กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
เจ้าของ: คมสัน

พุทธวจน - พุทธจริยาวัตร

[คัดลอกลิงก์]

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5786
ความดี
3499
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
29-3-2019
โพสต์เมื่อ 21-5-2012 08:49:19 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 21-5-2012 08:51

ความหมายของพระธรรม

โมฬิยสิวกปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้
ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า ธรรม
อันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ดังนี้ ธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง
ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ย่อมมีด้วย
เหตุเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

...ดูกรสิวกะ

การที่ท่านทราบชัดธรรมที่ประกอบด้วย

โลภะ...โทสะ...โมหะ...ที่มีอยู่ในภายใน
หรือทราบชัดโลภะ...โทสะ...โมห...ที่ไม่มีอยู่ในภายใน
ว่าโลภะ...โทสะ...โมหะ...ไม่มีอยู่ในภายใน ฯ
อย่างนี้แล

เป็นธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง
ไม่ประกอบด้วยกาล
ควรเรียกให้มาดู
ควรน้อมเข้ามา
อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน


พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

สันทิฏฐิกสูตรที่ ๑ หัวข้อ ๓๑๘

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5786
ความดี
3499
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
29-3-2019
โพสต์เมื่อ 21-5-2012 21:20:46 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 21-5-2012 21:21

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5786
ความดี
3499
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
29-3-2019
โพสต์เมื่อ 26-5-2012 16:49:43 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 26-5-2012 19:28

พระศาสดาทรงพยากรณ์ปัญหาก่อนหรือหลัง


อภยราชกุมารได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!
กษัตริยบัณฑิตบ้าง พราหมบัณฑิตบ้าง คหนบดบัณฑิตบ้าง สมณบันฑิตบ้าง
ย่อมผูกปัญหาขึ้นแล้วนำมาทูลถามพระองค์,
คำตอบของปัญหาเหล่านั้น พระองค์ได้คิดไว้ในพระทัยก่อนว่า
ถ้าเขาถามเราอย่างนี้ เราจะตอบอย่างนี้ ดังนี้หรือ
หรือว่าคำตอบนั้น ๆ ปรากฏแจ่มแจ้งแก่พระองค์ในขณะที่ถูกถามนั้นเล่า พระเจ้าข้า ?”

“..... ดูก่อนราชกุมาร
ถ้าอย่างนั้นในข้อนี้ อาตมาภาพจักกลับถามพระองค์บ้าง
ข้อนี้ควรแก่พระองค์อย่างใด พระองค์พึงพยากรณ์ข้อนั้นอย่างนั้น....
พระองค์เป็นผู้ฉลาดในส่วนน้อยใหญ่ของรถหรือ ?”

“.... หม่อมฉันเป็นผู้ฉลาดในส่วนน้อยใหญ่ของรถ”

“... ชนทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระองค์แล้ว พึงทูลถามอย่างนี้ว่า
ส่วนน้อยใหญ่ของรถอันนี้ชื่ออะไร การพยากรณ์ปัญหาของชนเหล่านั้น
พระองค์พึงตรึกด้วยใจไว้ก่อนว่า ชนทั้งหลายเข้ามาหาเราแล้วจักถามอย่างนี้
เราอันชนเหล่านั้นถามอย่างนี้ จักพยากรณ์อย่างนี้
หรือว่าการพยากรณ์อย่างนั้น พึงแจ่มแจ้งกะพระองค์โดยทันที ?”

“.... เพราะหม่อมฉันเป็นทหารรถรู้จักดี ฉลาดในส่วนน้อยใหญ่ของรถ
ส่วนน้อยใหญ่ของรถทั้งหมด หม่อมฉันทราบดีแล้ว
ฉะนั้นการพยากรณ์ปัญหานั้น แจ่มแจ้งแก่หม่อมฉันโดยทันทีทีเดียว”

“ฉันนั้นเหมือนกันแล ราชกุมาร
กษัตริย์ผู้บัณฑิตก็ดี พราหมณ์ผู้บัณฑิตก็ดี คฤหบดีผู้บัญฑิตก็ดี
ผูกปัญหาแล้งจักเข้ามาถามตถาคต
การพยากรณ์ปัญหานั้นย่อมแจ่มแจ้งตถาคตทันที
ข้อนั้นเพราเหตุไร เพราะความที่ธรรมธาตุนั้น
ตถาคตแทงตลอดดีแล้ว
การพยากรณ์ปัญหานั้น จึงแจ่มแจ้งแก่ตถาคตโดยทันที

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ พุทธปฏิภาณ  ข้อที่ ๙๕

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5786
ความดี
3499
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
29-3-2019
โพสต์เมื่อ 27-5-2012 07:30:02 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 27-5-2012 08:17

พระศาสดาก็ทรงนอนหลับหลังฉัน




สมัยหนึ่งมีสัจจกนิครนถ์นี้เป็นนักโต้ตอบ
พูดยกตนว่าเป็นนักปราชญ์
ชนเป็นอันมากยอมยกว่าเป็นผู้มีความรู้ดี
เขาปรารถนาจะติเตียน
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้เข้ามาหาพระพุทธเจ้าและตรัสถามแก่พระองค์ว่า...

...ก็แต่พระโคดม
ย่อมรู้เฉพาะว่า พระองค์เป็นผู้หลับในกลางวันบ้างหรือ?

     ดูกรอัคคิเวสสนะ
เรารู้เฉพาะอยู่ว่า ในเดือนท้ายฤดูร้อน
เรากลับจากบิณฑบาตใน กาลภายหลังภัต
ปูสังฆาฏิให้เป็น ๔ ชั้น แล้วเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ
ก้าวลงสู่ความหลับโดยข้างเบื้องขวา

    พระโคดมผู้เจริญ สมณะและพราหมณ์เหล่าหนึ่ง ย่อมกล่าวข้อนั้นในความอยู่ด้วยความหลง

     ...ดูกรอัคคิเวสสนะ
ก็อย่างไร บุคคลเป็นผู้หลง
อาสวะทั้งหลายอันทำให้เศร้าหมอง
ให้เกิดในภพใหม่ ให้เกิดความกระวนกระวาย
มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติชรามรณะต่อไป
บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งยังละไม่ได้แล้

เรากล่าวบุคคลผู้นั้นว่า เป็นผู้หลง

บุคคลนั้นเป็นผู้หลง เพราะเหตุยังละอาสวะทั้งหลายไม่ได้
อาสวะทั้งหลายอันทำให้เศร้าหมอง
ให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย
มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติชรามรณะต่อไป
บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งละเสียแล้ว
เรากล่าวบุคคลผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่หลง
บุคคลนั้นนับว่า เป็นผู้ไม่หลง
เพราะเหตุละเสียได้ซึ่งอาสวะทั้งหลาย

ดูกรอัคคิเวสสนะ
อาสวะทั้งหลายอันทำให้เศร้าหมอง
ให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย
มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติชรามรณะต่อไป
ตถาคตละเสียได้แล้ว มีรากอันตัดขาดแล้ว
ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังว่าต้นตาลยอดด้วน
ทำไม่ให้เกิดสืบไป
ไม่มีความเกิดต่อไปเป็นธรรมดา
ดุจเดียวกันกับต้นตาลที่เขาตัดยอดเสียแล้ว
ไม่อาจงอกงามได้ต่อไป


พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
มหาสัจจกสูตร หัวข้อ ๔๓๐

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5786
ความดี
3499
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
29-3-2019
โพสต์เมื่อ 28-5-2012 22:10:57 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 28-5-2012 22:23

พระพุทธเจ้าก็เป็นชาวนา

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พราหมณคามชื่อเอกนาฬา
ในทักขิณาคิรีชนบท แคว้นมคธ ก็สมัยนั้นแล กสิภารทวาชพราหมณ์
ประกอบไถประมาณ ๕๐๐ ในเวลาเป็นที่หว่านพืช
      ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร
เสด็จเข้าไปยังที่การงานของกสิภารทวาชพราหมณ์
ก็สมัยนั้นแล การเลี้ยงดูของกสิภารทวาชพราหมณ์กำลังเป็นไป

      ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปถึงที่เลี้ยงดู
ครั้นแล้วได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
      กสิภารทวาชพราหมณ์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับยืนอยู่ เพื่อบิณฑบาต
      ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
      ข้าแต่พระสมณะ ข้าพระองค์แล ย่อมไถและหว่าน ครั้นไถและหว่านแล้วย่อมบริโภค
      แม้พระองค์ก็จงไถและหว่าน ครั้นไถและหว่านแล้วจงบริโภคเถิด
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ...

   
      ดูกรพราหมณ์ แม้เราก็ไถและหว่าน ครั้นไถและหว่านแล้วย่อมบริโภค ฯ

      กสิ. ข้าแต่พระสมณะ ก็ข้าพระองค์ย่อมไม่เห็น
แอก ไถ ผาล ปฏักหรือโค
ของท่านพระโคดมเลย ก็แลเมื่อเป็นเช่นนี้

      ท่านพระโคดมตรัสอย่างนี้ว่า ...

ดูกรพราหมณ์ แม้เราก็ไถและหว่าน ครั้นไถและหว่านแล้วย่อมบริโภค ฯ


    ลำดับนั้น กสิภารทวาชพราหมณ์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
   พระองค์ย่อมปฏิญาณว่าเป็นชาวนา แต่ข้าพระองค์ไม่เห็นไถของพระองค์
พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกไถแก่ข้าพระองค์
โดยวิธีที่ข้าพระองค์จะพึงรู้จักไถของพระองค์ ฯ

     พระผู้มีพระภาคตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า...
           
   ศรัทธาของเราเป็นพืช
       ความเพียรของเราเป็นฝน
            ปัญญาของเราเป็นแอกและไถ
หิริของเราเป็นงอนไถ
ใจของเราเป็นเชือก
           สติของเราเป็นผาลและปฏัก


     เราคุ้มครองกายคุ้มครองวาจา สำรวมในอาหารในท้อง
ย่อมกระทำการถอนหญ้า
คือการกล่าวให้พลาดด้วยสัจจะ  
    ความสงบเสงี่ยมของเราเป็นเครื่องปลดเปลื้องกิเลส
     ความเพียรของเรานำธุระไปเพื่อธุระนำไปถึงแดนเกษมจากโยคะ
     ไม่หวนกลับมาย่อมถึงสถานที่ๆ บุคคลไปแล้วไม่เศร้าโศก
     การไถนานั้นเราไถแล้วอย่างนี้ การไถนานั้น ย่อมมีผลเป็นอมตะ
     บุคคลไถนานั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
กสิภารทวาชสูตรที่ ๔ หัวข้อ ๒๙๗





ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5786
ความดี
3499
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
29-3-2019
โพสต์เมื่อ 29-5-2012 08:40:24 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 29-5-2012 08:49

ยานอันประเสริฐ
...ดูกรอานนท์
ข้อว่า ยานอันประเสริฐ เป็นชื่อของอริยมรรค
ประกอบด้วย องค์ ๘ นี้เอง
เรียกกันว่า พรหมยานบ้าง ธรรมยานบ้าง
รถพิชัยสงครามอันยอดเยี่ยมบ้าง
นั้นพึงทราบโดยปริยายนี้แล

     พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา
ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถา
ประพันธ์ต่อไปอีกว่า
          อริยมรรคญาณนั้นมีธรรม คือ
ศรัทธากับปัญญาเป็นเอก
มีศรัทธาเป็นทูบ
มีหิริเป็นงอน
มีใจเป็นเชือกชัก
มีสติเป็นสารถีผู้ควบคุม
          รถนี้มีศีลเป็นเครื่องประดับ
มีญาณเป็นเพลา
มีความเพียรเป็นล้อ
          มีอุเบกขากับสมาธิเป็นทูบ
ความไม่อยากได้เป็นประทุน
กุลบุตร ใดมีความไม่พยาบาท ความไม่เบียดเบียน และวิเวกเป็นอาวุธ
มีความอดทนเป็นเกราะหนัง
กุลบุตรนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเกษม จากโยคะ
พรหมยานอันยอดเยี่ยมนี้ เกิดแล้วในตนของบุคคลเหล่าใด
บุคคลเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์ ย่อมออกไปจากโลก
     โดยความแน่ใจว่า มีชัยชนะโดยแท้
พราหมณสูตร

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5786
ความดี
3499
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
29-3-2019
โพสต์เมื่อ 30-5-2012 19:19:07 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 30-5-2012 19:29

เรือนดิน คือขันธุ์ ๕

ราธะ !
ความพอใจอันใด ราคะอันใด
นันทิอันใด ตัณหาอันใด
มีอยู่ใน
รูป ในเวทนา ในสัญญา
ในสังขารทั้งหลาย และในวิญญาณ,
เพราะการติดแล้ว ข้องแล้ว ในสิ่งนั้น ๆ,
เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า 'สัตว์' ดังนี้



ราธะ !
เปรียบเหมือนพวกกุมารน้อย ๆ หรือกุมารีน้อย ๆ
เล่นเรือนน้อย ๆ ที่ทำ ด้วยดินอยู่,
ตราบใดเขายังมีราคะ มีฉันทะ
มีความรัก มีความกระหายมีความเร่าร้อน และมีตัณหา
ในเรือนน้อยที่ทำ ด้วยดินเหล่านั้น ;
ตราบนั้นพวกเด็กน้อยนั้น ๆ
ย่อมอาลัยเรือนน้อยทีทำ ด้วยดินเหล่านั้น
ย่อมอยากเล่น ย่อมอยากมีเรือนน้อย
ที่ทำด้วยดินเหล่านั้น  ย่อมยึดถือเรือนน้อย
ที่ทำด้วยดินเหล่านั้นว่าเป็นของเรา ดังนี้



ราธะ !
แต่เมื่อใดแล พวกกุมารน้อย ๆ หรือกุมารีน้อย ๆ เหล่านั้น
มีราคะไปปราศแล้ว มีฉันทะไปปราศแล้ว
มีความรักไปปราศแล้ว มีความกระหายไปปราศแล้ว
มีความเร่าร้อนไปปราศแล้ว
มีตัณหาไปปราศแล้ว
ในเรือนน้อยที่ทำ ด้วยดินเหล่านั้น,
ในกาลนั้นแหละ
พวกเขาย่อมทำเรือนน้อย ๆ ที่ทำด้วยดินเหล่านั้น
ห้กระจัดกระจายเรี่ยรายเกลื่อนกล่นไป กระทำให้จบการเล่นเสีย
ด้วยมือและเท้าทั้งหลาย
,

อุปมานี้ฉันใด ;

ราธะ ! อุปไมยก็ฉันนั้น
คือ แม้พวกเธอทั้งหลายจงเรี่ยรายกระจายออก
ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

จงขจัดเสียให้ถูกวิธี,
จงทำให้แหลกลาญโดยถูกวิธี,
จงทำให้จบการเล่นให้ถูกวิธี,
จงปฏิบัติเพื่อ
ความสิ้นไปแห่งตัณหาเถิด


ราธะ! เพราะว่า ความสิ้นไปแห่งตัณหานั้น คือนิพพาน ดังนี้ แล


ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๙๑/๓๖๗

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5786
ความดี
3499
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
29-3-2019
โพสต์เมื่อ 1-6-2012 21:27:13 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 1-6-2012 21:43

ทางที่ไปสู่อสังขต
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราจะแสดงอสังขตะ
และทางที่จะให้ถึงอสังขตะแก่เธอทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงฟัง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อสังขตะเป็นไฉน  
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ
นี้เรียกว่าอสังขตะ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน
สมถะและวิปัสนา นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ฯลฯ

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน
สมาธิที่มีทั้งวิตกวิจาร
สมาธิที่ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร
สมาธิที่ไม่มีทั้งวิตกวิจาร
นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน
สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ
นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ฯ

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน
สติปัฏฐาน ๔
นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน
สัมมัปปธาน ๔
นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ฯ

     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน
อิทธิบาท ๔
นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ฯ

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน
อินทรีย์ ๕
นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน
พละ ๕
นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ฯ

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน
โพชฌงค์ ๗
นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงอสังขตะเป็นไฉน
อริยมรรคประกอบ ด้วยองค์ ๘
นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตะ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสังขตะเราแสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย
ทางที่จะให้ถึงอสังขตะ
เราแสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย ดังนี้แล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
กิจใดอันศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์
เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์พึงกระทำแก่สาวกทั้งหลาย
กิจนั้นเราอาศัยความอนุเคราะห์กระทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นั่นโคนไม้นั่นเรือนว่าง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงเพียรเผากิเลส อย่าประมาท
อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลังเลย
นี้เป็นอนุศาสนีของเราเพื่อเธอทั้งหลาย ฯ
นิพพานสังยุตต์ ปฐมวรรค

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5786
ความดี
3499
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
29-3-2019
โพสต์เมื่อ 3-6-2012 21:11:30 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 3-6-2012 21:20

การบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า เป็นสุขของมหาชน


ดูก่อนอานนท์!


โพธิสัตว์ผู้คลอดแล้วเช่นนี้


เหยียบพื้นดินด้วยฝ่าเท้าอันสม่ำเสมอ


มีพระพักตร์ทางทิศเหนือ ก้าวไป ๗ ก้าว


มีฉัตรสีขาวกั้นอยู่ ณ เบื้องบน


ย่อมเหลียวดูทิศทั้งหลาย และกล่าว อาสภิวาจา ว่า



เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก

เราเป็นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก


เราเป็นผู้ประเสริฐสุดแห่งโลก

ชาตินี้ เป็นชาติสุดท้าย

บัดนี้ ภพใหม่ย่อมไม่มี"

อัจฉริยอัพภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๕๑/๓๗๒-๓-๔-๕-๖-๗.

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5786
ความดี
3499
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
29-3-2019
โพสต์เมื่อ 3-6-2012 21:24:12 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 3-6-2012 21:34

อริยสัจ ๔ แสงสว่างของมหาชน




ภิกษุ ท. !
นี้แลคือความจิรงอันประเสริฐ
เรื่องความทุกข์
คือความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์
ความตายก็เป็นทุกข์, ความประจวบกับสิ่งที่ไม่รัก เป็นทุกข์
ความพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ ความปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น เป็นทุกข์,
กล่าวโดยย่อ ขันธ์ห้าที่ประกอบด้วยอุปาทาน เป็นทุกข์

        ภิกษุ ท. !
นี้แลคือความจริงอันประเสริฐ
เรื่องแดนเกิดของความทุกข์
คือตัณหา อันเป็นเครื่องทำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัด
ด้วยอำนาจความเพลิน
อันเป็นเครื่องให้เพลิดเพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ
ได้แก่ ตัณหาในกาม ตัณหาในความมีความเป็น ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น

        ภิกษุ ท. !
นี้แลคือความจริงอันประเสริฐ
เรื่องความดับไม่เหลือของความทุกข์
คือ ความดับสนิทเพราะจางไปโดยไม่มีเหลือของตัณหานั้นนั่นเอง
คือความสลัดทิ้ง
ความสละคืน
ความปล่อย
ความทำไม่ให้มีที่อาศัย ซึ่งตัณหานั้น

        
ภิกษุ ท. !
นี้แลคือความจริงอันประเสริฐ
เรื่องข้อปฏิบัติอันทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์
คือข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางอันประเสริฐ
อันประกอบด้วยองค์แปดประการนี้ ได้แก่
ความเห็นที่ถูกต้อง
ความดำริที่ถูกต้อง
การพูดจาที่ถูกต้อง
การทำการงานที่ถูกต้อง
การอาชีพที่ถูกต้อง
ความพากเพียรที่ถูกต้อง
ความรำลึกที่ถูกต้อง
ความตั้งใจมั่นคงที่ถูกต้อง

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 20-8-2019 08:31 , Processed in 0.032517 second(s), 17 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน