กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 85|ตอบกลับ: 0

สอบถามเรื่องการนั่งสมาธิ

[คัดลอกลิงก์]

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5936
ความดี
3587
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
16-5-2020
โพสต์เมื่อ 23-2-2020 11:02:32 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คำถาม : นั่งสมาธิไปสักพักนึง จมูกจะเริ่มตึงๆครับ หน่วงๆ แต่ไม่เจ็บ รู้สึกยินดีทุกครั้งที่อาการนี้มา เพราะเราจะไปจดจ่อกับสิ่งนี้แล้วตัดเรื่องฟุ้งซ่านได้ รบกวนช่วยชี้แนะหน่อยครับ ว่าควรหรือไม่ควรยังไง




คำตอบ : การกระทำสมาธินั้น เป็นไปได้ทั้ง อิริยาบถ เดิน ยืน นั่ง และ นอน  ในกรณีของการกระทำความเพียรด้วยการนั่งสมาธิ ทรงตรัสถึง การคู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก เมื่อหายใจเข้า - ออก ยาว ก็มีสติรู้ เมื่อหายใจเข้า - ออก สั้น ก็มีสติรู้ และให้ทำการฝึกหัดศึกษา(สิกขติ) ว่า ให้เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง ให้ทำกายสังขารให้สงบรำงับ อย่างนี้ ครับ

ดังนั้น เมื่อมีอาการดังที่ถามว่า นั่งไปสักครู่ มีอาการ ตึง และ หน่วงที่จมูก อาการดังนั้น เป็นความรู้สึกที่มีทางกาย เพราะมีการเข้าไปรับรู้ นี้เป็นสังขารธรรมที่เกิดมีขึ้นเพราะกายเป็นปัจจัย(ให้ต้องรู้สึก สัมผัสได้) อาการดังกล่าว เข้าไปรับรู้เพราะความที่กายมีความไม่สงบรำงับเกิดขึ้น จิตห่างจากสมาธิ( ที่ต้องเป็นผู้มีสติ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งลมหายใจ อันเป็นของที่มีภายในกาย) อาการดังกล่าว ไม่ได้ใช้เพื่อให้ไปจดจ่อเพื่อละความฟุ้งซ่านไปเสีย แต่อาการดังกล่าว เมื่อเกิดมีขึ้น ให้เป็นผู้กำหนดรู้ได้ว่า อาการดังกล่าวนี้ เกิดมีเพราะเหตุแห่งปัจจัยปรุงแต่ง แล้วจึงเกิด หากไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ย่อมดับไป เมื่อกำหนดรุ้ได้แบบนี้แล้ว อาการดังกล่าวย่อมไม่ถึงความเกิดขึ้นได้อีก(ในความรับรู้ของจิต แม้อาการดังกล่าวจะมีอยู่ก็ตาม เป็นเพียงสักว่ามี แต่จิตจะไม่ถูกกลุ้มรุมอยู่เท่านั้น จึงเรียกว่า ไม่เกิดขึ้นภายในจิตเราได้อีก อย่างนี้) สิ่งที่ควรเข้าไปจดจ่อ (เป็นผู้มีสติ) คือ การตามเห็นธรรมทั้งหลายที่เกิดมีขึ้น ว่าธรรมใดมีเข้ามา ก็เป็นเพียงสักว่ารู้ สักว่าเห็น สักว่าระลึก สักว่ารู้แจ้ง ว่ามีมา ส่วนธรรมใดที่เคยมีมาแล้ว ก็ดับไป เพราะกำหนดรู้ได้ อย่างนี้ จึงเรียกว่า การเจริญสมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญาอันเป็นอริยะ (นิพเพธิกปัญญา) ให้เห็นสัจจะ (ความจริง) ของความเกิดขึ้น และ ดับไป ของธรรมทั้งหลายอย่างนี้

ส่วนการเจริญสมาธินั้น เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสรรเสริญ เป็นอย่างมากให้พึงกระทำให้มาก เพราะจะเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะได้ ดังใน พระสูตร


ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด. ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ได้ตามเป็นจริง รู้ได้ตามเป็นจริงซึ่งอะไรเล่า ? รู้ได้ตามเป็นจริง ซึ่ง ความจริงอันประเสริฐ ว่า “นี้เป็นทุกข์, นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์ และนี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ;” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ได้ตามเป็นจริง
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ พวกเธอพึง ทำความเพียรเพื่อให้รู้ตามเป็นจริง ว่า “นี้เป็นทุกข์, นี้เป็นเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์, นี้เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ;” ดังนี้เถิด.
- มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๐/๑๖๕๔.





ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 26-5-2020 04:20 , Processed in 0.020552 second(s), 20 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน