กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
เจ้าของ: คมสัน

พุทธวจน - พุทธจริยาวัตร

[คัดลอกลิงก์]

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 3-6-2012 21:37:19 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 3-6-2012 21:44

วาจาเครื่องพร่ำสอนครั้งสุดท้ายแก่มหาชน
อานนท์!
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาใด
ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม
ปฏิบัติชอบยิ่ง
ปฏิบัติตามธรรมอยู่
ผู้นั้นชื่อว่าย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชาตถาคต
ด้วยการบูชาอันสูงสุด
อานนท์!
เพราะฉะนั้นเธอพึงกำหนดใจว่า
‘เราจักประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติตามธรรมอยู่’
ภิกษุ ท.!
บัดนี้ เราจักเตือนพวกเธอ ท. ว่า
สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
พวกเธอ ท.
จงยังประโยชน์ตน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด

        นี่เป็นวาจาครั้งสุดท้ายของตถาคต

มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที่. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘


ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 5-6-2012 20:56:52 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 5-6-2012 21:05

ความเกื้อกูลกันของ อินทรีย์ ๕  พละ ๕
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ปริยายที่อินทรีย์ ๕ อาศัยแล้ว เป็นพละ ๕
ที่พละ ๕ อาศัยแล้ว เป็นอินทรีย์ ๕ มีอยู่
ปริยายที่อินทรีย์ ๕ อาศัยแล้ว เป็นพละ ๕ ที่พละ ๕ อาศัยแล้ว เป็นอินทรีย์ ๕ เป็นไฉน?

        [๙๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สิ่งใดเป็นสัทธินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสัทธาพละ
สิ่งใดเป็นสัทธาพละ สิ่งนั้นเป็นสัทธินทรีย์
สิ่งใดเป็นวิริยินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นวิริยพละ
สิ่งใดเป็นวิริยพละ สิ่งนั้นเป็นวิริยินทรีย์
สิ่งใดเป็นสตินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสติพละ
สิ่งใดเป็นสติพละ สิ่งนั้นเป็นสตินทรีย์
สิ่งใดเป็นสมาธินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสมาธิพละ
สิ่งใดเป็นสมาธิพละ สิ่งนั้นเป็นสมาธินทรีย์
สิ่งใดเป็นปัญญินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นปัญญาพละ
สิ่งใดเป็นปัญญาพละ สิ่งนั้นเป็นปัญญินทรีย์.
        [๙๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เปรียบเหมือนแม่น้ำ
ซึ่งไหลไปทางทิศตะวันออก หลั่งไปทางทิศตะวันออก บ่าไปทางทิศตะวันออก
ที่ตรงกลางแม่น้ำนั้นมีเกาะ ปริยายที่กระแสแห่งแม่น้ำนั้นอาศัยแล้ว
ย่อมถึงซึ่งความนับว่ากระแสเดียวมีอยู่
อนึ่ง ปริยายที่กระแสแห่งแม่น้ำนั้นอาศัยแล้ว
ย่อมถึงซึ่งความนับว่าสองกระแสที่มีอยู่

        [๙๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ปริยายที่กระแสแห่งแม่น้ำนั้น อาศัยแล้ว
ย่อมถึงซึ่งความนับว่ากระแสเดียวเป็นไฉน?
คือ น้ำในที่สุดด้านตะวันออกและในที่สุดด้านตะวันตกแห่งเกาะนั้น
ปริยายนี้แล ที่กระแสแห่งแม่น้ำนั้นอาศัยแล้ว
ย่อมถึงซึ่งความนับว่ากระแสเดียว.

        [๙๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ปริยายที่กระแสแห่งแม่น้ำนั้น อาศัยแล้ว
ย่อมถึงซึ่งความนับว่าสองกระแสเป็นไฉน?
คือ น้ำในที่สุดด้านเหนือ และในที่สุดด้านใต้แห่งเกาะนั้น
ปริยายนี้แล ที่กระแสแห่งแม่น้ำนั้นอาศัยแล้ว
ย่อมถึงซึ่งความนับว่า สองกระแส ฉันใด
สิ่งใดเป็นสัทธินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสัทธาพละ
สิ่งใดเป็นสัทธาพละ สิ่งนั้นเป็นสัทธินทรีย์
สิ่งใดเป็นวิริยินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นวิริยพละ
สิ่งใดเป็นวิริยพละ สิ่งนั้นเป็นวิริยินทรีย์
สิ่งใดเป็นสตินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสติพละ
สิ่งใดเป็นสติพละ สิ่งนั้นเป็นสตินทรีย์
สิ่งใดเป็นสมาธินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสมาธิพละ
สิ่งใดเป็นสมาธิพละ สิ่งนั้นเป็นสมาธินทรีย์
สิ่งใดเป็นปัญญินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นปัญญาพละ
สิ่งใดเป็นปัญญาพละ สิ่งนั้นเป็นปัญญินทรีย์.
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
สาเกตสูตร ข้อที่ ๙๗๓ - ๙๘๒

        

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 8-6-2012 08:35:29 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 8-6-2012 09:02

กายนคร

ดูกรภิกษุ

เหมือนอย่างว่า เมืองชายแดนของพระราชาเป็นเมืองที่มั่นคง

มีกำแพงและเชิงเทิน มีประตู ๖ ประตู

นายประตูเมืองนั้นเป็นคนฉลาด เฉียบแหลม

มีปัญญา คอยห้ามคนที่ตนไม่รู้จัก

อนุญาตให้คนที่ตนรู้จักเข้าไปในเมืองนั้น

ราชทูตคู่หนึ่งมีราชการด่วน

มาแต่ทิศบูรพา... มาแต่ทิศปัจจิม... มาแต่ทิศอุดร... มาแต่ทิศทักษิณ…

พึงถามนายประตูนั้นว่า

แน่ะบุรุษผู้เจริญ เจ้าเมืองนี้อยู่ที่ไหน

นายประตูนั้นตอบว่า แน่ะท่านผู้เจริญ

นั่นเจ้าเมืองนั่งอยู่ ณ ทางสามแพร่ง (สิงฺฆาฏเก) กลางเมือง

ทีนั้นแล ราชทูตคู่นั้นมอบถ้อยคำตามความเป็นจริงแก่เจ้าเมือง

แล้วพึงดำเนินกลับไปตามทางที่มาแล้ว

ดูกรภิกษุ

อุปมานี้แล เรากระทำแล้วเพื่อจะให้เนื้อความแจ่มแจ้ง

ก็ในอุปมานั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้

คำว่าเมือง เป็นชื่อของกายนี้ที่ประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔

ซึ่งมีมารดาและบิดาเป็นแดนเกิด

เจริญขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด มีอันต้องอบ

ต้องนวดฟั้นเป็นนิตย์ มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา

คำว่าประตู ๖ ประตู เป็นชื่อของอายตนะภายใน ๖

คำว่านายประตู เป็นชื่อของสติคำว่าราชทูตคู่หนึ่งมีราชการด่วน เป็นชื่อของสมถะและวิปัสนา

คำว่าเจ้าเมือง เป็นชื่อของวิญญาณ

คำว่าทางสามแพร่งกลางเมือง เป็นชื่อของมหาภูตรูป ๔ คือ

ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ

คำว่าถ้อยคำตามความเป็นจริง เป็นชื่อของนิพพาน

คำว่าทางตามที่มาแล้ว เป็นชื่อของอริยมรรคมีองค์ ๘

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค หัวข้อ ๓๔๒



หมายเหตุ:
สิงฺฆาก แปลว่า ทางสี่แยก, รูปกากบาท
สิงฺฆาก แปลว่า ทางมารวมกัน, ตะแลงแกง (ทางมารวมกัน),
ทางสามแยก, ทางสี่แยก, ทางสามแจง (แยกออกเป็น ๓ สาย),
ทางสี่แจง, ทางสามแพร่ง (แยกออกเป็น ๓ สาย), ทางสี่แพร่ง

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 8-6-2012 21:54:43 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 8-6-2012 22:00

โลก


หมายเหตุ โลกพระองค์ทรงหมายถึง การยึดมั่นในขันธุ์ ๕ , ความมืดที่มีอวิชชา

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 10-6-2012 20:52:58 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 10-6-2012 21:02

พระพุทธเจ้าก็ทรงจาม

ในระหว่างที่พระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงธรรมแก่บริษัทหมู่ใหญ่อยู่นั้น
ระหว่างนั้นพระองค์ทรงจามขึ้นมา
ภิกษุทั้งหลายต่างถวายพระพรแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ดังทั่วถ้วนว่า

ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงพระชนมายุ
ขอพระสุคตจงทรงพระชนมายุเถิด  พระพุทธเจ้าข้า
ธรรมกถาได้พักในระหว่างเพราะ
เสียงนั้น จึงพระผู้มีพระภาค รับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บุคคลที่ถูกเขาให้พรว่าขอจงเจริญชนมายุในเวลาจาม
จะพึงเป็น หรือ พึงตาย เพราะเหตุที่ให้พรนั้นหรือ
ไม่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า
         ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุไม่พึงกล่าวคำให้พรว่า
ขอจงมีชนมายุ ใน  เวลาที่เขาจาม
รูปใดให้พร ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

หมายเหตุ  สมัยนั้น ชาวบ้านให้พรในเวลาที่ภิกษุทั้งหลายจามว่า
ขอท่านจงมีชนมายุ
ภิกษุทั้งหลายรังเกียจ มิได้ให้พรตอบ
ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า
ไฉน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร
เมื่อเขาให้พรว่า จงเจริญชนมายุ
จึงไม่ให้พรตอบเล่า

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ชาวบ้านมีความต้องการด้วยสิ่งเป็นมงคล
เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ที่เขาให้พรว่า
จงเจริญชนมายุ ดังนี้
ให้พรตอบ แก่ชาวบ้านว่า ขอท่านจงเจริญชนมายุยืนนาน ฯ

พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ หัวข้อ ๑๘๕



ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 13-6-2012 20:33:47 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 13-6-2012 20:36

ทำอะไรบ่อยๆถึงดี

กสิกรย่อมหว่านพืชบ่อยๆ ฝนย่อมตกบ่อยๆ
ชาวนาย่อมไถนาบ่อยๆ แว่นแคว้นย่อมบริบูรณ์ด้วยธัญชาติบ่อยๆ
ยาจกย่อมขอบ่อยๆ ทานบดีก็ให้บ่อยๆ ทานบดีให้บ่อยๆ แล้ว ก็เข้าถึงสวรรค์บ่อยๆ
ผู้ต้องการน้ำนมย่อมรีดนมบ่อยๆ
ลูกโคย่อมเข้าหาแม่โคบ่อยๆ
บุคคลย่อมลำบากและดิ้นรนบ่อยๆ
คนเขลาย่อมเข้าถึงครรภ์บ่อยๆ
สัตว์ย่อมเกิดและตายบ่อยๆ
บุคคลทั้งหลายย่อมนำซากศพไปป่าช้าบ่อยๆ

ส่วนผู้มีปัญญาถึงจะเกิดบ่อยๆ ก็เพื่อได้มรรคแล้วไม่เกิดอีก  ดังนี้

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 16-6-2012 21:02:37 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 16-6-2012 21:10

สิ่งใดเป็นของร้อน



ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน  ก็อะไรเล่าชื่อว่าสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
จักษุเป็นของร้อน  
รูปทั้งหลายเป็นของร้อน  
วิญญาณอาศัยจักษุเป็นของร้อน

สัมผัสอาศัยจักษุเป็นของร้อน  
ความเสวยอารมณ์  เป็นสุขเป็นทุกข์  หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์
ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย  
แม้นั้นก็เป็นของร้อน  
ร้อนเพราะอะไร?   เรากล่าวว่า
ร้อนเพราะไฟคือราคะ  
เพราะไฟคือโทสะ  
เพราะไฟคือโมหะ  
ร้อนเพราะความเกิด  
เพราะความแก่และความตาย  
ร้อนเพราะความโศก  
เพราะความรำพัน  
เพราะทุกข์กาย  
เพราะทุกข์ใจ
เพราะความคับแค้น


        โสตเป็นของร้อน  เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน ...
        ฆานะเป็นของร้อน  กลิ่นทั้งหลายเป็นของร้อน ...
        ชิวหาเป็นของร้อน  รสทั้งหลายเป็นของร้อน ...
        กายเป็นของร้อน  โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นของร้อน ...

        มนะเป็นของร้อน
ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน  วิญญาณอาศัยมนะเป็นของร้อน
สัมผัสอาศัยมนะเป็นของร้อน  
ความเสวยอารมณ์เป็นสุข  เป็นทุกข์หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข  
ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย
แม้นั้นก็เป็นของร้อน  ร้อนเพราะอะไร? เรากล่าวว่า  
ร้อนเพราะไฟคือราคะ  
เพราะไฟคือโทสะ  
เพราะไฟคือโมหะ  
ร้อนเพราะความเกิด  
เพราะความแก่และความตาย  
ร้อนเพราะความโศก  
เพราะความรำพัน  
เพราะทุกข์กาย
เพราะทุกข์ใจ  
เพราะความคับแค้น...
พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ข้อที่ ๕๕




ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 20-6-2012 20:40:01 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 20-6-2012 20:55

ดูกรจุนทะ
ความไม่สะอาดทางกายมี ๓ อย่าง
ความไม่สะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง
ความไม่สะอาดทางใจมี ๓ อย่าง ฯ

ดูกรจุนทะ ก็ความไม่สะอาดทางกายมี ๓ อย่าง อย่างไรเล่า
ดูกรจุนทะ   บุคคลบางคนในโลกนี้

เป็นผู้มีปรกติฆ่าสัตว์ ...ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์มีชีวิต ๑
เป็นผู้ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ ...ด้วยจิตเป็นขโมย ๑
เป็นผู้ประพฤติผิดในกาม ...๑

ดูกรจุนทะ ความไม่สะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง อย่างไรเล่า
ดูกรจุนทะบุคคลบางคนในโลกนี้

เป็นผู้มีปรกติพูดเท็จ ...๑
เป็นผู้พูดส่อเสียด...๑
เป็นผู้พูดคำหยาบ...๑
เป็นผู้พูดเพ้อเจ้อ...๑

ดูกรจุนทะ  ความไม่สะอาดทางใจมี ๓ อย่าง อย่างไรเล่า
ดูกรจุนทะบุคคลบางคนในโลกนี้

เป็นผู้อยากได้ของผู้อื่น ...๑
เป็นผู้มีจิตปองร้าย ...๑
เป็นผู้มีความเห็นผิด ...๑


ดูกรจุนทะ
อกุศลกรรมบถมี ๑๐ ประการนี้แล

ดูกรจุนทะ บุคคลผู้ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้

เมื่อลุกขึ้นจากที่นอนแต่เช้าตรู่ ถึงแม้จับต้องแผ่นดิน ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง
ถึงแม้ไม่จับต้องแผ่นดิน ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง

ถึงแม้จับต้องโคมัยสด ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง
ถึงแม้ไม่จับต้องโคมัยสด ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง

ถึงแม้จับต้องหญ้าอันเขียวสด ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง
ถึงแม้ไม่จับต้องหญ้าอันเขียวสด ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง

ถึงแม้จะบำเรอไฟ ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง
ถึงแม้จะบำเรอไฟ ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง

ถึงแม้เป็นผู้ประนมอัญชลีนอบน้อมพระอาทิตย์ ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง
ถึงแม้จะเป็นผู้ไม่ประนมอัญชลีนอบน้อมพระอาทิตย์ ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง

ถึงแม้จะลงน้ำ ๓ ครั้งทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง
ถึงแม้จะไม่ลงน้ำ ๓ ครั้ง ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้
เป็นความไม่สะอาดด้วย เป็นตัวกระทำไม่สะอาดด้วย



ดูกรจุนทะ
เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้

นรกจึงปรากฏ
กำเนิดดิรัจฉานจึงปรากฏ
เปรตวิสัยจึงปรากฏ
หรือว่าทุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่นจึงมี


พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต จุนทสูตร

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 21-6-2012 22:06:48 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 21-6-2012 22:13

ผู้ไม่มีโรคทางใจ



ดูกรภิกษุทั้งหลาย
โรค ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน
คือโรคทางกาย ๑ โรคทางใจ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตว์ทั้งหลายผู้ปฏิญาณความไม่มีโรคด้วยโรคทางกาย
ตลอดปีหนึ่งมีปรากฏ  ผู้ปฏิญาณความไม่มีโรคตลอด ๒ ปีบ้าง
๓ ปีบ้าง ๔ ปีบ้าง ๕ ปีบ้าง ๑๐ ปีบ้าง
๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง ๕๐ ปีบ้าง
ผู้ปฏิญาณความไม่มีโรคแม้ยิ่งกว่า ๑๐๐ ปีบ้าง มีปรากฏ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย

สัตว์เหล่าใดปฏิญาณความไม่มีโรคทางใจแม้ครู่หนึ่ง
  

สัตว์เหล่านั้นหาได้ยากในโลก เว้นจาก พระขีณาสพ

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต หัวข้อ ๑๕๗

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 22-6-2012 21:27:05 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 22-6-2012 21:34

สติเป็นที่แล่นไปสู่วิมุตติ



ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อสติสัมปชัญญะมีอยู่ หิริและโอตตัปปะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยสติและสัมปชัญญะ

เมื่อหิริและโอตตัปปะมีอยู่ อินทรียสังวรชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยหิริและโอตตัปปะ

เมื่ออินทรียสังวรมีอยู่ ศีลชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยอินทรียสังวร

เมื่อศีลมีอยู่ สัมมาสมาธิชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล

เมื่อสัมมาสมาธิมีอยู่ ยถาภูตญาณทัสนะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยสัมมาสมาธิ

เมื่อยถาภูตญาณทัสนะมีอยู่ นิพพิทาวิราคะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยยถาภูตญาณทัสนะ

เมื่อนิพพิทาวิราคะมีอยู่ วิมุตติญาณทัสนะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยนิพพิทาวิราคะ

เปรียบเหมือนต้นไม้ที่มีกิ่งและใบสมบูรณ์
แม้กะเทาะของต้นไม้นั้นก็ย่อมบริบูรณ์
แม้เปลือก แม้กะพี้ แม้แก่นของต้นไม้นั้น ก็ย่อมบริบูรณ์ ฉะนั้น ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต สติสูตร หัวข้อ ๑๘๗

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 11-12-2019 13:47 , Processed in 0.128388 second(s), 17 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน