กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 5828|ตอบกลับ: 20

ความโกรธเป็นของใคร...

[คัดลอกลิงก์]

44

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5918
ความดี
3579
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-4-2020
โพสต์เมื่อ 26-4-2012 22:32:19 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 27-4-2012 08:41

ความโกรธ

ความโกรธนั้นเป็นอารมณ์ที่ขัดเคืองต่อสิ่งที่เข้ามากระทบ มีความโกรธเป็นเหตุ
มีความโกรธเป็นสมุทัย เป็นเหตุในการเกิดกรรมทั้งหลาย
และย่อมให้ผลถึงขันธุ์ทั้งหลายอันเป็นที่บังเกิดของอัตภาพของบุคคลนั้น
กรรมที่ให้ผลในอัตภาพใด บุคคลนั้นย่อมได้รับผลแห่งกรรมในอัตภาพนั้นนั่นเอง
ทั้งในปัจจุบัน กาลต่อมาหรือกาลถัดมาอีก
เมื่อใดความโกรธครอบงำคน  เมื่อนั้นมีแต่ความมืดมน
ดังในพระสูตรที่ว่า...
“.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว
แม้จะอาบน้ำ ไล้ทา ตัดผม โกนหนวด นุ่งผ้าขาวสะอาดแล้วก็ตาม...
ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณทราม.....

“.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว
แม้จะนอนบนบัลลังก์อันลาดด้วยฝ้าขนสัตว์
ลาดด้วยฝ้าขาวเนื้ออ่อน ลาดด้วยเครื่องลาดอย่างดี
ทำด้วยหนังชะมด มีผ้าดาดเพดาน
มีหมอนหนุนศีรษะและหนุนเท้าแดงทั้งสองข้างก็ตาม ย่อมนอนเป็นทุกข์....

“.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว
แม้จะถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ก็สำคัญว่าเราถือเอาสิ่งเป็นประโยชน์
แม้จะถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ก็สำคัญว่าเราถือเอาสิ่งไม่เป็นประโยชน์
ธรรมเหล่านี้อันคนผู้โกรธ... ถือเอาแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาล

“.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว
แม้จะมีโภคะที่ตนหามาได้ด้วยความขยันขันแข็ง
สั่งสมได้ด้วยกำลังแขนอาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นของชอบธรรม
ได้มาโดยธรรม พระราชาย่อมริบโภคะของคนขี้โกรธเข้าพระคลังหลวง....

“... คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว
แม้จะได้ยศมาเพราะความไม่ประมาท ก็เสื่อมจากยศนั้นได้

“.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว
แม้เขาจะมีมิตร อมาตย์ ญาติสายโลหิต เหล่านั้นก็เว้นเสียห่างไกล...

“.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว
ย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ
ครั้นแล้วเมื่อตายไปย่อมเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาตนรก....”

โกธนาสูตร ข้อที่ ๖๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

44

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5918
ความดี
3579
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-4-2020
โพสต์เมื่อ 27-4-2012 06:44:49 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 27-4-2012 06:52

ผู้ชนะตลอดกาล
บุคคลบางคนในกรณีนี้ สำคัญตนว่าการกล่าววาจาอสัตตบุรุษแก่ผู้อื่น
ผู้กล่าววาจาสัตตบุรุษ เป็นผู้ชนะแล้วซึ่งสิ่งนั้น
แต่ชัยชนะที่แท้จริงของผู้ไม่โต้ตอบด้วยคำของอสัตตบุรุษ
ย่อมยังปัญญาเขลาแก่ผู้ผู้ไม่ฉลาดในธรรม ดังพระสูตรที่ว่า...
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า...

ชนพาลกล่าวคำหยาบด้วยวาจา ย่อมสำคัญว่าชนะทีเดียว
แต่ความอดกลั้นได้เป็นความชนะของบัณฑิตผู้รู้แจ้งอยู่
ผู้ใดโกรธตอบบุคคลผู้โกรธแล้ว ผู้นั้นเป็นผู้ลามกกว่าบุคคลผู้โกรธแล้ว
เพราะการโกรธตอบนั้น บุคคลไม่โกรธตอบบุคคลผู้โกรธแล้ว
ย่อมชื่อว่าชนะสงครามอันบุคคลชนะได้โดยยาก
ผู้ใดรู้ว่า ผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติสงบอยู่ได้
ผู้นั้นชื่อว่าย่อมประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย
คือแก่ตนและแก่ผู้อื่นเมื่อผู้นั้นรักษาประโยชน์อยู่ทั้งสองฝ่าย
คือของตนและของผู้อื่น
ชนทั้งหลายผู้ไม่ฉลาดในธรรม
ย่อมสำคัญบุคคลนั้นว่าเป็นคนเขลา ดังนี้ ฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค อสุรินทกสูตรที่ ๓ หัวข้อ ๖๓๕

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

แสดงความคิดเห็น

kiddeejung  อนุโมทนาครับ ขอนำไปบอกต่อนะครับ ขอบคุณครับ  โพสต์เมื่อ 15-3-2013 06:55

44

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5918
ความดี
3579
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-4-2020
โพสต์เมื่อ 27-4-2012 08:52:40 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 27-4-2012 18:25

อีกหนึ่งพระสูตรที่พระศาสดาตรัสสอดรับกันถึงความเป็นผู้โกรธ
ซึ่งพระนางมัลลิกาไปเข้าเฝ้าพระศาสดาและทรงตรัสถามถึง
เหตุใดปัจจัยใดที่หญิงบางคนในโลกนี้มีผิวพรรณทราม ไม่น่าดูชม พระศาสดาทรงตรัสว่า...


"...ดูกรพระนางมัลลิกา
มาตุคามบางคนในโลกนี้เป็นผู้มักโกรธ
มากไปด้วยความแค้นใจ ถูกว่าแม้เล็กน้อยก็ขัดเคือง
ฉุนเฉียวกระฟัดกระเฟียด กระด้างกระเดื่อง
แสดงความโกรธความขัดเคืองและความไม่พอใจให้ปรากฏ
... ถ้ามาตุคามนั้นจุติจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นอย่างนี้
กลับมาเกิดในชาติใดๆ ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณทรามรูปชั่ว ไม่น่าดู ...


...มาตุคามบางคนในโลกนี้ ไม่เป็นผู้มักโกรธ
ไม่มากไปด้วยความคับแค้นใจ ถูกว่าแม้มากก็ไม่ขัดเคือง
ไม่ฉุนเฉียว ไม่กระฟัดกระเฟียด ไม่กระด้างกระเดื่อง
ไม่แสดงความโกรธความขัดเคืองและความไม่พอใจให้ปรากฏ
ถ้ามาตุคามนั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้
กลับมาเกิดในชาติใดๆ ย่อมเป็นผู้มีรูปงาม น่าดู น่าชม
ประกอบด้วยความเป็นผู้มีผิพรรณงามยิ่งนัก ..."
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต หัวข้อ ๑๙๗

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

2

กระทู้

13

เพื่อน

562

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
1
สตางค์
541
ความดี
5
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
18-9-2014
โพสต์เมื่อ 27-4-2012 09:55:31 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อนุโมทนาด้วยค่ะ ^__________^

แสดงความคิดเห็น

คมสัน  สาธุ...ครับ  โพสต์เมื่อ 27-4-2012 21:06

44

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5918
ความดี
3579
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-4-2020
โพสต์เมื่อ 27-4-2012 20:59:57 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 27-4-2012 21:05

ในอีกหนึ่งพระสูตรที่สอดรับกันของคำพระผู้มีพระภาคเจ้าในเรื่องโทษของความโกรธ
ด้วยนางพราหมณีซึ่งเป็นผู้เลื่อมใสหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์
ด้วยทำให้พราหมณ์ภารทวาชโคตรโกรธและกล่าวว่าเป็นหญิงถ่อย
ที่กล่าวคุณของสมณโล้นต่อหน้า จึงต้องการจะยกวาทะต่อพระพุทธเจ้า
ด้วยอาการเข้าไปสนทนาปราศัยและกล่าวกับพระศาสดาว่า...

“บุคคลฆ่าอะไรได้ ย่อมนอนเป็นสุข ฆ่าอะไรได้ ย่อมไม่เศร้าโศก
ข้าแต่พระโคดม พระองค์ย่อมชอบใจการฆ่าธรรมอะไรเป็นธรรมอันเอก ฯ”

พระศาสดาตรัสตอบว่า....

บุคคลฆ่าความโกรธได้ย่อมนอนเป็นสุข
ฆ่าความโกรธได้ย่อมไม่เศร้าโศก
ดูกรพราหมณ์ พระอริยะเจ้าทั้งหลาย
ย่อมสรรเสริญการฆ่าความโกรธ อันมีมูลเป็นพิษ มีที่สุด (ยอด )
อันคืนคลาย เพราะว่าบุคคลฆ่าความโกรธนั้นได้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ฯ”
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค หัวข้อ ๖๒๘-๖๓๐


ด้วยภาษิตนี้จึงทำให้พราหมณ์ภารทวาชโคตรมีความเลื่อมใส
ในพระธรรมของพระพุทธเจ้าและได้ขออุปสมบทในสำนักของพระศาสดา
และมีเพียรส่งถึงไม่นานก็ได้ทำที่สุดของทุกข์ได้
ท่านพระภารทวาชได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

44

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5918
ความดี
3579
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-4-2020
โพสต์เมื่อ 27-4-2012 21:29:40 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 27-4-2012 21:42

จากเนื้อความต่อที่ว่าหลังจากพราหมณ์ภารทวาชโคตรได้บรรพชาอุปสมบทในพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ ได้มีความโกรธและขัดเคืองเรื่องดังกล่าว
ถึงกับด่าทอด้วยคำของอสัตบุรุษ ครั้นนั้นพระศาสดาทรงตอบกลับไปดังพระสูตรว่า...

"ดูกรพราหมณ์ ท่านย่อมสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
มิตรและอำมาตย์ ญาติสาโลหิต ผู้เป็นแขกของท่าน ย่อมมาบ้างไหม ฯ
อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ตอบว่า
พระโคดมผู้เจริญ มิตรและอำมาตย์ญาติสาโลหิต
ผู้เป็นแขกของข้าพระองค์ย่อมมาเป็นบางคราว ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์
ท่านย่อมสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
ท่านจัดของเคี้ยวของบริโภคหรือของดื่มต้อนรับ
มิตรและอำมาตย์ญาติสาโลหิตผู้เป็นแขกเหล่านั้นบ้างหรือไม่ ฯ

อ. พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์จัดของเคี้ยวของบริโภค
หรือของดื่มต้อนรับมิตรและอำมาตย์ญาติสาโลหิต
ผู้เป็นแขกเหล่านั้นบ้างในบางคราว ฯ
พ. ดูกรพราหมณ์ ก็ถ้าว่ามิตรและอำมาตย์ญาติสาโลหิตผู้เป็นแขกเหล่านั้น
ไม่รับ ของเคี้ยวของบริโภคหรือของดื่มนั้นจะเป็นของใคร ฯ

อ. พระโคดมผู้เจริญ ถ้าว่ามิตรและอำมาตย์ญาติสาโลหิตผู้เป็นแขกเหล่านั้น
ไม่รับ ของเคี้ยวของบริโภคหรือของดื่มนั้น ก็เป็นของข้าพระองค์อย่างเดิม ฯ
ดูกรพราหมณ์ ข้อนี้ก็อย่างเดียวกัน
ท่านด่าเราผู้ไม่ด่าอยู่
ท่านโกรธเราผู้ไม่โกรธอยู่
ท่านหมายมั่นเราผู้ไม่หมายมั่นอยู่
เราไม่รับเรื่องมีการด่าเป็นต้นของท่านนั้น
ดูกรพราหมณ์ เรื่องมีการด่าเป็นต้นนั้นก็เป็นของท่านผู้เดียว
ดูกรพราหมณ์ เรื่องมีการด่าเป็นต้นนั้นก็เป็นของท่านผู้เดียว

ดูกรพราหมณ์
ผู้ใดด่าตอบบุคคลผู้ด่าอยู่
โกรธตอบบุคคลผู้โกรธอยู่
หมายมั่นตอบบุคคลผู้หมายมั่นอยู่
ดูกรพราหมณ์ ผู้นี้เรากล่าวว่า ย่อมบริโภคด้วยกันย่อมกระทำตอบกัน  
เรานั้นไม่บริโภคร่วม
ไม่กระทำตอบด้วยท่านเป็นอันขาด

ดูกรพราหมณ์ เรื่องมีการด่าเป็นต้นนั้นเป็นของท่านผู้เดียว
ดูกรพราหมณ์ เรื่องมีการด่าเป็นต้นนั้นเป็นของท่านผู้เดียว ฯ..."
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค หัวข้อ ๖๓๑ อักโกสกสูตรที่ ๒

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

44

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5918
ความดี
3579
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-4-2020
โพสต์เมื่อ 28-4-2012 08:48:55 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 28-4-2012 08:50

ธรรม ๓ ประการ
หากกล่าวถึงธรรม ๓ ประการ ที่เป็นอกุศล  
ธรรม ๓ ประการนั้นได้แก่ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแต่ ราคะ โทสะ โมหะ
ซึ่งจัดเป็นอกุศลมูล เหตุแห่งการกระทำกรรมใดๆด้วยกาย วาจา ใจ
บุคคลนั้นถูกความครอบงำ กลุ้มรุม
จะทำให้เป็นบุคคลที่ไม่รู้ ก็กล่าวว่ารู้ เมื่อไม่เห็น ก็กล่าวว่าเห็น
ย่อมก่อให้เกิดทุกข์ไม่เป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่น ด้วยธรรม ๓ ประการนี้

พระศาสดาได้ตรัสถามแก่ภิกษุทั้งหลายหากมีปริพาชกนอกศาสนาใครมาถามแก่เธอทั้งหลายว่า
ธรรม ๓ อย่างนี้ผิดแผกแตกต่างกันอย่างไร ให้พึงตอบกลับไปดังพระสูตรนี้ว่า...
ราคะมีโทษน้อยคลายช้า
โทสะมีโทษมากคลายเร็ว
โมหะมีโทษมากคลายช้า

44

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5918
ความดี
3579
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-4-2020
โพสต์เมื่อ 28-4-2012 08:51:05 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 28-4-2012 08:58

ถ้าเขาถามต่อไป อีกว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยเครื่องให้ราคะ
ที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น หรือที่เกิดแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง
เธอทั้งหลายควรพยากรณ์ว่า พึงกล่าวว่า "สุภนิมิต"
คือ ความกำหนดหมายว่างามเมื่อบุคคลนั้นทำไว้ในใจโดยอุบายไม่แยบคายถึงสุภนิมิต
ราคะที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ ไพบูลย์ยิ่ง
ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย
เครื่องให้ราคะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง

ถ้าเขาถามต่อไปอีกว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้โทสะ
ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง
เธอทั้งหลายควรพยากรณ์ว่า พึงกล่าวว่า "ปฏิฆนิมิต"
คือ ความกำหนดหมายว่ากระทบกระทั่ง

เมื่อบุคคลนั้นทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย
ถึงปฏิฆนิมิตโทสะที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว

ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง
ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย
เครื่องให้โทสะที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง


ถ้าเขาถามต่อไปอีกว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้โมหะ
ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นหรือที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง
เธอทั้งหลายควรพยากรณ์ว่า พึงกล่าวว่า "อโยนิโสมนสิการ"
เมื่อบุคคลนั้นทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย
โมหะที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง
ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย
เครื่องให้โมหะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นและที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

44

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5918
ความดี
3579
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-4-2020
โพสต์เมื่อ 28-4-2012 08:55:19 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 28-4-2012 09:04

ถ้าเขาถามอีกว่า ก็อะไรเป็น เหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ราคะ
ที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้นและที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้
เธอทั้งหลายควรพยากรณ์ว่าพึงกล่าวว่า อสุภนิมิต
คือ ความกำหนดหมายว่าไม่งาม เมื่อบุคคลทำไว้ในใจโดยแยบคายถึงอสุภนิมิต
ราคะที่ยังไม่เกิดย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้
ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ราคะ
ที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้

ถ้าเขาถามต่อไปว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้โทสะ
ที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้
เธอทั้งหลายควรพยากรณ์ว่า พึงกล่าวว่า เมตตาเจโตวิมุติ
เมื่อบุคคลนั้นทำไว้ในใจโดยแยบคายถึงเมตตาเจโตวิมุติ
โทสะที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้นและที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้
ผู้มีอายุทั้งหลายข้อนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้โทสะ
ที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้


ถ้าเขาถามต่อไปอีกว่า ผู้มีอายุทั้งหลายก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้โมหะ
ที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้
เธอทั้งหลายควรพยากรณ์ว่า พึงกล่าวว่า โยนิโสมนสิการ
เมื่อบุคคลนั้นทำไว้ในใจโดยแยบคาย
โมหะที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้
ผู้มีอายุทั้งหลายข้อนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้โมหะ
ที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้
ติตถิยสูตร หัวข้อ ๕๐๘
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

พระองค์ทรงตรัสว่าผู้ที่ไม่ถูกครอบงำด้วยธรรม ๓ ประการนี้
ทำให้สิ้นไป ไม่มีเหลือ ถอนรากถอนโคน เปรียบเหมือนตาลอันยอดไม่มี
ผู้นั้นย่อมอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ไม่มี ทุกข์ ไม่คับแค้น และจะปรินิพพานในปัจจุบันนี้เอง



ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

3

กระทู้

37

เพื่อน

3710

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
1
สตางค์
3254
ความดี
199
ชื่อเสียง
59
ล่าสุด
11-9-2017
โพสต์เมื่อ 28-4-2012 09:05:54 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อนุโมทนา สาธุค่ะ
ปฏิจจสมุปบาท > หนทางแห่งความไม่ตาย  
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 8-4-2020 06:19 , Processed in 0.171061 second(s), 20 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน