กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 55|ตอบกลับ: 6

สอบถามเรื่องทานที่ส่งผลในเดรัฉาน และ นิพพาน

[คัดลอกลิงก์]

16

กระทู้

0

เพื่อน

260

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
167
ความดี
53
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-6-2020
โพสต์เมื่อ 19-5-2020 18:39:40 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ข้อ1 ได้ฟังคลิปที่ พอจ. บอกว่า ทานที่ไปให้ผลในกำเหนิดเดรัฉาน ไล่ลำดับเป็น ช้าง ม้า วัว ควาย สุนัข(พอจ.ว่าพระพุทธเจ้าไล่มาสุดแค่สุนัข) แต่ ในโลกปัจจุบัน "แมว" ก็จัดว่าได้ข้าว ได้น้ำ ได้เครื่องอลังการในอะตภาพเดรัฉานเช่นกัน  จากที่เคยฟังคลิปก่อนหน้านี้. พอจ กล่าวว่า ทานจะไปส่งผลในกำเหนิดเดรัฉาน(ส่วนนี้เข้าใจได้ และไม่สงสัยครับ) เลยต้องการถามว่า. แบบไหนที่ตรงกับพระพุทธเจ้าที่สุดครับ

ข้อ2 ได้ฟังคลิป ที่ ว่า "เมื่อมีการมาการไป จะมีจุติ มีอุบัต" และ มีสูตรที่กล่าวว่า การน้อมจิตเข้าสู่อัมมตะ. จึงสงสัยว่า นิพานไม่ปรากฏการเกิด แล้วถ้าน้อมจิตไป มันมีการไป ก็ต้องมีจุติ.  ดังนั้น ถ้ามีการเกิด ก็ยังไม่ใช่นิพานหรือไม่ครับ

ข้อ 3 มีคลิปหนึ่ง ที่ พอจ.พูดถึงว่า สัตว์มีสภาวะเดิมอยู่ แต่ก็มาหลงยึดขันท์5 จึงเวียนว่ายไม่รู้จบ แต่พอสัตว์มีวิชชาจึงปล่อยขัน5 และกลับสู่สภาวะเดิม.  คำถามคือ ถ้าสัตว์ไม่เอาขันท์5 ก็เท่ากับสัตว์นั้นนิพาน.  แต่ถ้าสัตว์ปล่อยขันท์ แล้วกลับสภาวะเดิม(เท่ากับว่า สัตว์มีสภาวะเดิมคือนิพาน) ดังนั้นแล้ว. ที่ว่า นิพานเที่ยง ไม่แปรเปลียน อะนนี้เป็นอย่างไร.  ด้วยว่า สัตว์ถ้ามีนิพานเป็นสภาวะเดิม แต่มาหลงยึดขัน5. นั้นแปลว่า นิพานก็มีความเปลี่ยนแปลงได้ และสัตว์ก็เมื่อนิพานแล้วก็ยังหลุดออกมายึดขันได้อีก

ขอโอกาศ ผู้รู้ตอบคำถามทีคนับ. ผมปฎิบัติมาจนติดอีกไม่เยอะแล้วครับ



105

กระทู้

6

เพื่อน

5435

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3873
ความดี
832
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-6-2020
โพสต์เมื่อ 20-5-2020 10:11:54 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย อัครา เมื่อ 20-5-2020 10:19

ขอแสดงความเห็นครับ
1.แบบไหนที่ตรงกับพระพุทธเจ้าที่สุดครับ

พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๒
36...ผู้มีจิตไม่ท้อถอยจึงควรให้ทานในเขตที่มีผลมาก บุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในปรโลก ฯ
------------------
ที่พึ่งของ "สัตว์ทั้งหลาย"

ข้อ2 ได้ฟังคลิป ที่ ว่า "เมื่อมีการมาการไป จะมีจุติ มีอุบัต" และ มีสูตรที่กล่าวว่า การน้อมจิตเข้าสู่อัมมตะ. จึงสงสัยว่า นิพานไม่ปรากฏการเกิด แล้วถ้าน้อมจิตไป มันมีการไป ก็ต้องมีจุติ.  ดังนั้น ถ้ามีการเกิด ก็ยังไม่ใช่นิพานหรือไม่ครับ

การน้อมจิตเข้าสู่อัมมตะ --> เป็นการตั้งเป้าหมายเฉยๆ ไม่ใช่คิดตลอดเวลาว่าน้อมจิตเข้าสู่อมตะ เราเจริญมรรค8 เป็นไปเพื่อนิพพาน ไม่ใช่การตั้งจิตว่าเราจะเข้านิพพาน (แค่ละอุปธิก็คือนิพพานแล้ว ไม่ต้องไป เข้า หรือน้อมจิตอยู่ที่ไหน เหมือนไฟที่ดับ ก็ดับตรงนั้น ไม่ได้โน้มหรือดับที่อื่น)

คือทำกรรมอย่างไร (เจริญมรรค8) ย่อมได้รับผลกรรมอย่างนั้น (ได้นิพพาน)

แล้วถ้าน้อมจิตไป --> มันเป็นการปรุงแต่งของจิตอยู่ ยังไม่ใช่นิพพาน

ข้อ 3 มีคลิปหนึ่ง ที่ พอจ.พูดถึงว่า สัตว์มีสภาวะเดิมอยู่ แต่ก็มาหลงยึดขันท์5 จึงเวียนว่ายไม่รู้จบ แต่พอสัตว์มีวิชชาจึงปล่อยขัน5 และกลับสู่สภาวะเดิม.  คำถามคือ ถ้าสัตว์ไม่เอาขันท์5 ก็เท่ากับสัตว์นั้นนิพาน.  แต่ถ้าสัตว์ปล่อยขันท์ แล้วกลับสภาวะเดิม(เท่ากับว่า สัตว์มีสภาวะเดิมคือนิพาน) ดังนั้นแล้ว. ที่ว่า นิพานเที่ยง ไม่แปรเปลียน อะนนี้เป็นอย่างไร.  ด้วยว่า สัตว์ถ้ามีนิพานเป็นสภาวะเดิม แต่มาหลงยึดขัน5. นั้นแปลว่า นิพานก็มีความเปลี่ยนแปลงได้ และสัตว์ก็เมื่อนิพานแล้วก็ยังหลุดออกมายึดขันได้อีก


นิพานก็มีความเปลี่ยนแปลงได้--> ไม่รู้ครับ ล่วงเลยปัญหา ไม่อาจทำที่สุดของคำถามได้

สัตว์ก็เมื่อนิพานแล้วก็ยังหลุดออกมายึดขันได้อีก --> (ผมประเมินเอานะครับ) ตอนมาครั้งแรก คือ มีอวิชชา คือความไม่รู้ พอรู้แล้ว จะไปยึดอีกหรือ?
คล้ายๆพระสูตร 11/56 อาภัสสรพรหมชิมง้วนดิน "ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อมามีสัตว์ผู้หนึ่งเป็นคนโลนพูดว่า ท่าน ผู้เจริญทั้งหลายนี่จักเป็นอะไร แล้วเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดู" ถามว่าถ้ารู้ว่าง้วนดินคืออะไร มีคุณ มีโทษที่ทำให้มีเรื่องราวต่างๆตามมาตลอดกาลนาน จะยังไปชิมอีกหรือ?

หากมีความเห็นผิดเข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

16

กระทู้

0

เพื่อน

260

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
167
ความดี
53
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-6-2020
โพสต์เมื่อ 20-5-2020 16:42:37 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อัครา ตอบกลับเมื่อ 20-5-2020 10:11
ขอแสดงความเห็นครับ
1.แบบไหนที่ตรงกับพระพุทธเจ้าที่ส ...

กฎของ อสังคตะ
-ไม่ปรากฎการเกิด
-ไม่ปรากฎความเสื่อม
-เมื่อตั้งอยู่ ก็ไม่มีภาวะอื่นปรากฎ.

ด้วยแบบนี้. ผมจึงคิดว่า. สภาวะเดิมของสัตว์ ก่อนจะมาหลงยึด สังขตะธรรม ไม่น่าจะใช่เป็นนิพาน  แต่คงเป็นสิ่งๆหนึ่งเท่านั้น เพราะหากสัตว์มีสภาวะเดิมเป็นนิพานแล้ว. กฎของอสังขตะก็จะเป็นเท็จ.  ด้วยความที่ เสื่อมออกจสกอสังคตะ ไปหลงยึงสังขตะ

ถเาคุณคมสันได้พบพระอาจารย์ ผมกราบรบกวนถามให้หน่อยนะครับ ส่วนผมจะเพียนสร้างเหตุเพื่อไปพบพระอาจารย์ในโอกาศต่อไปครับ

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 7 วันก่อน |ดูโพสต์ทั้งหมด
คำถาม : ข้อ1 ได้ฟังคลิปที่ พอจ. บอกว่า ทานที่ไปให้ผลในกำเหนิดเดรัฉาน
ไล่ลำดับเป็น ช้าง ม้า วัว ควาย สุนัข(พอจ.ว่าพระพุทธเจ้าไล่มาสุดแค่สุนัข)
แต่ ในโลกปัจจุบัน "แมว" ก็จัดว่าได้ข้าว ได้น้ำ ได้เครื่องอลังการในอะตภาพเดรัฉานเช่นกัน  
จากที่เคยฟังคลิปก่อนหน้านี้. พอจ กล่าวว่า ทานจะไปส่งผลในกำเหนิดเดรัฉาน
(ส่วนนี้เข้าใจได้ และไม่สงสัยครับ) เลยต้องการถามว่า. แบบไหนที่ตรงกับพระพุทธเจ้าที่สุดครับ


คำตอบ : หากตามสูตรที่ตรัสในเรื่องดังกล่าว ทรงตรัสถึงแค่นั้นจริงๆ แต่ หากเทียบกับสูตรอื่นๆ ก็ไม่ถือว่าขัดกัน คือ ทานที่ให้ย่อมไม่สูญเปล่า และย่อมบังเกิดผลแก่สัตว์ทั้งหลายในอัตภาพนั้นๆ ทั้งในกาลปัจจุบัน กาลถัดมา และกาลถัดออกมาอีก ซึ่งการให้ผลของกรรมนั้น เป็นอย่างนี้ แต่ไม่สามารถดลบันดาล หรือ ปรารถนาได้ว่า ขอผลแห่งกรรม(ทานที่ให้) นั้นจงเกิดขึ้นในชาติหน้า หรือ ในปัจจุบัน  หรือให้ผลมาก อย่างนี้ แท้ที่จริงแล้ว ผลแห่งกรรมนั้น ย่อมเกิดขึ้นในที่ที่ทานนั้นผลิผล (สร้างเหตุตรง ถูกต้อง)

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 7 วันก่อน |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 28-5-2020 20:45

คำถาม :  ข้อ2 ได้ฟังคลิป ที่ ว่า "เมื่อมีการมาการไป จะมีจุติ มีอุบัต" และ มีสูตรที่กล่าวว่า การน้อมจิตเข้าสู่อัมมตะ. จึงสงสัยว่า นิพานไม่ปรากฏการเกิด แล้วถ้าน้อมจิตไป มันมีการไป ก็ต้องมีจุติ.  ดังนั้น ถ้ามีการเกิด ก็ยังไม่ใช่นิพานหรือไม่ครับ


คำตอบ : จากพระสูตรต่างที่ทรงตรัสในประโยคที่ว่า น้อมจิตไปสู่อมตธาตุ (คือนิพพาน)  ทรงหมายถึงว่า เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิและมีวิปัสสนาญาณถึงธรรมลักษณะ ๑๑ ประการ (มีอนิจจลักษณะ เป็นต้น) แล้ว จิตย่อมถึงความเป็นธรรมชาติที่สงบ รำงับ  ประณีต เป็นที่รำงับแห่งสังขารทั้งปวง มีธรรมอันจะเป็นที่สิ้นไปของตัณหา เพราะความจางคลาย (วิราคะ) เพราะความดับ (นิโรธะ) ด้วยวิปัสสนาญาณดำรงอย่างนี้ (สุกรอบ) วิมุตติย่อมเกิดมีขึ้นแก่บุคคลนั้น เมื่อนั้นจะมีขยญาณ(ญาณในธรรมอันเป็นที่สิ้นไป) เกิดมีขึ้น ถึงความเป็นขยสฺมึ (อรหันต์) เมื่อนั้นย่อมมีญาณเกิดขึ้นอีกว่า วิมุตติที่บรรลุได้นั้น จะไม่กลับกำเริบขึ้นได้อีก ญาณในขั้นนี้ เรียกว่า ปัจจเวกขณญาณ ย่อมถึงความสิ้นอาสวะ บรรลุนิพพาน อันเป็นธรรมเกษมที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า สมจริงตามที่ทรงตรัสว่า มีวิมุตติเป็นแก่น มีนิพพานเป็นที่สุด ตามลำดับแบบนี้

ดังนั้นกล่าวโดยย่อคือ การน้อมจิตไปสู่อมตธาตุ หมายถึง จิตที่อบรมด้วยวิปัสสนาญาณเป็นอย่างดี เพื่อให้เกิดวิมุตติญาณทัสสะ (ยังไม่เรียกว่านิพพาน) และจะถึงความรู้ชอบด้วยตนเอง ว่าธรรม(ที่รู้ด้วยจิตขณะนั้น) อันเราไม่ถือมั่นเป็นอย่างดีแล้ว ย่อมถึงความสละทิ้งไป สลัดคืนซึ่งอุปธิ ไม่ถึงความอาลัยซึ่งธรรมเหล่านั้น วิมุตติจึงเกิดมีขึ้น จิตที่ไหลไปด้วยกระแสธรรมเหล่านี้ เรียกว่า น้อมไปสู่ธรรมธาตุ คือ เมื่อวิมุตติไม่กลับกำเริบ จึงนิพพาน เป็นที่สุดจบ อย่างนี้ครับ  

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 7 วันก่อน |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 28-5-2020 20:50

คำถาม : ข้อ 3 มีคลิปหนึ่ง ที่ พอจ.พูดถึงว่า สัตว์มีสภาวะเดิมอยู่ แต่ก็มาหลงยึดขันท์5
จึงเวียนว่ายไม่รู้จบ แต่พอสัตว์มีวิชชาจึงปล่อยขัน5 และกลับสู่สภาวะเดิม.  
คำถามคือ ถ้าสัตว์ไม่เอาขันท์5 ก็เท่ากับสัตว์นั้นนิพาน  
แต่ถ้าสัตว์ปล่อยขันท์ แล้วกลับสภาวะเดิม(เท่ากับว่า สัตว์มีสภาวะเดิมคือนิพาน) ดังนั้นแล้ว
ที่ว่า นิพานเที่ยง ไม่แปรเปลียน อะนนี้เป็นอย่างไร
ด้วยว่า สัตว์ถ้ามีนิพานเป็นสภาวะเดิม แต่มาหลงยึดขัน5นั้น
แปลว่า นิพานก็มีความเปลี่ยนแปลงได้ และสัตว์ก็เมื่อนิพานแล้วก็ยังหลุดออกมายึดขันได้อีก

คำตอบ : ที่บัญญัติว่า สัตว์ เพราะ ฉันทราคะ มีอยู่ในขันธ์ (ทุกข์) อันเป็นที่ยึดมั่น ถือมั่น เหล่าใด
เพราะอาลัย (ติดข้องแล้ว) ติดตาม สยบมัวเมา แล้วในสิ่งนั้น จึงเรียกว่า สัตว์
ว่ามีชื่ออย่างนี้ มีโครตอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ มีการเสวยเวทนาอย่างนี้ๆ เป็นต้น
เแต่เพราะความแปรปรวนไปเป็นธรรมดาของสิ่งอันเป็นที่ยึดมั่น ถือมั่นมีอยู่
ความอาลัย ติดตาม สยบมัวเมา มีอยู่แล้วในสิ่งที่แปรปรวนไปเป็นอย่างนี้อย่างนี้ ทุกขสมุทัย จึงเกิดมีขึ้น
อวิชชานั้นเป็นเบื้องต้น ที่ไม่สามารถกำหนดรู้ได้ว่า เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร และ จะจบลงเมื่อไร มีอยู่แล้ว
เเพราะไม่รู้ในทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ และ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
สัตว์จึงเรียกว่า ถูกติดตามอยู่ด้วยทุกข์ตลอดกาลยาวนาน ในสังสารวัฏ
(เพราะมีอุปาทานในสิ่งที่แปรปรวนตลอดอย่างนั้น)

เมื่อสัตว์นำออกซึ่งฉันทราคะที่มีในสิ่งอันเป็นที่ยึดมั่น ถือมั่น (อุปาทานขันธ์) นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธ
หนทาง หรือ ปฏิปทาในการนำออกซึ่งความดับไม่เหลือของทุกข(อุปาทานขันธ์) เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
อันได้แก่ อริยมรรค ๘ ประการ

จะเห็นว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์เท่านั้น ที่เกิดขึ้น และ ไม่มีอะไรดับไป นอกจากทุกข์เท่านั้นที่ดับไป
สัตว์ เป็นเพียงนิยาม เรียกชื่อ ถึง บุคคล หรือ สิ่งที่มีความพอใจ กำหนัด เพลิดเพลิน ความทะยานอยาก
ในขันธ์อันเป็นที่ยึดมั่นถือมั่น ว่ามีชื่อ อย่างนี้ ๆ โครตอย่างนี้ๆ มีอาหารอย่างนี้ๆ  มีการเสวยเวทนาอย่างนี้ๆ เท่านั้น

ตราบใดที่ยังมี อวิชชา มีภวตัณหา (แสวงหาภพใหม่เป็นปกติ) สัตว์ย่อมถึงความท่องเที่ยวไป ตลอดกาลยาวนานในสังสารวัฏ
คือ เกิดอย่างผู้มีเครื่องผูกพัน แก่อย่างผู้มีเครื่องผูกพัน ตายอย่างผู้มีเครื่องผูกพัน และจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นอย่างผู้มีเครื่องผูกพัน

เแต่พราะวิชชาปรากฏ วิมุตติ ปรากฏ การรอดพ้น หลุดออกไปได้จาก ธรรมเครื่องปรุงแต่ง(สังขตธรรม) จึงเกิดมีขึ้น
การบัญญัตว่าเป็นสัตว์ ๆ นั้น ที่มีอวิชชา และ ตัณหา ย่อมไม่ถึงความว่า มี จึงหลุดพ้นไปเพราะรู้ชอบ

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 7 วันก่อน |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 28-5-2020 20:52

คำถาม : ด้วยแบบนี้. ผมจึงคิดว่า. สภาวะเดิมของสัตว์ ก่อนจะมาหลงยึด สังขตะธรรม ไม่น่าจะใช่เป็นนิพาน  
แต่คงเป็นสิ่งๆหนึ่งเท่านั้น เพราะหากสัตว์มีสภาวะเดิมเป็นนิพานแล้ว
กฎของอสังขตะก็จะเป็นเท็จ  ด้วยความที่ เสื่อมออกจสกอสังคตะ ไปหลงยึงสังขตะ


คำตอบ : ตามที่กล่าวไว้ว่า สัตว์ ถูกเรียก((บัญญัติ) ขึ้นมา เพราะฉันทราคะที่มีอยู่ในขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น ถือมั่น
เพราะการข้อง อาลัย ติดตาม และสยบมัวเมา มีอยู่ในสิ่งนั้น(ขันธ์ทั้งหลาย)
จึงเรียก สภาวะที่เป็นอย่างนี้ว่าเป็นสัตว์ ที่มีชื่อ โครต มีอาหาร มีการเสวยเวทนา อย่างนี้ๆ ตามมา

ไม่มีอะไรที่เที่ยงในส่วนของ สังขตธรรม และ อสังขตธรรมเลย  คือ
แม้นิพพาน ก็ไม่เคยทรงตรัสว่าเป็นของเที่ยง แต่การแปล นิพพานเป็นของเที่ยง
คือในคำแปล ใช้คำว่าเที่ยง มีอยู่ แต่ รากศัพท์บาลี ก็ไม่ได้ใช้คำว่า นิจจัง-เที่ยง กับนิพพาน)
หากจะกล่าวให้ตรงตามพุทธพจน์ นิพพาน เป็นความยั่งยืน หรือเรียกว่า  ธุวะ
ซึ่งคำเหล่านี้มันเป็นคำไทย เหมือนกับคำว่าเที่ยง จึงนำมาใช้เหมือนเป็นไวพจน์ (ใช้เรียกแทนกันได้)
แต่จะไม่พบในสูตรใดๆ ที่ทรงตรัสด้วยบทพยัญชนะว่า นิพฺพานํ นิจฺจํ  (นิพพานเที่ยง)



ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 4-6-2020 08:33 , Processed in 0.127085 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน