กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 1674|ตอบกลับ: 5

ต้องการไม่ให้จิตปรุงแต่ง เป็นไปได้หรือไม่ครับ

[คัดลอกลิงก์]

5

กระทู้

0

เพื่อน

32

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
24
ความดี
0
ชื่อเสียง
0
ล่าสุด
21-11-2011
โพสต์เมื่อ 2-11-2011 15:58:35 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ตอนที่เราเจริญสมาธิอยู่ ทั้งวิปัสสนาจนเข้าสมถะ เราสามารถบังคับจิตให้ปรุงแต่ง หรือให้ไม่ให้ปรุงแต่ง ตามต้องการก็ได้  มีสิทธิเป็นไปได้หรือไม่ครับ

8

กระทู้

20

เพื่อน

1244

เครดิต

ผู้ดูแลพิเศษ

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
929
ความดี
26
ชื่อเสียง
5
ล่าสุด
20-4-2017
โพสต์เมื่อ 3-11-2011 20:16:46 |ดูโพสต์ทั้งหมด
มีพระสูตรที่พระศาสดากล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ ขอยกตัวอย่าง ดังนี้:-

พระสูตรที่ 1
...ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ เรากล่าวว่า เป็นผู้มีอำนาจในคลองแห่งชนิดต่าง ๆ ของวิตก :
เธอประสงค์จะตรึกถึงวิตกใด ก็ตรึกถึงวิตกนั้นได้ ไม่ประสงค์จะตรึงถึงวิตกใด ก็ไม่ตรึกถึงวิตกนั้นได้  
เธอนั้น ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว รื้อถอนสังโยชน์แล้ว ได้กระทำที่สุดแห่งทุกข์แล้ว เพราะรู้เฉพาะซึ่งมานะโดยชอบ แล.

มู.ม. ๑๒/๒๔๖/๒๖๒.


พระสูตรที่ 2

พราหมณ์ ! เราไม่อนุโมทนาของท่าน, เราไม่คัดค้านของท่าน. เราเอง
ก็บัญญัติบุคคลที่มี ธรรม ๔ ประการ ว่าเป็นมหาบุรุษ มหาปราชญ์. ธรรม ๔ ประการเหล่าไหนเล่า ?

พราหมณ์ ! คือคนในโลกนี้ เป็นผู้ปฏิบัติเกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อความสุขของมหาชน
ยังประชุมชนเป็นอันมากให้ประดิษฐานอยู่ในอริยญายธรรมคือ
ความเป็นผู้มีธรรมงาม มีธรรมเป็นกุศล.

อนึ่ง เขาเป็นผู้จำนงจะตรึกเรื่องใด ก็ตรึกเรื่องนั้นได้, ไม่จำนงจะตรึกเรื่องใด ก็ไม่ตรึกเรื่องนั้นได้,
จำนงจะดำริเรื่องใด ก็ดำริเรื่องนั้นได้, ไม่จำนงจะดำริเรื่องใด ก็ไม่ดำริเรื่องนั้นได้
เพราะเขาเป็นผู้มีอำนาจเหนือจิตในคลองแห่งความตรึกทั้งหลาย.


อนึ่ง เขาเป็นผู้ได้ตามต้องการ ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง ๔
อันเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในภพปัจจุบันนี้ อันเป็นธรรมเป็นไปในทางจิตขั้นสูง.

อนึ่ง เขานั้นย่อมกระทำให้แจ้งได้ ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นอาสวะแล้ว
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ในวิหารธรรมนั้นในภพอันเป็นปัจจุบันนี้....

พราหมณ์ ! ท่านกล่าวคำพาดพิงถึงเรา. เอาเถิดเราจะพูดให้แจ้งชัดทีเดียวว่า
เราแลเป็นผู้ปฏิบัติเกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อความสุขของมหาชน
ยังประชุมชนให้ตั้งอยู่ในอริยญายธรรม กล่าวคือความเป็นผู้มีธรรมงาม
เป็นผู้มีธรรมเป็นกุศล.

เราแล เป็นผู้จำนงจะตรึกในเรื่องใด ก็ตรึกในเรื่องนั้นได้
ไม่จำนงจะตรึกในเรื่องใด ก็ไม่ตรึกในเรื่องนั้นได้,
จำนงจะดำริในเรื่องใด ก็ดำริในเรื่องนั้นได้
ไม่จำนงจะดำริในเรื่องใด ก็ไม่ดำริในเรื่องนั้นได้
เพราะเราเป็นผู้มีอำนาจเหนือจิต ในคลองแห่งความตรึกทั้งหลาย....


จตุกฺก. อํ. ๒๑/๔๕/๓๕.
นตฺถิ  นุ  โข  ตํ  กิญฺจิ  โลกสฺมึ  ยมหํ  อุปาทิยมาโน  นวชฺชวา  อสฺสํ
ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดๆ เลย ที่เมื่อเรายึดถืออยู่ เราจักเป็นผู้หาโทษมิได้

0

กระทู้

1

เพื่อน

15

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
13
ความดี
0
ชื่อเสียง
0
ล่าสุด
20-11-2011
โพสต์เมื่อ 4-11-2011 08:40:16 |ดูโพสต์ทั้งหมด
สรุปจากพระสูตรหมายความว่าจิตถ้ายังไม่หลุดพ้น ยังยึดมั่นด้วยอุปาทานก็ยังปรุงแต่งไปตามอำนาจของมัน แต่เมื่อสิ้นอาสวะแล้วจะให้ปรุงแต่งหรือไม่ปรุงแต่งก็สามารถทำได้เพราะมีอำนาจเหนือจิตแล้ว ถูกต้องหรือไม่ครับ

2

กระทู้

4

เพื่อน

68

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
56
ความดี
0
ชื่อเสียง
0
ล่าสุด
2-9-2018
โพสต์เมื่อ 4-11-2011 10:25:35 |ดูโพสต์ทั้งหมด
สาธุ

8

กระทู้

20

เพื่อน

1244

เครดิต

ผู้ดูแลพิเศษ

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
929
ความดี
26
ชื่อเสียง
5
ล่าสุด
20-4-2017
โพสต์เมื่อ 4-11-2011 11:53:17 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย พนาย เมื่อ 2011-11-4 11:55
ต้นฉบับโพสต์โดย cekalux เมื่อ 2011-11-4 08:40
สรุปจากพระสูตรหมายความว่าจิตถ้ายังไม่หลุดพ้น ยังยึ ...

การที่มีอำนาจเหนือคลองแห่งจิตได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่สิ้นอาสวะแล้วอย่างเดียว เพราะพระศาสดาตรัสไว้ว่า  

พระสูตรที่ 1
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ แล้ว ย่อม ทำจิตให้อยู่ในอำนาจ (ของตน) ได้
และภิกษุนั้นก็ ไม่ตกอยู่ในอำนาจของจิต. เจ็ดประการอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย เจ็ดประการ ในกรณีนี้คือ :-
๑. ภิกษุเป็นผู้ ฉลาดในสมาธิ;
๒. ภิกษุเป็นผู้ ฉลาดในการเข้าสู่สมาธิ;
๓. ภิกษุเป็นผู้ ฉลาดในการดำรงอยู่ในสมาธิ;
๔. ภิกษุเป็นผู้ ฉลาดในการออกจากสมาธิ;
๕. ภิกษุเป็นผู้ ฉลาดในความเหมาะสมแห่งสมาธิ;
๖. ภิกษุเป็นผู้ ฉลาดในธรรมเป็นโคจรแห่งสมาธิ;
๗. ภิกษุเป็นผู้ ฉลาดในอภินิหารสมาธิ;

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบแล้วด้วยธรรมเจ็ดประการเหล่านี้แล
ย่อมทำให้จิตอยู่ในอำนาจ (ของตน) ได้ และภิกษุนั้นก็ไม่ตกอยู่ในอำนาจของจิต.

สตฺตก. อํ. ๒๓/๓๕/๓๗.




พระสูตรที่ 2

อยู่ในอริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคปลาย หน้า 1042   เรื่อง วิธีพิจารณาเพื่อกำจัดอกุศลวิตกตามลำดับ

หากท่านใดไม่มีหนังสือ อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคปลาย สามารถศึกษาได้จาก โปรแกรม E-Tipitaka
จะอยู่ในพระไตรปิฏกเล่มที่ 12 หน้า 166 ข้อ 256

ซึ่งถ้าดูจากพระสูตรทั้ง 2 ที่ยกมานี้ จะพบว่า หากใช้วิธีการฝึกตามที่พระศาสดาตรัสไว้ ก็สามารถเป็นผู้มีอำนาจเหนือจิตได้
ทำให้ หากต้องการคิดเรื่องใด ก็คิดได้  ไม่ต้องการคิดเรื่องได้ ก็สามารถไม่คิดได้

และในพระสูตรที่ 2 พระศาสดาก็ตรัสเป็นทำนองว่า การกระทำเช่นนี้ก็เป็นเหตุให้สามารถบรรลุมรรคผลได้เช่นกัน



นตฺถิ  นุ  โข  ตํ  กิญฺจิ  โลกสฺมึ  ยมหํ  อุปาทิยมาโน  นวชฺชวา  อสฺสํ
ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดๆ เลย ที่เมื่อเรายึดถืออยู่ เราจักเป็นผู้หาโทษมิได้

0

กระทู้

1

เพื่อน

15

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
13
ความดี
0
ชื่อเสียง
0
ล่าสุด
20-11-2011
โพสต์เมื่อ 5-11-2011 07:37:15 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ต้นฉบับโพสต์โดย พนาย เมื่อ 2011-11-4 11:53
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย พนาย เมื่อ 2011-11-4 11:55

สาธุ ขอบคุณครับ ชัดเจนแจ่มแแจ้ง เห็นจริงตามพระสูตรที่ยกมาครับ ตอบด้วยคำพระพุทธเจ้าอย่างนี้ดีมากๆครับ ไม่ต้องมานั่งเถียงกันด้วยปัญญาอันต่ำต้อยของเรา คุณพนายเป้นผู้เชี่ยวชาญในพุทธวจนะ และพระสูตรต่างๆมากครับ สามารถตอบด้วยคำพระพุทธเจ้า และสามารถยกพระสูตรได้ตรงกับปัญหาที่ถาม ชื่มชมและอนุโมทนาครับ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 16-9-2019 01:01 , Processed in 0.055986 second(s), 19 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน