กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
เจ้าของ: คมสัน

ปัจจัยแห่งความมีอายุยืน

[คัดลอกลิงก์]

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5936
ความดี
3587
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
16-5-2020
โพสต์เมื่อ 19-4-2012 08:59:07 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 19-4-2012 09:16

ทำไมคนเราจึงตายช้าเร็วไม่เท่ากัน
คนบางคนเกิดมาในโลกนี้จึงมีอายุสั้น ตายตั้งแต่เยาว์วัยเพราะเหตุไร
บางคนจึงอายุยืน ตายต่อเมื่อแก่หง่อมเต็มที่แล้ว พระศาสดาทรงตรัสถึงเรื่องนี้ในพระสูตรที่ว่า...

“..... บุคคลบางคนเป็นสตรี หรือบุรุษในโลกนี้
ย่อมเป็นผู้ฆ่าสัตว์มีชีวิต ใจดุร้าย ชอบใจในการฆ่าฟัน
ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์มีชีวิตทั้งหลาย
ครั้นตายไปย่อมเกิดในอบายทุคตินรก ด้วยกรรมนั้น.....
ถ้าตายไปไม่เกิดในอบายทุคตินรก
มาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ จะเป็นผู้มีอายุสั้น

“.....บางคนย่อมเป็นผู้ละเว้นจากปาณาติบาต
มีท่อนไม้แลศัสตราอันวางแล้วมีความละอาย
มีความเอ็นดู อนุเคราะห์เพื่อความเกื้อกูลในสัตว์ทั้งปวง
ครั้นตายไป ย่อมเกิดในสุขคติโลกสวรรค์ ด้วยกรรมนั้น.....
ถ้าตายไปไม่เกิดในสุคติโลกสวรรค์
มาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ จะเป็นผู้มีอายุยืน....”

แสดงความคิดเห็น

jongkol  ดีแล้ว...ความเป็นพหูสูต แทงตลอด ด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุติ  โพสต์เมื่อ 3-5-2012 00:46
นันทิยะ  พอผัสสะกระทบก็สามารถใคร่ครวญธรรมอันนั้นได้ดีแล้วๆสาธุๆๆครับ  โพสต์เมื่อ 21-4-2012 02:00
นันทิยะ  ดีแล้วครับคุณคมสันการที่คุณทำอยู่นี้เป็นการใคร่ครวญธรรมะขออนุโมทนา  โพสต์เมื่อ 21-4-2012 01:58

6

กระทู้

9

เพื่อน

1072

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
2
สตางค์
846
ความดี
90
ชื่อเสียง
4
ล่าสุด
28-11-2015
โพสต์เมื่อ 19-4-2012 09:13:47 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ต้นฉบับโพสต์โดย Thiski เมื่อ 17-4-2012 10:13
สาธุ...สาธุ... นับว่าเป็นผู้สั่งสมสุตะโดยแท้...แต่ถ้าจะ ...

เป็นการติเพื่อก่อครับ มิใช่ทำลาย เดี๋ยวจะเสียกำลังใจกัน
ความเห็นหรือการอธิบายตามชีวิตประจำวันก็ถูกอยู่ส่วนหนึ่ง แต่อาจจะไม่หมด หรืออาจจะถูกตอนนี้ แล้วไปผิดในอนาคตก็ได้
ดังนั้นถ้าจะให้ถูกต้องหมด ต้องนำเอาพุทธวจน มาอธิบายพุทธวจนครับ
แต่ถ้าเป็นความเห็นส่วนตนก็ควรจะเน้นบอกไปเลยครับว่า เป็นความเห็นส่วนตัว...ขอบคุณมากครับ....

แสดงความคิดเห็น

jongkol  ย่อมทำลายคุณวิเศษของตน เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้ ฯ   โพสต์เมื่อ 3-5-2012 00:34
jongkol  ธอทั้งหลายอย่าประมาณในบุคคล และอย่าได้ถือประมาณในบุคคลเพราะผู้ถือประมาณในบุคคล   โพสต์เมื่อ 3-5-2012 00:31
jongkol  พราะกระแสแห่งธรรมย่อมถูกต้องบุคคลนี้ ใครเล่าจะพึง รู้เหตุนั้นได้นอกจากตถาคต ดูกรอานนท์ เพราะเหตุนั้นแห   โพสต์เมื่อ 3-5-2012 00:28
คมสัน  หาใช่ความเห็นนอกศาสนาของพระพุทธเจ้าไม่เลย ข้าพเจ้าย่อมพยากรณ์ตัวข้าพเจ้าได้ดีแล้วดังนี้...   โพสต์เมื่อ 26-4-2012 21:40
คมสัน  อันความเห็นนั้นเป็นของข้าพเจ้าหรือ...ข้าพเจ้าใช้ชีวิตด้วยการน้อมธรรมมาสู่ตน   โพสต์เมื่อ 26-4-2012 21:39

6

กระทู้

9

เพื่อน

1072

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
2
สตางค์
846
ความดี
90
ชื่อเสียง
4
ล่าสุด
28-11-2015
โพสต์เมื่อ 20-4-2012 09:03:15 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ต้นฉบับโพสต์โดย Thiski เมื่อ 19-4-2012 09:13
เป็นการติเพื่อก่อครับ มิใช่ทำลาย เดี๋ยวจะเสียกำลัง ...

ยังไงก็ช่วยๆเป็นกำลังใจให้แก่กัน ช่วยเหลือกันดีกว่าครับ จะได้เป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน ส่วนเรื่องอริยบุคคล พระอาจารย์บอกว่า โสดาปฏิมรรค มั่นคงในเส้นทางที่จะเดินไปแล้วอย่างแน่วแน่ แต่ระหว่างทางอาจมีเซ มีล้ม มีสงสัยบ้าง เพราะวิวทิวทัศน์ระหว่างทางยังไม่รู้ หากเราเห็นใครที่เซ ล้ม และสงสัยหรือผิดพลาดบ้าง หากเรารู้ เห็น ก็ควรช่วยให้เขาปรับแก้ไขบ้าง เพื่อประโยชน์แก่เขาคนนั้นและบุคคลอื่นที่ใฝ่หาพระธรรม ก็ช่วยๆกันเถิดครับ.....

แสดงความคิดเห็น

jongkol  อนุโมทนาครับ นี้ล่ะความเห้นทางสายกลาง ไม่มีความเคร่งเครียดจนเกินไป  โพสต์เมื่อ 3-5-2012 01:12

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5936
ความดี
3587
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
16-5-2020
โพสต์เมื่อ 26-4-2012 21:12:40 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 26-4-2012 21:24


ชนชั้นผู้ปกครองควรตั้งอยู่ในธรรม
เป็นเรื่องที่พระศาสดาทรงปรารภถึงความสำคัญของชนชั้นผู้ปกครอง
โดยตรัสนัยว่าหากผู้ปกครองเป็นผู้มีธรรม เหล่าชนชั้นผู้ถูกปกครองก็จะกลายเป็นบุคคลที่มีธรรมไปด้วย
และตรัสถึงนัยกลับกันว่าหากชนชั้นผู้ปกครองไม่มีธรรม ชนชั้นผู้ถูกปกครองก็จะกลายเป็นบุคคลที่ไม่มีธรรมไปด้วย
จนเป็นเหตุให้คนอายุสั้นได้ ในพระสูตรที่ว่า...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สมัยใด พระราชาเป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม
สมัยนั้น แม้พวกข้าราชการ ก็เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม
เมื่อพวกข้าราชการไม่ตั้งอยู่ในธรรม
สมัยนั้น แม้พราหมณ์และคฤหบดี  ก็เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม
เมื่อพราหมณ์และคฤหบดีไม่ตั้งอยู่ในธรรม
สมัยนั้น แม้ชาวนิคมและชาวชนบท  ก็เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม  
พระจันทร์และพระอาทิตย์ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ
เมื่อพระจันทร์และพระอาทิตย์หมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ
หมู่ดาวนักษัตรก็ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ
เมื่อคืนและวันหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ
เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็หมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ
เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ
ฤดูและปีก็ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอเมื่อฤดูและปีหมุน
เวียนไม่สม่ำเสมอ ลมย่อมพัดไม่สม่ำเสมอ
เมื่อลมพัดไม่สม่ำเสมอ ลมก็เดินผิดทางไม่สม่ำเสมอ
ย่อมพัดเวียนไป เมื่อลมเดินผิดทางไม่สม่ำเสมอพัดเวียนไป เทวดาย่อมกำเริบ
เมื่อเทวดากำเริบฝนย่อมไม่ตกต้องตามฤดูกาลเมื่อฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล
ข้าวกล้าทั้งหลายก็สุกไม่เสมอกัน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
มนุษย์ผู้บริโภคข้าวที่สุกไม่เสมอกัน ย่อมเป็นผู้มีอายุน้อย
มีผิวพรรณเศร้าหมองมีกำลังน้อย มีอาพาธมาก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สมัยใด พระราชาเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม  
สมัยนั้นแม้ข้าราชการก็ย่อมเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อข้าราชการตั้งอยู่ในธรรม
สมัยนั้น แม้พราหมณ์และคฤหบดีก็เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม
เมื่อพราหมณ์และคฤหบดีตั้งอยู่ในธรรม
สมัยนั้น แม้ชาวนิคมและชาวชนบท ก็ย่อมเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม
เมื่อชาวนิคมและชาวชนบทเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม
พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอ
เมื่อพระจันทร์และพระอาทิตย์หมุนเวียนสม่ำเสมอกัน
หมู่ดาวนักษัตรก็ย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอ
เมื่อหมู่ดาวนักษัตรหมุนเวียนสม่ำเสมอ
คืนและวันก็ย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอ เมื่อคืนและวันย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอ
เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอกัน
เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนหมุนเวียนสม่ำเสมอ
ฤดูและปีก็ย่อมหมุนเวียนไปสม่ำเสมอ
เมื่อฤดูและปีหมุนเวียนไปสม่ำเสมอกัน ลมย่อมพัดสม่ำเสมอ
เมื่อลมพัดสม่ำเสมอ ลมย่อมพัดไปถูกทาง เมื่อลมพัดไปถูกทาง
เทวดาย่อมไม่กำเริบ ฝนย่อมตกต้องตามฤดูกาล
เมื่อฝนตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าก็สุกเสมอกัน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
มนุษย์ผู้บริโภคข้าวกล้าที่สุกเสมอกัน
ย่อมมีอายุยืน มีผิวพรรณดี มีกำลัง และมีอาพาธน้อย ฯ
                         ธรรมิกสูตร ข้อ ๗๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5936
ความดี
3587
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
16-5-2020
โพสต์เมื่อ 26-4-2012 21:32:23 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 27-4-2012 07:15

อ้างถึง นันทิยะ  ดีแล้วครับคุณคมสันการที่คุณทำอยู่นี้เป็นการใคร่ครวญธรรมะขออนุโมทนา

ขอบพระคุณครับ คุณนันทิยะ

...พวกเธอทั้งหลายเป็นผู้ที่เรานำไปแล้วด้วยธรรมนี้

อันเป็นธรรมที่บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
( สนฺทิฏฐิโก )

เป็นธรรมให้ผลไม่จำกัดกาล
( อกาลิโก )

เป็นธรรมที่ควรเรียกกันมาดู
( เอหิปสฺสิโก )

ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว
( โอปนยิโก )

อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน
( ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ )


มหาตัณหาสังขยสูตร ม. ม. 12/485/450.

ความเห็นที่แสดงไว้ในบอร์ด เป็นความเห็นที่นำมาสอดคล้องกับพุทธวจนเพื่อนำกล่าวถึงพระสูตรต่างๆที่เกี่ยวข้อง
ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าก็ทรงตอบความคิดเห็นของทั้งสาวกและปริพาชกต่างๆ ด้วยพุทธวจน
ดังนั้นข้าพเจ้ามีความเห็นเช่นนี้ๆ มีความเห็นเช่นนั้นๆ จึงน้อมนำเอาพุทธวจน
มาตอบตามความคิดเห็นของข้าพเจ้า เป็นความเห็นที่ข้าพเจ้าตั้งไว้ถูกแล้วในการใช้ในการดำเนินชีวิต
มิใช่ความเห็นนอกศาสนาที่นำมาถือปฏิบัติ ด้วยข้อความดังนี้...

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เปรียบเหมือนเดือยข้าวสาลีหรือเดือยข้าวบาเล่ย์
ที่จัดตั้งไว้ไม่ถูกมือหรือเท้ากระทบเข้า จักทำลายมือหรือเท้าจักทำให้ห้อเลือด ข้อนี้มิใช่สิ่งที่จะเป็นไปได้
ข้อนั้นเพราะอะไร เพราะเดือยนั้นบุคคลจัดตั้งไว้ผิด...

ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล จักทำลายอวิชชา จักยังวิชาให้เกิด จักทำนิพพานให้แจ้ง
ด้วยความเห็นที่ตั้งไว้ผิด ด้วยการเจริญมรรคที่ตั้งไว้ผิด
ข้อนั้นมิใช่สิ่งที่จะเป็นไปได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความเห็นตั้งไว้ผิด

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ข้อที่ภิกษุจักทำลายอวิชชา จักยังวิชชาให้เกิด จักทำนิพพานให้แจ้ง
ด้วยความเห็นที่ตั้งไว้ถูก ด้วยการอบรมที่มรรคตั้งไว้ถูก
นี้เป็นฐานะที่จะเป็นไปได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความเห็นตั้งไว้ถูก....”


2

กระทู้

13

เพื่อน

562

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
1
สตางค์
541
ความดี
5
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
18-9-2014
โพสต์เมื่อ 27-4-2012 09:30:39 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อนุโมทนาสาธุค่ะ :]

2

กระทู้

13

เพื่อน

562

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
1
สตางค์
541
ความดี
5
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
18-9-2014
โพสต์เมื่อ 27-4-2012 09:43:10 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขออนุญาตินำข้อมูลไปเผยแพร่ให้เพื่อนๆถึงซึ่งความไม่ประมาทค่ะ.

แสดงความคิดเห็น

คมสัน  การไม่สำรวมอินทรีย์ทำให้เกิดความประมาท ซึ่งนำไปสู่การทำกรรมที่เป็น  โพสต์เมื่อ 27-4-2012 21:24
คมสัน  ความไม่สำรวมอินทรีย์เกิดจากการไม่มีสติและความรู้สึกตัวทั่วพร้อม  โพสต์เมื่อ 27-4-2012 21:20
คมสัน  ความประมาทเกิดจากการไม่สำรวมอินทรีย์(ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ)  โพสต์เมื่อ 27-4-2012 21:19
คมสัน  สาธุ...ครับ ขอให้นำแต่พุทธวจน หากเป็นไปได้ยกมาทั้งพระสูตรเลยนะครับ  โพสต์เมื่อ 27-4-2012 21:09

13

กระทู้

7

เพื่อน

910

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
661
ความดี
17
ชื่อเสียง
0
ล่าสุด
10-5-2013
โพสต์เมื่อ 28-4-2012 20:53:55 จากโทรศัพท์มือถือ |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย bird เมื่อ 28-4-2012 21:39

พระไตรปิฏกบาลีสยามรัฐ(ภาษาไทย)เล่มที่10 สุตตันตฯเล่มที่2หน้าที่87.
[94] ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาทยังเมืองเวสาลี ครั้เสด็จเที่ยวบิณฑบาทแล้ว
เวลา ปัจฉาภัตเสด็จกลับจากบิณฑบาทแล้ว ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ เธอจงถือเอาผ้านิสีทนะไป เราจักเข้าไปยัง
ปาวาลเจดีย์ เพื่อพักผ่อน ตอนกลางวัน ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ถือเอาผ้านิสีทนะตามเสด็จพระผู้มีพระภาค
ไปทางเบื้องพระปฤษฏางค์ฯ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังปาวาลเจดีย์ ครั้นเสด็จเข้าไปแล้วนั่งประทับ บนอาสนะที่ท่านพระอานนท์ ปูลาดถวาย ฝ่ายท่านพระอานนท์ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า
ดูกรอานนท์ เมืองเวสาลี น่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ โคตมเจดีย์ สัตตัมพเจดีย์ พหุปุตตเจดีย์ สารัทเจดีย์ ปาวาลเจดีย์ ต่างน่ารื่นรมย์
อิทธิบาททั้ง ๔ อันผู้ใดผู้หนึ่งเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดุจยาน กระทำให้เป็นดุจพื้น ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว
ผู้นั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป
ดูกรอานนท์ อิทธิบาททั้ง ๔ ตถาคตเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดุจยาน กระทำให้เป็นดุจพื้น ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว
ปรารภดีแล้ว ตถาคตนั้นเมื่อจำนงอยู่ จะพึงอยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป.
แม้เมื่อ พระผู้มีพระภาคทรงกระทำนิมิตอันหยาบ โอภาสอันหยาบอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ ก็มิอาจรู้ทัน จึงมิได้ทูลวิงวอนพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป ขอพระสุคตจงทรงอยู่ตลอดกัป เพื้อประโยชน์ของชนเป็นอันมาก
เพื่อความสุขของชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก  เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดังนี้
เพราะถูกมารเข้าดลใจแล้ว แม้คร้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคก็รับสั่งกะท่านพระอานนท์ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคก็รับสั่งกะท่านพระอานนท์
ท่านพระอานนท์ก็มิอาจรู้ทัน..เพราะถูกมารดลใจแล้วฯ
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาครับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า เธอจงไปเถิด อานนท์ เธอรู้กาลอันควรในบัดนี้ ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัส ของ
พระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิน แล้วไปนั่ง ณ โคนไม้แห่งหนึ่งในที่ไม่ไกลฯ
*เพิ่มเติม ดูพระสูตรเต็ม เรื่องมารผู้มีบาปทูลขอให้พระตถาคตทรงปรินิพพานและพระตถาคตตรัสกะพระอานนท์ว่า ถ้าพระอานนท์ทูลขอจักห้ามเสีย ๒ ครั้ง ครั้นครั้งที่ ๓ ตถาคตพึงรับ.ได้ใน พระไตรปิฏกเล่มที่ 10 หน้าที่94 ข้อที่ 102.*

แสดงความคิดเห็น

kiddeejung  อนุโมทนาครับ  โพสต์เมื่อ 12-12-2012 08:03

13

กระทู้

7

เพื่อน

910

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
661
ความดี
17
ชื่อเสียง
0
ล่าสุด
10-5-2013
โพสต์เมื่อ 28-4-2012 21:26:33 จากโทรศัพท์มือถือ |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย bird เมื่อ 28-4-2012 21:38

พระไตรปิฏกบาลีสยามรัฐ(ภาษาไทย)เล่มที่ 11 สุตตัตตฯเล่มที่ 3 หน้าที่ 58.
[50] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปในโคจร ซี่งเป็นวิสัย อันสืบเนื่องมาจากบิดาของตน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอเที่ยวไปในโคจร ซึ่งเป็นวิสัยอันสืบเนื่องมาจากบิดาของตน จักเจริญทั้งด้วยอายุ จักเจริญทั้งด้วยวรรณะ จักเจริญทั้งด้วยสุข จักเจริญทั้งด้วยโภคะ จักเจริญทั้งด้วยพละฯ
ดูกรภิกษุทัั้งหลาย ในเรื่องอายุของภิกษุ มีอธิบายอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญอิทธิบาท ประกอบด้วย
ฉันทะสมาธิปธานสังขาร เจริญอิทธิบาทประกอบด้วย วิริยะสมาธิปธานสังขาร เจริญอิทธิบาทประกอบด้วย จิตตสมาธิปธานสังขาร
เจริญอิทธิบาทประกอบด้วย วิมังสาสมาธิปธานสังขาร เธอนั้น เพราะเจริญอิทธิบาท ๔ เหล่านี้ เพราะกระทำให้มากซึ่งอิทธิบาท ๔ เหล่านี้
เมื่อปราถนาก็พึงตั้งอยู่ได้ถึงกัปหนึ่ง หรือเกินกว่ากัปหนึ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายในเรื่องอายุของภิกษุฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องวรรณะของภิกษุมีอธิบายอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในพระปาติโมกข์
ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจรมีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายในเรื่องวรรณะของภิกษุฯ
*ดูพระสูตรเต็ม ที่ทรงอธิบายในเรื่อง สุข โภคะ พละ ใด้ในพระสูตรเดียวกันนี้ ซึ่งรายละเอียตและการปฏิบัติจะต่างกัน*

13

กระทู้

7

เพื่อน

910

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
661
ความดี
17
ชื่อเสียง
0
ล่าสุด
10-5-2013
โพสต์เมื่อ 28-4-2012 22:03:42 จากโทรศัพท์มือถือ |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย bird เมื่อ 28-4-2012 22:08

ีพระไตรปิฏกบาลีสยามรัฐ(ภาษาไทย)เล่มที่ 13 สุตตันตฯเล่มที่ 5 หน้าที่ 251.
[335] ดูกรอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอิทธิบาทสี่.
ดูกรอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร
เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยะสมาธิและปธานสังขาร
เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิและปธานสังขาร
เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิและปธานสังขาร
ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเรา ปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้วเจริญอิทธิบาทสี่นั้นแล
สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่.
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 25-5-2020 18:40 , Processed in 0.097210 second(s), 25 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน