาสดาของท่านเหล่านั้นและท่านเหล่าอื่น และจะมีผู้กล่าววาทะเพื่อคัดค้าน, ยอมรับ, ทั้งยอมรับและคัดค้าน หรือจะยอมรับก็มิใช่ จะคัดค้านก็มิใช่ (โดยปกติ ถ้าไม่ยอมรับ ไม่คัดค้าน ก็จะลุกหลีกไป) แต่ก็ไม่มีใครทะเลาะกัน แม้แต่พระพุทธองค์ก็เข้าไปยังวิหารนี้เหมือนกัน
          ด้วยเหตุนี้ วิหารนี้จึงได้ชื่อว่า "โกตูหลศาลา" คือสถานที่ซึ่งเป็นที่กล่าววาทะกัน โต้วาทะกัน ยอมรับกัน คัดค้านกัน ทั้งยอมรับและคัดค้านกัน หรือจะยอมรับก็มิใช่ จะคัดค้านก็มิใช่ (จะลุกหลีกไป หรือจะไม่ลุกหลีกไป ก็ดี) แต่ไม่มีใครทะเลาะกัน แม้แต่จะเรียกกันว่า "สมณโล้น" หรือ "คนถ่อย" ก็ตาม แต่เมื่อได้มาโต้วาทะกันแล้ว ทุก ๆ คนก็มีความคิดเห็นกันทั้งนั้น แต่ในเมื่อทุกคนมีความคิดเห็น (มีดำริ มีทิฐิ) เป็นของตน ของตน อยู่นั้น ใครจะยึดถือตามใคร ก็เป็นอันท่านผู้นั้น จะเป็นผู้ใคร่ครวญ สอดส่องธรรม และคัดเลือกกันเอาเอง
          อันนี้เป็นการเข้าใจเนื้อความโดยความเข้าใจส่วนตัวของ "สมณกบ" เองนะ ที่เหลือ "achara" จะต้องทำความเข้าใจเนื้อความ และค้นหาเอาเองอีกทีใน eTipitaka หรือถ้าหาเจอแล้วจะนำมาบอกอีกทีนะ
          ที่อธิบายมานี้ เนื้อความส่วนใหญ่เป็น "อรรถกถา" ของ "สมณกบ" ก็จะต้องใคร่ครวญเอาเองนะว่า "ไม่ใช่สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า"
.....  ขออนุโมทนา .....
ตอบกลับ achara 23-11-2011 15:31
สาธุ
ตอบกลับ สมณกบ 23-11-2011 20:35
achara: สาธุ
วันนี้นำ "การปฏิบัติโดยลำดับ" เพื่อความสำเร็จมาฝาก ลองทำการศึกษาดูนะ

     ๗.  คณกโมคคัลลานสูตร  (๑๐๗)
     [๙๓]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
     สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกาวิสาขา  มิคาร มารดา  ในพระวิหารบุพพาราม  เขตพระนครสาวัตถี  ครั้งนั้นแล  พราหมณ์คณกะโมคคัลลานะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ  แล้วได้ทักทายปราศรัยกับ  พระผู้มีพระภาค  ครั้นผ่านคำทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว  จึงนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  พอนั่งเรียบร้อยแล้ว  ได้ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  ตัวอย่างเช่นปราสาทของมิคารมารดาหลังนี้ ย่อมปรากฏมีการ  ศึกษาโดยลำดับ  การกระทำโดยลำดับ  การปฏิบัติโดยลำดับ  คือกระทั่งโครงร่างของบันไดชั้นล่าง  แม้พวกพราหมณ์เหล่านี้  ก็ปรากฏมีการศึกษาโดยลำดับ  การกระทำโดยลำดับ การปฏิบัติโดยลำดับ  คือ  ในเรื่องเล่าเรียน  แม้พวกนักรบเหล่านี้  ก็ปรากฏมีการศึกษาโดยลำดับ การกระทำโดยลำดับ  การปฏิบัติโดยลำดับ  คือ  ในเรื่องใช้อาวุธ  แม้พวกข้าพเจ้าผู้เป็นนักคำนวณ มีอาชีพในทางคำนวณก็ปรากฏมีการศึกษาโดยลำดับ  การกระทำโดยลำดับ  การปฏิบัติโดยลำดับ คือในเรื่องนับจำนวน  เพราะพวกข้าพเจ้าได้ศิษย์แล้ว  เริ่มต้นให้นับอย่างนี้ว่า  หนึ่ง  หมวดหนึ่ง สอง  หมวดสอง  สาม  หมวดสาม  สี่  หมวดสี่  ห้า  หมวดห้าหก  หมวดหก  เจ็ด  หมวดเจ็ด แปด  หมวดแปด  เก้า  หมวดเก้า  สิบ  หมวดสิบ  ย่อมให้นับไปถึงจำนวนร้อย  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  พระองค์อาจหรือหนอ  เพื่อจะบัญญัติการศึกษาโดยลำดับ  การกระทำโดยลำดับ การปฏิบัติโดยลำดับ  ในธรรมวินัยแม้นี้  ให้เหมือนอย่างนั้น  ฯ
     [๙๔]  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  ดูกรพราหมณ์  เราอาจบัญญัติการศึกษาโดยลำดับ  การกระทำโดยลำดับ  การปฏิบัติโดยลำดับ  ในธรรมวินัยนี้ได้  เปรียบ  เหมือนคนฝึกม้าผู้ฉลาด  ได้ม้าอาชาไนยตัวงามแล้ว  เริ่มต้นทีเดียว  ให้ทำสิ่งควรให้ทำในบังเหียน  ต่อไปจึงให้ทำสิ่งที่ควร ให้ทำยิ่งๆ  ขึ้นไป  ฉันใด  ดูกรพราหมณ์ฉันนั้นเหมือนกันแล  ตถาคตได้บุรุษที่ควรฝึกแล้ว เริ่มต้น  ย่อมแนะนำอย่างนี้ว่าดูกรภิกษุ  มาเถิด  เธอจงเป็นผู้มีศีล  สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่  จงเป็นผู้เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย  สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลายเถิด  ฯ
     [๙๕]  ดูกรพราหมณ์  ในเมื่อภิกษุเป็นผู้มีศีล  สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร  ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่  เป็นผู้เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทาน  ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า  ดูกรภิกษุ  มาเถิด  เธอจงเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย  เธอเห็นรูปด้วยจักษุแล้วจงอย่าถือเอาโดยนิมิต  อย่าถือเอาโดยอนุพยัญชนะ  จงปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์อันมีการเห็นรูปเป็นเหตุ  ซึ่งบุคคลผู้ไม่สำรวมอยู่  พึงถูกอกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้  จงรักษาจักขุนทรีย์  ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์เถิดเธอได้ยินเสียงด้วยโสตแล้ว  ...  เธอดมกลิ่นด้วยฆานะแล้ว  ...  เธอลิ้มรสด้วยชิวหาแล้ว  ...  เธอถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว  ...  เธอรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน  แล้ว  จงอย่าถือเอาโดยนิมิต อย่าถือเอาโดยอนุพยัญชนะ  จงปฏิบัติเพื่อสำรวม  มนินทรีย์อันมีการรู้ธรรมารมณ์เป็นเหตุ  ซึ่งบุคคลผู้ไม่สำรวมอยู่  พึงถูกอกุศลธรรม  อันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้  จงรักษามนินทรีย์ ถึงความสำรวมในมนินทรีย์เถิด  ฯ
     [๙๖]  ดูกรพราหมณ์  ในเมื่อภิกษุเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายได้ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า  ดูกรภิกษุ  มาเถิด  เธอจงเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ  คือ  พึงบริโภคอาหาร  พิจารณาโดยแยบคายว่า  เราบริโภคมิใช่เพื่อจะเล่น  มิใช่เพื่อจะมัวเมา  มิใช่เพื่อจะตบแต่งร่างกายเลยบริโภคเพียงเพื่อร่างกายดำรงอยู่  เพื่อให้ชีวิตเป็นไป  เพื่อบรรเทาความ
ลำบากเพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์เท่านั้น  ด้วยอุบายนี้  เราจะป้องกันเวทนาเก่า  ไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น  และความเป็นไปแห่งชีวิต  ความไม่มีโทษ  ความอยู่สบายจักมีแก่เรา  ฯ
     [๙๗]  ดูกรพราหมณ์  ในเมื่อภิกษุเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะได้  ตถาคต  ย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า  ดูกรภิกษุ  มาเถิด  เธอจงเป็นผู้ประกอบเนืองๆ  ซึ่งความเป็นผู้ตื่นอยู่  คือ จงชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอาวรณียธรรม  ด้วยการเดินจงกรมและการนั่งตลอดวัน  จงชำระจิตให้บริสุทธิ์จาก    อาวรณียธรรม  ด้วยการเดิน  จงกรมและการนั่งตลอดปฐมยามแห่งราตรี  พึงเอาเท้าซ้อนเท้า  มีสติรู้สึกตัวทำความสำคัญว่า  จะลุกขึ้น  ไว้ในใจแล้วสำเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวาตลอด  มัชฌิมยามแห่งราตรี  จงลุกขึ้นชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอาวรณียธรรม  ด้วยการเดินจงกรมและการนั่งตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรีเถิด  ฯ
     [๙๘]  ดูกรพราหมณ์  ในเมื่อภิกษุเป็นผู้ประกอบเนืองๆ  ซึ่งความเป็นผู้  ตื่นอยู่ได้  ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า  ดูกรภิกษุ  มาเถิด  เธอจงเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ  คือทำความรู้สึกตัวในเวลาก้าวไปและถอยกลับในเวลาแลดูและเหลียวดู  ในเวลางอแขนและเหยียดแขน  ในเวลาทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวร  ในเวลาฉัน  ดื่ม  เคี้ยว  และลิ้มรส  ในเวลาถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ  ในเวลาเดิน  ยืน  นั่ง  นอนหลับ  ตื่น  พูด  และนิ่งเถิด  ฯ
     [๙๙]  ดูกรพราหมณ์  ในเมื่อภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะได้  ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า  ดูกรภิกษุ  มาเถิด  เธอจงพอใจเสนาสนะอันสงัด  คือ  ป่า  โคนไม้ ภูเขา  ซอกเขา  ถ้ำ  ป่าช้า  ป่าชัฏ  ที่แจ้ง  และลอมฟาง  เธอกลับจากบิณฑบาตภายหลังเวลาอาหารแล้ว  นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง  ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า  ละอภิชฌาในโลกแล้ว  มีใจปราศจากอภิชฌาอยู่  ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌาได้ละความชั่วคือพยาบาทแล้ว  เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่  ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความชั่วคือพยาบาทได้  ละถีนมิทธะแล้ว  เป็นผู้มีจิตปราศ จากถีนมิทธะ  มีอาโลกสัญญา  มีสติสัมปชัญญะอยู่ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้  ละอุทธัจจกุกกุจจะแล้ว  เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน  มีจิตสงบภายในอยู่  ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะได้  ละวิจิกิจฉาแล้ว  เป็นผู้ข้ามความสงสัย ไม่มีปัญหาอะไรในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่  ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้  ฯ
     [๑๐๐]  เธอครั้นละนิวรณ์  ๕  ประการ  อันเป็นเครื่องทำใจให้เศร้าหมองทำปัญญาให้ถ้อยกำลังนี้ได้แล้ว  จึงสงัดจากกาม  สงัดจากอกุศลธรรม  เข้าปฐมฌาน  มีวิตก  มีวิจาร  มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่  เข้าทุติยฌาน  มีความ  ผ่องใสแห่งใจภายใน  มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น  เพราะสงบวิตกและวิจารไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร  มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่  เป็นผู้วางเฉยเพราะหน่าย ปีติ  มีสติสัมปชัญญะอยู่  และเสวยสุขด้วยนามกาย  เข้าตติยฌานที่พระอริยะเรียกเธอได้ว่าผู้วางเฉย  มีสติ  อยู่เป็นสุขอยู่  เข้าจตุตถฌาน  อันไม่มีทุกข์  ไม่มีสุขเพราะละสุข  ละทุกข์และดับโสมนัส  โทมนัสก่อนๆ  ได้  มีสติบริสุทธิ์  เพราะอุเบกขาอยู่  ดูกรพราหมณ์  ในพวกภิกษุที่ยังเป็นเสขะ  ยังไม่บรรลุพระอรหัตมรรค  ยังปรารถนาธรรมที่เกษมจากโยคะอย่างหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้  อยู่นั้น  เรามีคำพร่ำสอนเห็นปานฉะนี้  ส่วนสำหรับภิกษุพวกที่เป็นอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว  ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว  ปลงภาระได้แล้ว  บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ  สิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว  พ้นวิเศษแล้วเพราะผู้ชอบนั้น  ธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่สบาย  ในปัจจุบันและเพื่อสติสัมปชัญญะ  ฯ
     [๑๐๑]  เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้  พราหมณ์คณกะ โมคคัลลานะได้ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า  สาวกของพระโคดมผู้เจริญ  อันพระโคดมผู้เจริญโอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้ ย่อมยินดีนิพพานอันมีความสำเร็จล่วงส่วน  ทุกรูปทีเดียวหรือหนอ  หรือว่าบางพวกก็ไม่ยินดี  ฯ
     พ.  ดูกรพราหมณ์  สาวกของเรา  อันเราโอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้  บางพวกเพียงส่วนน้อย ยินดีนิพพานอันมีความสำเร็จล่วงส่วน บางพวกก็ไม่ยินดีฯ.         
     ค.  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ในเมื่อนิพพานก็ยังดำรงอยู่  ทางให้ถึงนิพพานก็ยังดำรงอยู่  พระโคดมผู้เจริญ  ผู้ชักชวนก็ยังดำรงอยู่  แต่ก็สาวกของพระโคดมผู้เจริญ  อันพระโคดมผู้เจริญ  โอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้  บางพวกเพียงส่วนน้อย จึงยินดีนิพพานอันมีความสำเร็จล่วงส่วน  บางพวกก็ไม่ยินดี  ฯ
     [๑๐๒]  พ.  ดูกรพราหมณ์  ถ้าเช่นนั้น  เราจักย้อนถามท่านในเรื่องนี้  ท่านชอบใจอย่างไร  พึงพยากรณ์อย่างนั้น  ดูกรพราหมณ์  ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  ท่านชำนาญทางไปเมืองราชคฤห์มิใช่หรือ  ฯ
     ค.  แน่นอน  พระเจ้าข้า  ฯ
     พ.  ดูกรพราหมณ์  ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  บุรุษผู้ปรารถนาจะไปเมืองราชคฤห์ พึงมาในสำนักของท่าน  เข้ามาหาท่านแล้วพูดอย่างนี้ว่าท่านผู้เจริญ  ข้าพเจ้าปรารถนาจะไปเมืองราชคฤห์  ขอท่านจงชี้ทางไปเมืองราชคฤห์แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด  ท่านพึงบอกแก่เขาอย่างนี้ว่า ดูกรพ่อมหาจำเริญ  มาเถิดทางนี้ไปเมืองราชคฤห์  ท่านจงไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งแล้ว  จักเห็น
บ้านชื่อโน้นไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งแล้ว  จักเห็นนิคมชื่อโน้น  ไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งแล้ว จักเห็นสวนที่น่ารื่นรมย์  ป่าที่น่ารื่นรมย์  ภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์  สระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ของเมืองราชคฤห์  บุรุษนั้นอันท่านแนะนำพร่ำสั่งอยู่อย่างนี้  จำทางผิดกลับเดินไปเสียตรงกันข้าม  ต่อมาบุรุษคนที่สองปรารถนาจะไปเมืองราชคฤห์พึงมาในสำนักของท่าน  เข้ามาหาท่านแล้วพูดอย่างนี้ว่า
ท่านผู้เจริญ  ข้าพเจ้าปรารถนาจะไปเมืองราชคฤห์  ขอท่านจงชี้ทางไปเมืองราชคฤห์แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิดท่านพึงบอกแก่เขาอย่างนี้ว่า  ดูกรพ่อมหาจำเริญ  มาเถิด  ทางนี้ไปเมืองราชคฤห์  ท่านจงไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งแล้ว  จักเห็นบ้านชื่อโน้น  ไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งแล้ว  จักเห็นนิคมชื่อโน้น  ไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งแล้ว  จักเห็นสวนที่น่ารื่นรมย์  ป่าที่น่ารื่นรมย์  ภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์
สระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ของเมืองราชคฤห์  บุรุษนั้นอันท่านแนะนำพร่ำสั่งอยู่อย่างนี้  พึงไปถึงเมืองราชคฤห์โดยสวัสดี  ดูกรพราหมณ์  อะไรหนอแล  เป็นเหตุ  เป็นปัจจัย  ในเมื่อเมืองราชคฤห์ก็ดำรงอยู่  ทางไปเมืองราชคฤห์ก็ดำรงอยู่  ท่านผู้ชี้แจงก็ดำรงอยู่  แต่ก็บุรุษอันท่านแนะนำพร่ำสั่งอย่างนี้  คนหนึ่งจำทางผิด  กลับเดินไปทางตรงกันข้ามคนหนึ่งไปถึงเมืองราชคฤห์ได้โดยสวัสดี  ฯ
     ค.  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  ในเรื่องนี้  ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรได้  ข้าพเจ้าเป็นแต่ผู้บอกทาง  ฯ
     [๑๐๓]  พ.  ดูกรพราหมณ์  ฉันนั้นเหมือนกันแล  ในเมื่อนิพพานก็ดำรงอยู่  ทางไปนิพพานก็ดำรงอยู่  เราผู้ชักชวนก็ดำรงอยู่  แต่ก็สาวกของเรา  อันเราโอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้ บางพวกเพียงส่วนน้อย  ยินดีนิพพานอันมีความสำเร็จล่วงส่วน  บางพวกก็ไม่ยินดี  ดูกรพราหมณ์  ในเรื่องนี้  เราจะทำอย่างไรได้ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกหนทางให้  ฯ
     [๑๐๔]  เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้  พราหมณ์คณกะ  โมคคัลลานะได้ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  บุคคลจำพวกที่ไม่มีศรัทธา  ประสงค์จะเลี้ยงชีวิต ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต  เป็นผู้โอ้อวด  มีมายา  เจ้าเล่ห์  ฟุ้งซ่าน  ยกตัว  กลับกลอก ปากกล้า  มีวาจา  เหลวไหล  ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย  ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ ไม่ประกอบเนืองๆ  ซึ่งความเป็นผู้ตื่น  ไม่มุ่งความเป็นสมณะ  ไม่มีความเคารพ  กล้าในสิกขา มีความประพฤติมักมาก  มีความปฏิบัติย่อหย่อน  เป็นหัวหน้าในทางเชือนแช  ทอดธุระในความสงัดเงียบ  เกียจคร้าน  ละเลยความเพียรหลงลืมสติ  ไม่รู้สึกตัว  ไม่มั่นคง  มีจิตรวนเร  มีปัญญาทราม  เป็นดังคนหนวก  คนใบ้  พระโคดมผู้เจริญย่อมไม่อยู่ร่วมกับบุคคลจำพวกนั้น ส่วนพวกกุลบุตรที่มีศรัทธา  ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต  ไม่โอ้อวด  ไม่มีมายา  ไม่เป็นคน  เจ้าเล่ห์  ไม่ฟุ้งซ่าน  ไม่ยกตน  ไม่กลับกลอก  ไม่ปากกล้า  ไม่มีวาจาเหลวไหล  คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย  รู้จักประมาณในโภชนะ  ประกอบเนืองๆ  ซึ่งความเป็นผู้ตื่น  มุ่งความเป็นสมณะ  เคารพกล้าในสิกขา  ไม่มีความประพฤติมักมาก  ไม่มีความปฏิบัติย่อหย่อน  ทอดธุระในทางเชือนแช  เป็นหัวหน้าในความสงัดเงียบ  ปรารภความเพียร  ส่งตนไปในธรรม  ตั้งสติมั่น รู้สึกตัวมั่นคง  มีจิตแน่วแน่  มีปัญญา  ไม่เป็นดังคนหนวก  คนใบ้  พระโคดมผู้เจริญ  ย่อมอยู่ร่วมกับกุลบุตรพวกนั้น  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  เปรียบเหมือนบรรดาไม้ที่มีรากหอม  เขากล่าวกฤษณาว่าเป็นเลิศ  บรรดาไม้ที่มีแก่นหอม  เขากล่าวแก่นจันทน์แดงว่าเป็นเลิศ  บรรดาไม้ที่มีดอกหอม  เขากล่าวดอกมะลิว่าเป็นเลิศฉันใด  โอวาทของพระโคดมผู้เจริญ  ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล บัณฑิตกล่าวได้ว่าเป็นเลิศในบรรดาธรรมของครูอย่างแพะที่นับว่าเยี่ยม  แจ่มแจ้งแล้ว พระเจ้าข้าแจ่มแจ้งแล้ว  พระเจ้าข้า  พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรมโดยปริยายมิใช่น้อย  เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ  หรือเปิดของที่ปิด  หรือบอกทางแก่คนหลงทางหรือตามประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า  ผู้มีตาดีจักเห็นรูปทั้งหลายได้  ฉะนั้น  ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ  พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะขอพระโคดมผู้เจริญ  จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก  ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  ฯ
              จบ  คณกโมคคัลลานสูตร  ที่  ๗
พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
หน้าที่ ๖๒-๖๗/๔๑๓  ข้อที่ ๙๓ - ๙๔ ถึง ข้อที่ ๑๐๔

แต่สุดท้ายก็ "อานาปานสติ" เป็น "วิหารธรรม" หรือ "สุญตาวิหารธรรม" เป็นสิ่งที่ต้อง "ปรารภ" กันบ่อย ๆ อยู่นั่นเอง ....
ตอบกลับ achara 25-11-2011 07:26
กราบนมัสการขอบคุณในเมตตาจิตเจ้าค่ะ โยมได้จักปฏิบัติศึกษาโดยลำดับต่อไป
ขอเรียนถามเรื่องการฝันเจ้าค่ะ เราจักสำรวจอินทรีย์ได้อย่างไร โยมเป็นคนที่หลับแล้วเป็นต้องฝันทุกครั้ง ไม่เคยนอนหลับสนิทเลย เมื่อมาพบพุทธวัจน ที่วัดนาป่าพงแล้ว ก่อนนอนก็ได้อธิฐานจิตขออย่าให้อกุศลไหลตาม มีสำเร็จอยู่ครั้งเดียวที่มีความรู้สึกตัวก็รีบปฏิบัติเจริญอานาปานสติในฝัน จึงใคร่ขอคำชี้แนะด้วย   นมัสการเจ้าค่ะ
ตอบกลับ สมณกบ 25-11-2011 14:00
achara: กราบนมัสการขอบคุณในเมตตาจิตเจ้าค่ะ โยมได้จักปฏิบัติศึกษาโดยลำดับต่อไป
ขอเรีย ...
อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์
เมตตาวรรคที่ ๑
     เมตตสูตร
     [๙๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ ฯ
     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุติ อันบุคคลเสพแล้วโดยเอื้อเฟื้อ เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดุจยาน กระทำให้เป็นที่ตั้ง หมั่นเจริญเนืองๆ สั่งสมไว้โดยรอบ ปรารภด้วยดี พึงหวังได้ อานิสงส์ ๘ ประการ ๘ ประการเป็นไฉน คือหลับก็เป็นสุข ๑ ตื่นก็เป็นสุข ๑ไม่ฝันเห็นสิ่งลามก ๑ เป็นที่รักของมนุษย์ ๑ เป็นที่รักของอมนุษย์ ๑ เทวดาย่อมรักษา ๑ ไฟ ยาพิษหรือศาตราไม่กล้ำกลายผู้นั้น ๑ เมื่อแทงตลอดคุณธรรมที่สูงขึ้นไปยังไม่ได้ ย่อมไปบังเกิดในพรหมโลก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุติ อันบุคคลเสพแล้วโดยเอื้อเฟื้อ เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดุจยาน กระทำให้เป็นที่ตั้ง หมั่นเจริญเนืองๆ สั่งสมไว้โดยรอบ ปรารภด้วยดี พึงหวังได้อานิสงส์ ๘ ประการนี้ ฯ
พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต
หน้าที่ ๑๑๗/๓๗๙   ข้อที่ ๙๑
     อันนี้บอกอานิสงค์ของการ "เจริญเมตตาเจโตวิมุต" เป็นเบื้องแรกก่อนนะ

     ส่วนอันนี้เป็น "วิธีการเจริญเมตตาเจโตวิมุติ" ซึ่งเป็นเหตุให้ได้กายแห่งพรหม ซึ่งยังต้องเกิดอีก ส่วนที่ต่อจาก "เมตตาเจโตวิมุติ" นั้น เป็นทางให้ได้การเลิกกังวลเรื่องการฝันและเป็นเหตุให้ได้ซึ่ง "นิพพานในปัจจุบัน" กันเลยเทียว เพราะอะไร เดี๋ยวไปดู "เมตตาเจโตวิมุติ" กันก่อนนะ

     [๗๓๐] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรมาณพ ก็ทางเพื่อความเป็นสหายของพรหมเป็นไฉน ดูกรมาณพ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั่วหน้า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ เมื่อเมตตาเจโตวิมุติอันภิกษุนั้นเจริญแล้วอย่างนี้ กรมใดเป็นกามาพจรที่ภิกษุทำแล้ว กรรมนั้นจักไม่
เหลืออยู่ไม่คงอยู่ในกรรมเป็นรูปาวจรนั้น ดูกรมาณพ เปรียบเหมือนบุรุษเป่าสังข์ผู้มีกำลัง พึงให้คนรู้ได้ตลอดทิศทั้งสี่โดยไม่ยาก ฉันใด เมื่อเมตตาเจโตวิมุติที่ภิกษุนั้นเจริญแล้วอย่างนี้ ก็ฉันนั้น กรรมใดเป็นกามาพจรที่ภิกษุทำแล้ว กรรมนั้นจักไม่เหลืออยู่ ไม่คงอยู่ในกรรมเป็นรูปาวจรนั้น แม้ข้อนี้ก็เป็นทางเพื่อความเป็นสหายของพรหม ดูกรมาณพ อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีใจประกอบด้วยกรุณา ... มีใจประกอบด้วยมุทิตา ... มีใจประกอบด้วยอุเบกขา ... แผ่ไปสู่ทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั่วหน้า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ เมื่ออุเบกขาเจโตวิมุติอันภิกษุนั้นเจริญแล้วอย่างนี้ กรรมใดเป็นกามาวจรที่ภิกษุทำแล้ว กรรมนั้นจักไม่เหลืออยู่ ไม่คงอยู่ในกรรมเป็นรูปาวจรนั้น ดูกรมาณพ เปรียบเหมือนบุรุษเป่าสังข์ผู้มีกำลัง
พึงให้คนรู้ได้ตลอดทิศทั้งสี่โดยไม่ยาก ฉันใด เมื่ออุเบกขาเจโตวิมุติอันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ ก็ฉันนั้น กรรมใดเป็นกามาวจรที่ภิกษุทำแล้ว กรรมนั้นจักไม่เหลืออยู่ ไม่คงอยู่ในกรรมเป็นรูปาวจรนั้น แม้ข้อนี้ก็เป็นทางเพื่อความเป็นสหายของพรหม.
     
     อันนี้เป็นทางให้หมดความกังวลเรื่องการฝัน และเป็นทางให้ได้ "นิพพาน" ในปัจจุบัน กันเลยเทียว
     นามรูปก้าวลง เมื่ออนุสัยก่อขึ้น
     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าบุคคลย่อม คิด (เจเตติ) ถึงสิ่งใดอยู่, ย่อมดำริ
(ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใดอยู่, และย่อมมีจิตปักลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่, สิ่งนั้น ย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. เมื่ออารมณ์ มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี, เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว , การก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมมี. เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ, เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ, เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา, เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา, เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปทาน, เพราะมีอุปทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าบุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใด, ย่อมไม่ดำริถึงสิ่งใด,
แต่เขายังมีใจฝังลงไป (คือมีอนุสัย) ในสิ่งใดอยู่; สิ่งนั้น ก็ยังเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. เมื่ออารมณ์มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี; เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, การก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมมี. เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ, เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีปัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา, เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน, เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ, เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ, เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็ถ้าว่า บุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใดด้วย, ย่อมไม่ดำริ
ถึงสิ่งใดด้วย, และทั้งย่อมไม่มีใจฝังลงไป (คือไม่มีอนุสัย) ในสิ่งใดด้วย, ในกาลใด, ในกาลนั้น สิ่งนั้น ย่อมไม่เป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณได้เลย. เมื่ออารมณ์ไม่มี, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมไม่มี, เมื่อวิญญาณนั้น ไม่ตั้งขึ้นเฉพาะ ไม่เจริญงอกงามแล้ว, การก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มี. เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา, เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส
อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วย
อาการอย่างนี้, ดังนี้ แล.
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ – หมวดที่ ๔  หน้า ๑๖๖

     ทำไมจึงบอกว่า (นามรูปก้าวลง เมื่ออนุสัยก่อขึ้น) อันข้างบนนี้ เป็นเหตุแห่ง "นิพพานในปัจจุบัน" กันเลยเทียว เพราะอะไร ลองมาทำการศึกษากันดูนะว่า
     "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าบุคคลย่อม คิด (เจเตติ) ถึงสิ่งใดอยู่, ย่อมดำริ
(ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใดอยู่, และย่อมมีจิตปักลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่, สิ่งนั้น ย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. เมื่ออารมณ์ มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี, เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว , การก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมมี. เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ," ฯลฯ
     อันนี้ ถ้าสังเกตุดูดีดี จะเห็นว่า "การคิด"(วิตก) ใด ๆ ของบุคคล, ย่อมมี "ดำริ"(สังกัปปะ) เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของมันด้วย(ถ้าทิ้งการคิดได้ไม่เร็ว) เมื่อ "การคิด" ประกอบพร้อมไปแล้วด้วย "ดำริ" เป็นการตั้งขึ้นแห่ง "วิญญาณ"(คือการเข้าไปรับรู้อารมณ์) บุคคลย่อมมี "จิตปักลงไป" อนุสัยหรือ "ความเคยชิน" ย่อมเป็นของบุคคลนั้น เมื่อบุคคล "ย่อมคิด" "ย่อมดำริ" "ย่อมมีจิตปักลงไป" ถึงสิ่งใดอยู่ สิ่งนั้นย่อมเป็น "อารมณ์" เพื่อการตั้งอยู่แห่ง "วิญญาณ" เพราะการก้าวลงแห่ง "วิญญาณ" การก้าวลงแห่ง "นามรูป"(ขันธ์ทั้ง ๕) ย่อมมี. ฯลฯ เพราะเหตุนี้แหละ "achara" จึงมีความกังวลอยู่กับการฝัน เพราะมีการ "เก็บไปคิด" ก็เป็นไปได้ว่า จะมีการ "เก็บไปฝัน".
     
     "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าบุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใด, ย่อมไม่ดำริถึงสิ่งใด,
แต่เขายังมีใจฝังลงไป (คือมีอนุสัย) ในสิ่งใดอยู่; สิ่งนั้น ก็ยังเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. เมื่ออารมณ์มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี; เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, การก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมมี.เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ,"  ฯลฯ
     
     "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็ถ้าว่า บุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใดด้วย, ย่อมไม่ดำริ
ถึงสิ่งใดด้วย, และทั้งย่อมไม่มีใจฝังลงไป (คือไม่มีอนุสัย) ในสิ่งใดด้วย, ในกาลใด, ในกาลนั้น สิ่งนั้น ย่อมไม่เป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณได้เลย. เมื่ออารมณ์ไม่มี, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมไม่มี, เมื่อวิญญาณนั้น ไม่ตั้งขึ้นเฉพาะ ไม่เจริญงอกงามแล้ว, การก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มี. เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ;" ฯลฯ
     อันนี้ ถ้าสังเกตุดูดีดี จะเห็นว่า "ถ้าคิดอะไรให้น้อย" คิดแล้ว "ละความเพลิน"(นันทิ) ในการคิดนั้น ๆ ให้เร็ว อย่าให้ "จิตฝังลงไปได้ทัน" รีบทิ้งความคิดนั้น ๆ ทันที แล้วอยู่กับ "อานาปานสติ" ขณะอยู่กับ "อานาปานสติ" "achara" จะเห็นว่า "ความคิดใด ๆ ก็ตาม มันหยุดไปทันทีเหมือนกัน" เพราะไปรู้สึกถึงลมหายใจแทน ถ้าบุคคลไม่รู้จัก "วิหารธรรม"(ธรรมเครื่องอยู่) อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อเป็น "แพ" สำหรับข้ามฝั่งไปก่อนแล้ว บุคคลย่อมปล่อยความเพลินจากเรื่องนี้ไปสู่เรื่องอื่น และจากเรื่องอื่นไปสู่เรื่องอื่นอีก "พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนลิงที่อยู่ในป่า กระโจนไปตามต้นไม้ ปล่อยมือจากต้นไม้ต้นนี้ เอื้อมมือไปจับต้นไม้ต้นโน้น จากต้นไม้ต้นโน้น ก็ไปจับต้นไม้ต้นอื่นอีก" ไปเรื่อย ๆ จึงหยุดการคิดไม่ได้สักที แต่ถ้าเรานึกขึ้นได้ถึงการคิดใดที่เป็น "อกุศลธรรมทั้งหลาย" คือ "นิวรณ์ ๕" และ/หรือ "มิจฉาสังกัปปะ" แล้ว รีบอยู่กับ "อานาปานสติ" ทันที
ตอบกลับ สมณกบ 25-11-2011 14:13
achara: กราบนมัสการขอบคุณในเมตตาจิตเจ้าค่ะ โยมได้จักปฏิบัติศึกษาโดยลำดับต่อไป
ขอเรีย ...
อย่างนี้ ถ้า "achara" ทำได้บ่อย ๆ เดี๋ยว "achara" ก็จะเลิกกังวลกับเรื่องการฝันไปเอง ทำให้เหมือนอย่าง "พุทธวจน" ต่อไปนี้นะ
     
     ครั้นพวกเธอไม่ยอมรับไม่ได้คัดค้านแล้ว พึงถามปัญหาว่า “อาวุโส !
โวหารสี่ประการเหล่านี้มีอยู่ อันพระผู้มีพระภาคผู้รู้เห็นผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ
ตรัสไว้แล้วโดยชอบ คือ ความมีปกติกล่าวว่าข้าพเจ้าเห็นแล้วในสิ่งที่ได้เห็น ๑
ความมีปกติกล่าวว่าข้าพเจ้าฟังแล้วในสิ่งที่ได้ฟัง ๑ ความมีปกติกล่าวว่า
ข้าพเจ้ารู้สึกแล้วในสิ่งที่ได้รู้สึก ๑ ความมีปกติกล่าวว่าข้าพเจ้ารู้แจ้งแล้ว
ในสิ่งที่ได้รู้แจ้ง ๑. อาวุโส ! ก็ท่านรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จิตของท่าน
จึงหลุด พ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดถืดในโวหารทั้งสี่ประการนั้น? ” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ถ้าภิกษุนั้นเป็นขีณาสพ มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว มีภาระปลงลงได้แล้ว มีประโยชน์ตนอันตามลุถึงแล้ว มีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ จริง, ธรรมที่ภิกษุนั้นสมควรพยากรณ์ ย่อมมีอย่างนี้ว่า “อาวุโส ! ในสิ่งที่เห็นแล้ว นั้น . อาวุโส! ในสิ่งที่ฟังแล้ว ก็ดี ในสิ่งที่รู้สึกแล้ว ก็ดี ในสิ่งที่รู้แจ้งแล้ว ก็ดี นั้น ข้าพเจ้าไม่เข้าหา ไม่ถอยหนี ไม่อาศัย ไม่ผูกพัน แต่ข้าพเจ้าพ้นจากอำนาจแห่งมัน ปราศจากกิเลสเครื่องร้อยรัดอยู่ด้วย จิตที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วให้เป็นจิตปราศจากเขตแดนอยู่ข้าพเจ้าก็ไม่เข้าหา ไม่ถอยหนี ไม่อาศัย ไม่ผูกพัน แต่ข้าพเจ้าพ้นจากอำนาจแห่งมัน ปราศจากกิเลสเครื่องร้อยรัด อยู่ด้วยจิตที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วให้เป็นจิตปราศจากเขตแดนอยู่.
พุทธวจน ๒ อริยสัจจ์จากพระโอษฐ์ ภาคต้น ภาค ๓ - นิโรธอริยสัจ หน้า ๗๐๓
     
     "ไม่เข้าหา ไม่ถอยหนี ไม่อาศัย ไม่ผูกพัน แต่ข้าพเจ้าพ้นจากอำนาจแห่งมัน ปราศจากกิเลสเครื่องร้อยรัดอยู่ด้วย จิตที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วให้เป็นจิตปราศจากเขตแดนอยู่"  คิดเรื่องฝันหรือไม่ฝันก็ตาม รีบอยู่กับ "อานาปานสติ" ให้ได้บ่อย ๆ และทำแม้แต่ก่อนนอนด้วยนะ การอยู่กับ "อานาปานสติ" ก่อนหลับ อย่างนี้ก็เป็นการเข้าฌาน ๑, ๒, ๓, ๔ ได้ด้วย หลับง่ายด้วย หลับเป็นสุขด้วย และอานิสงค์ ๘ ประการ ก็ได้ครบหมดเลย
     ลองทำการศึกษาและปฏิบัติดูนะ
     ..... ขออนุโมทนา .....
ตอบกลับ achara 25-11-2011 15:11
กราบนมัสการขอบคุณในความเมตตาของท่านสมณกบ ที่ได้แจ้งธรรมให้แก่โยมทราบ โยมจะตั้งใจปฏิบัติต่อไปเจ้าค่ะ
12ถัดไป

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 17-9-2019 19:43 , Processed in 0.100476 second(s), 16 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน