กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 5296|ตอบกลับ: 13

ปาฏิหาริย์ของลมหายใจ - อานาปานสติสูตร

[คัดลอกลิงก์]

44

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5918
ความดี
3579
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-4-2020
โพสต์เมื่อ 12-4-2012 22:14:03 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 13-4-2012 19:38


วันนี้คุณรู้ลมหายใจหรือยัง
การหายใจของมนุษย์นั้นมีเหตุผลหลักในทางวิทยาศาสตร์อยู่ 2 ประการคือ เพื่อนำเอาออกซิเจนจากอากาศเข้าไปหล่อเลี้ยงระบบร่างกายและอวัยวะต่างๆเพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ได้และอีกประการหนึ่งคือเพื่อนำเอาของเสียและสารพิษออกจากร่างกายของเรา โดยทั่ว ๆ ไปแล้วคนปกติจะมีอัตราการหายใจประมาณ 14-18 ครั้งต่อนาที การหายใจเป็นไปโดยอัตโนมัติ  เราไม่สามารถกลั้นหายใจได้เกิน 1 นาที นักวิทยาศาสตร์จึงมีความรู้เป็นอย่างดีแล้วเกี่ยวกับระบบหายใจของมนุษย์ แต่จะมีใครที่จะรู้ว่าลมหายใจนี้มีประโยชน์มากกว่าที่พวกนักวิทยาศาสตร์ศึกษากันอยู่ จนมาพบกับความจริงของผู้เป็นสัพพัญญูรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับลมหายใจของมนุษย์นี้ นั่นคือพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงกล่าวเรื่องนี้อย่างน่าพิสดาร (ละเอียด)เป็นยิ่งนักเ กี่ยวกับลมหายใจที่ไหลเข้าและออกของมนุษย์นี้

ครั้งหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสความเหล่านี้ไว้แก่พระอานนท์ว่า
อานนท์ ! อานาปานสติ(สมาธิ) เป็นอย่างไรเล่า ?
อานนท์ ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่...
ป่า
โคนไม้ หรือ
เรือนว่าง
ก็ตาม
นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ
ตั้งกายตรง
ดำรงสติเฉพาะหน้า

เธอนั้น...
มีสติ หายใจเข้า
มีสติ หายใจออก
อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ

เมื่อ หายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจเข้ายาว

เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจออกยาว
เมื่อ หายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่า เราหายใจเข้าสั้น
เมื่อ หายใจออกสั้น ก็รู้ว่า เราหายใจออกสั้น

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

44

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5918
ความดี
3579
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-4-2020
โพสต์เมื่อ 12-4-2012 22:14:04 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 13-4-2012 19:49


(1.หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน)
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า  เราเป็นผู้…
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง กายทั้งปวง

ทำกายสังขาร ให้ระงับอยู่
หายใจเข้า
หายใจออก
อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้
อานนท์  !
เราย่อมกล่าวลมหายใจเข้าและลมหายใจออกว่า
เป็นกายอย่างหนึ่ง ๆ ในบรรดากายทั้งหลาย

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ
มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

(2.หมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน)
อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้...

รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง ปีติ
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง สุข
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง จิตตสังขาร
ทำ จิตตสังขาร ให้ระงับอยู่

หายใจเข้า
หายใจออก
อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้

ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ
มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์  !
เราย่อมกล่าวว่า การทำในใจเป็นอย่างดีถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกทั้งหลายว่าเป็นเวทนาอย่างหนึ่ง ๆ ในบรรดาเวทนาทั้งหลาย
อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ
มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้


(3.หมวดจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน)
อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้...

รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง จิต
ทำจิตให้ ปราโมทย์ยิ่ง อยู่
ทำจิตให้ ตั้งมั่น อยู่
ทำจิตให้ ปล่อย อยู่

หายใจเข้า
หายใจออก
อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ
มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้
อานนท์  !
เราไม่กล่าวว่า อานาปานสติ เป็นสิ่งที่มีได้แก่บุคคลผู้...
มีสติอันลืมหลงแล้ว
ไม่มีสัมปชัญญะ

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ
มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้


(4.หมวดธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน)
อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้...
ตามเห็น ความไม่เที่ยง
ตามเห็น ความจางคลาย
ตามเห็น ความดับไม่เหลือ
ตามเห็น ความสลัดคืน

หายใจเข้า
หายใจออก
อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ
มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้
อานนท์  !
ภิกษุนั้น เป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะเป็นอย่างดีแล้ว
เพราะเธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสทั้งหลายของเธอนั้นด้วยปัญญา

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ
มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้
นี้เรียกว่า อานาปานสติ(สมาธิ)


ส่วนอีกพระสูตรหนึ่งพระองค์ตรัสอธิบายต่อภิกษุในเรื่องการพิจารณาการเห็นกายในกาย
ภายในบ้าง ภายนอกบ้างและทั้งภายในและภายนอกบ้าง
ดยการพิจารณาลมหายใจที่ไหลเข้าและไหลออก โดยมีพุทธวจนกล่าวเหมือนพระสูตรอานาปานสติทุกอย่าง
จนถึง การทำกายสังขารให้รำงับ หายใจเข้า หายใจออก และทรงมีอุปมาต่อดังนี้ว่า...

...เช่นเดียวกับนายช่างกลึง หรือ
ลูกมือของนายช่างกลึงผู้ชำนาญ
เมื่อเขาชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า
เราชักเชือกกลึงยาว
เมื่อเขาชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่า
เราชักเชือกกลึงสั้น ฉันใดก็ฉันนั้น...


44

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5918
ความดี
3579
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-4-2020
โพสต์เมื่อ 13-4-2012 14:19:45 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 13-4-2012 14:27

ด้วยอาการอย่างนี้แล ภิกษุย่อมพิจารณาเห็น กายในกาย ภายในบ้าง
พิจารณาเห็น
กายในกาย ภายนอก บ้าง
พิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอก บ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกาย บ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อม ในกายบ้าง ย่อมอยู่


อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้
เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัย อยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ แม้ด้วยอาการอย่างนี้


การตามเห็นกายในกาย ทั้งภายในบ้าง ภายนอกบ้างและทั้งภายในและภายนอกบ้าง
อยู่เป็นประจำ พระองค์กล่าวถึงการรู้ลมหายใจที่ไหลเข้าและออก
ว่าลมนี้เป็นกายๆหนึ่งในกายทั้งหลาย ผู้รู้ลมอย่างนี้ กำลังทำความเพียรเผากิเลส
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ และนำความพอใจและความไม่พอใจในโลกนี้ออกเสียได้
ดังนั้นอากกล่าวได้ว่าผู้ใดรู้ลมหายใจของตนเอง ย่อมชื่อว่าเป็นผู้เห็นกายภายในกาย
ส่วนอีกพระสูตรพระองค์ตรัสถึงกายเห็นกายภายนอกกายและกายภายในกายในพระสูตรเดียวกัน
โดยตรัสกล่าวไว้อีกที่หนึ่งว่า


...ก็ภิกษุ พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในและภายนอกเนืองๆอยู่ เป็นอย่างไร
ภิกษุในศาสนานี้ พิจารณาเห็นกายทั้งภายในและภายนอก

แต่พื้นเท้าขึ้นไปในเบื้องบนแต่ปลายผมลงมาในเบื้องต่ำ
มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า
ในกายนี้ มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อเอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ
พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อยอาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น
น้ำตา เปลวมันน้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร
ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในและภายนอกเนืองๆ อยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ในโลก








44

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5918
ความดี
3579
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-4-2020
โพสต์เมื่อ 13-4-2012 15:20:08 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 13-4-2012 19:41


เมื่อเจริญอานาปานสติ คือ เจริญกายคตาสติ


       พระองค์ตรัสกล่าวอีกพระสูตรว่า อานาปานสตินั้น คือ

กายคตาสติ นั้นคือ กายคือลม และ ลมคือกาย นั้นเองครับ

การตามรู้ซึ่งลมหายใจของเรานี้ เป็นกายคตาสติอันหนึ่งๆในกายคตาสติทั้งหลาย

(พระองค์ทรงตรัสถึงกายคตาสติ คือ การตามรู้ลมหายใจ

อิริยาบถการยืน เดิน นั่น นอน การเจริญอสุภะ และการเข้าฌานระดับ ๑-๔)


การกล่าวอานาปานสติจึงหมายถึงการกล่าวถึงกายคตาสตินั่นเอง

ทรงตรัสเหมือนพระสูตรอานาปานสติเริ่มต้นจนถึงการกล่าวว่าเราจักรำงับซึ่งกายสังขาร

หายใจเข้า หายใจออก และตรัสต่อไปว่า...


   ...เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท  มีความเพียร  ส่งตนไปในธรรมอยู่  อย่างนี้  
ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้  เพราะละความดำริพล่านนั้นได้  
จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น  ย่อมคงที่  แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น  
ตั้งมั่นดูกรภิกษุทั้งหลาย  แม้อย่างนี้  ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ

การเจริญกายคตาสติเจริญกระทำให้มากแล้ว

พระองค์ตรัสชื่อว่าเจริญให้มากซึ่งกุศลธรรมในส่วนของวิชชาอย่างใดอย่างหนึ่ง

อันรวมอยู่ในภายใน โดยทรงยกอุปมาดังนี้ว่า...

เปรียบเหมือนบุคคลไรๆ  ก็ตามนึกถึงมหาสมุทรด้วยใจแล้ว  ชื่อว่านึกถึงแม่น้ำน้อย

ที่ไหลมาสู่สมุทรสายใดสายหนึ่งอันรวมอยู่ในภายในด้วย  ฉันใด  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ฉันนั้นเหมือนกันแล  ภิกษุไรๆ  ก็ตาม   

เจริญกายคตาสติแล้ว  ทำให้มากแล้ว  ชื่อว่าเจริญและทำให้มาก

ซึ่งกุศลธรรมส่วนวิชชาอย่างใดอย่างหนึ่งอันรวมอยู่ในภายในด้วย


ทรงตรัสถึงผู้ที่ไม่เจริญกระทำให้มากซึ่งกายคตาสติ

มารผู้มีบาป(ความตาย) จะทำอันตรายเธอได้ ดังพระสูตรว่า...

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เปรียบเหมือนไม้แห้งเกราะ  ทันใดนั้น  
มีบุรุษมาถือเอาเป็นไม้สีไฟด้วยตั้งใจว่า  จักก่อไฟทำเตโชธาตุ  
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  
บุรุษนั้นถือเอาไม้แห้งเกราะโน้นเป็นไม้สีไฟแล้วสีกันไป  
จะพึงก่อไฟ  ทำเตโชธาตุได้หรือหนอ  ฯ
ได้  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ฉันนั้นเหมือนกันแล  ภิกษุไรๆ  ก็ตาม  

ไม่เจริญ ไม่ทำให้มากซึ่งกายคตาสติแล้ว  
มารย่อมได้ช่อง  ย่อมได้อารมณ์

พระสูตรที่ตรัสถึงผู้ที่หลงลืมกายคตสสติย่อมชื่อได้ว่าหลงลืมอมตะ (วิมุติหรือนิพพาน)

และตรัสตรงกันข้ามว่าผู้ที่กระทำเจริญให้มากซึ่งกายคตาสติย่อมเป็นผู้ไม่หลงลืมอมตะคือความไม่ตาย

ดังนี้ว่า...

ดูกรภิกษุทั้งหลาย

กายคตาสติอันชนเหล่าใดหลงลืม อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นหลงลืม

        ดูกรภิกษุทั้งหลาย   

กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่หลงลืม อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่หลงลืม

44

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5918
ความดี
3579
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-4-2020
โพสต์เมื่อ 13-4-2012 20:05:52 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 13-4-2012 20:27


การรู้ลมด้วยปัญญาชอบถึงซึ่งความไม่ตาย
พระองค์กล่าวการสอดรับของพระสูตรที่ว่าการทำสติปัฏฐาน 4 อย่างใดอย่างหนึ่งสมบูรณ์แล้ว สามารถทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ได้ และเมื่อโพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ วิชชาและวิมุติก็บริบูรณ์ขึ้นได้ ตามพระสูตรที่ว่า...


ดูกรอานนท์ !  สติปัฏฐาน ๔ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร กระทำให้มาก
แล้วอย่างไร ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์?

ในสมัยใด ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่
ในสมัยนั้น สติของเธอย่อมตั้งมั่น ไม่หลงลืม ในสมัยใด สติของภิกษุตั้งมั่น ไม่หลงลืม
ในสมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ ชื่อว่า เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ ใน
สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์แก่ภิกษุ ในสมัยนั้น เธอมีสติอยู่อย่างนั้น
ย่อมค้นคว้าพิจารณาสอดส่องธรรมนั้นด้วยปัญญา

ดูกรอานนท์ ในสมัยใด ภิกษุมีสติอยู่อย่างนั้น ย่อมค้นคว้าพิจารณาสอด
ส่องธรรมนั้นด้วยปัญญา ในสมัยนั้น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ชื่อว่า เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว
ภิกษุย่อมเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ในสมัยนั้น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์แก่ภิกษุ เมื่อเธอค้นคว้าพิจารณาสอดส่องธรรมนั้นด้วยปัญญา เป็นอันชื่อว่า ปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน

ดูกรอานนท์ ในสมัยใด เมื่อภิกษุค้นคว้าพิจารณาสอดส่องธรรมนั้นด้วย
ปัญญา เป็นอันชื่อว่า ปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน ในสมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์ ชื่อว่า เป็น
อันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์แก่ภิกษุ ปีติอันหาอามิสมิได้ ย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียร

ดูกรอานนท์ ในสมัยใด ปีติอันหาอามิสมิได้ ย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้ปรารภ
ความเพียร ในสมัยนั้น ปีติสัมโพชฌงค์ ชื่อว่า เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมเจริญ
ปีติสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์แก่ภิกษุ แม้กายของภิกษุผู้มีใจเอิบอิ่มด้วยปีติก็ย่อมสงบ แม้จิตก็ย่อมสงบ

ดูกรอานนท์ ในสมัยใด แม้กายของภิกษุผู้มีใจเอิบอิ่มด้วยปีติก็ย่อมสงบ
แม้จิตก็ย่อมสงบ ในสมัยนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ชื่อว่า เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อม
เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์แก่ภิกษุ จิตของภิกษุผู้มีกายสงบ มีความสุข ย่อมตั้งมั่น

ดูกรอานนท์ ในสมัยใด จิตของภิกษุผู้มีกายสงบ มีความสุข ย่อมตั้งมั่น
ในสมัยนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์ ชื่อว่า เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อม
เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์สมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์แก่ภิกษุ
เธอย่อมเพ่งดูจิตซึ่งตั้งมั่นอย่างนั้นอยู่ด้วยดี

ดูกรอานนท์ ในสมัยใด ภิกษุย่อมเพ่งดูจิตซึ่งตั้งมั่นอย่างนั้นอยู่ด้วยดี ใน
สมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ชื่อว่า เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว
ภิกษุย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์แก่ภิกษุ
(และในหมวดของเวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนาและธัมมานุปัสสนา ก็ทรงตรัสพึงขยายเนื้อความให้พิสดารเหมือนสติปัฏฐานข้อต้น)

44

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5918
ความดี
3579
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-4-2020
โพสต์เมื่อ 13-4-2012 20:32:56 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 13-4-2012 20:46

เมื่อโพชฌงค์ 7 บริบูรณ์แล้ว พระองค์ตรัสกับพระอานนท์ต่อด้วยพระสูตรที่ถึงซี่งวิชชาและวิมุติบริบูรณ์
แม้เพียงอาการของโพชฌงค์ 7 อย่างใดอย่างหนึ่ง(ในบรรดา 7 อย่าง) ถึงซึ่งความบริบูรณ์ ก็ยังให้วิชชาและวิมุติบริบูรณ์ได้ ด้วยอาการดังนี้...


ดูกรอานนท์ โพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร กระทำให้มากแล้ว
อย่างไร ย่อมยังวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์?


ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์
อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ย่อมเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์  ...
วิริยสัมโพชฌงค์ ... ปีติสัมโพชฌงค์ ... ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ... อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัย
วิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรอานนท์ โพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญ
แล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมยังวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์

ไม่น่าเชื่อว่า แค่การเอาใจไปจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจของเราที่มีกันทุกๆคน สามารถนำพามนุษย์(และเทวดา) ที่พระองค์ทรงเรียกว่า สัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น ตัณหาเป็นเครื่องผูก ให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏ เข้าถึงซึ่งประตูอมตนิพพานที่พระองค์ทรงเปิดไว้แล้ว เพื่อสัตว์ทั้งหลายผู้มีโสต จงปล่อยศรัทธามาเถิด...หายใจเข้า...รู้  หายใจออก...รู้


ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

44

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5918
ความดี
3579
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-4-2020
โพสต์เมื่อ 13-4-2012 21:20:35 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 13-4-2012 21:45


จิต มโน วิญญาณ เป็นสิ่งเกิดดับ


ในบรรดาคนที่อยู่ใกล้ๆกับเราหรือคนที่อยู่ไกลตัวเราออกไป จะมีสักกี่คนที่คนได้มีสติรู้แม้ชั่วขณะหนึ่งว่าจิตของเขาเหล่านั้น รู้ว่าลมหายใจมีการไหลเข้าและออกอยู่  จิตของคนที่ไม่ได้ฝึกฝนมาอย่างดี ไม่อาจรู้ว่าจิตของเขานั้นมีการเกิดและดับตลอดเวลา ด้วยจิตที่คิดไปเรื่องนั้นบ้างเรื่องนี้บ้าง ไปคิดถึงสิ่งใดก็เป็นอารมณ์ของสิ่งนั้นไปสิ่งนี้ พระองค์จึงตรัสว่าปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในธรรม ไม่อาจล่วงรู้เลยว่าจิตของตนเกิดดับตลอดเวลา ตามพระสูตรที่ว่า....


ดูกรภิกษุทั้งหลาย วานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น
ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป แม้ฉันใด ร่างกายอันเป็นที่ประชุม
แห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ที่ตถาคตเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง
จิตเป็นต้นนั้น
ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไปตลอดวันตลอดคืน ก็ฉันนั้นแล

พระองค์ทรงเน้นให้เห็นถึงกายของเรานี้ แม้ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในธรรม ก็ยังอาจพอจะเห็นได้ว่ามีการเสื่อมไป มีการเกิดและตายไป เขาย่อมเห็นได้ชัดในสิ่งๆนั้น และอาจคลายในความพอใจลงไปได้บ้าง แต่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในธรรม ยากที่จะเห็นว่าจิตของตนนั้นเกิดและดับไป ปล่อยวางลงได้ยาก จึงยึดในจิตนั้นว่าเป็นของเรามาตลอดกาลยาวนาน
ดังในพระสูตรที่ว่า...

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้างคลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง
ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า ความเจริญ
ก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต
ทั้ง ๔ นี้ ย่อมปรากฏ ฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง
หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า
จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด
หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชน
ผู้มิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่น
เป็นตัวตนของเรา ดังนี้ ตลอดกาลช้านาน ฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงจะเบื่อหน่าย
คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นไม่ได้เลย

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

44

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5918
ความดี
3579
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-4-2020
โพสต์เมื่อ 13-4-2012 22:18:38 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 13-4-2012 22:22

แม้แต่ผู้ที่ฝึกจิตตนเองให้มีความตั้งมั้นเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม จิตที่ไปจับกับอารมณ์ที่ตั้งมั่นแล้วในที่สุดก็ก็ต้องดับ
ตามพระสูตรอานาปานสติในหมวดของธัมมานุปัสสนา ที่กล่าวว่า...

(หมวดธัมมานุปัสสนา)
"...ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้...
ตามเห็น ความไม่เที่ยง
ตามเห็น ความจางคลาย
ตามเห็น ความดับไม่เหลือ
ตามเห็น ความสลัดคืน..."


เมื่อจิตดวงที่เกาะกับลมหายใจดับไป ผู้หลงที่เข้าไปหลงวิญญาณ ก็ไปเกาะจิตดวงใหม่ต่อเพื่อไปหลงอารมณ์อื่นๆต่อไป
ผู้หลงนี้พระศาสดาเรียกว่า "สัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น ตัณหาเป็นเครื่องผูก" ทำให้เรานั้นหลงในสังสารวัฏตลอดกาลยาวนาน แต่หากจิตของผู้ใดได้รับการฝึกอย่างดีแล้ว เจริญกระทำให้มากแล้วซึ่งอานาปานสติ ขณะที่จิตดวงที่ไปเกาะกับลมที่ตั้งมั้นนั้นดับลง อารมณ์อื่นมิได้มี ที่ตั้งแห่งจิตก็มิได้มี เพราะความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับไม่มีเหลือ ของสิ่งๆนั้น จิตจึงดับไปเพราะไม่ถูกปรุงแต่ง สิ่งที่เรียกว่า "สัตว์" นั้น ก็จะมีวิชชาเพราะได้ปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ครบบริบูรณ์


ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ มาพิจารณาอยู่อย่างนี้  ย่อมหน่าย
แม้ในผัสสะ ย่อมหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมหน่ายแม้ในสังขาร
ทั้งหลาย ย่อมหน่ายแม้ในวิญญาณ เมื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด
จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้วและย่อมทราบชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความ
เป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้แล

44

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5918
ความดี
3579
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-4-2020
โพสต์เมื่อ 14-4-2012 21:23:43 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 14-4-2012 21:36

ผู้ไม่เหินห่างจากสมาธิ

พระศาสดาตรัสว่าเมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมถูกปัจจัยปรุงแต่ง(สังขตะ) ย่อมแปรปรวนไป (อนิจจัง) ย่อมทนอยู่ไม่ได้(ทุกข์) และดับไปในที่สุด เป็นอนัตตา การก้าวลงสู่ความดับมีได้ เพราะมีการเกิดขึ้น เมื่อไม่อยากให้มีความดับก็จึงต้องไม่ให้มีการเกิด อมตะหรือความไม่ตายจึงเป็นของมีได้ด้วยการรู้ลมหายใจของตัวเอง
ที่ไหลเข้าและออกดังนี้....

  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อม
เป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อ
ความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

ธรรมอย่างหนึ่งคืออะไร คือ อานาปานสติ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งนี้แลอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียวเพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

อานาปานสติอันบุคคลเจริญกระทำให้มากอย่างไรจึงเกิดอานิสงส์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าบุคคลที่รู้ลมหายใจแม้เพียงชั่วกาลเอานิ้วมือหนึ่งงอเข้ามาหาตัว ก็ถือว่าเป็นผู้ไม่เหินห่างจากสมาธิ(อานาปานสติ)แล้ว จะกล่าวถึงผลอานิสงส์ของผู้ที่กระทำให้มากซึ่งอานาปานสตินั้น ย่อมไม่มีประมาณดังนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญอานาปานสติ แม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดาปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่น
แคว้นเปล่า จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งอานาปานสตินั้นเล่า

แต่พระองค์ก็ทรงตรัสเตือนว่าความเพียรที่ปรารภย่อหย่อนเกินไป ก็เป็นไปด้วยความเกียจคร้าน ความเพียรที่ปรารภมากเกินไป ก็เป็นไปด้วยความฟุ้งซาน จงปรารภความเพียรแต่พอดี จงเข้าใจความที่อินทรีย์ทั้ง ๕(ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา)ย่อมเป็นธรรมชาติที่เสมอๆกัน จงหมายความพอดีนั้นไว้ ดังพระสูตรนี้....


ดูกรอนุรุทธ  เรานั้นได้มีความรู้  ดังนี้ว่า
ความเพียรที่ปรารภเกินไปแล  เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  ก็ความเพียรที่ปรารภเกินไปเป็นเหตุ  สมาธิ
ของเราจึงเคลื่อน
  เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว  แสงสว่างและการเห็นรูปจึงหายไปได้  ดูกรอนุรุทธ
เปรียบเหมือนบุรุษเอามือทั้ง  ๒  จับนกคุ่มไว้แน่น  นกคุ่มนั้นต้องถึงความตายในมือนั้นเอง  ฉันใด
ดูกรอนุรุทธ  ฉันนั้นเหมือนกันแล  ความเพียรที่ปรารภเกินไปแล  เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  ก็แล
ความเพียร  ที่ปรารภเกินไปเป็นเหตุ  สมาธิของเราจึงเคลื่อน  เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว  แสงสว่าง
และการเห็นรูปจึงหายไปได้  เราจักทำให้ไม่เกิดวิจิกิจฉา  อมนสิการ  ถีนมิทธะ  ความหวาดเสียว
ความตื่นเต้น  ความชั่วหยาบ  และความเพียรที่ปรารภเกินไปขึ้นแก่เราได้อีก  ฯ

ดูกรอนุรุทธ  เรานั้นได้มีความรู้  ดังนี้ว่า
ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไปแล  เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  ก็ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไปเป็นเหตุ
สมาธิของเราจึงเคลื่อน
  เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและการเห็นรูปจึงหายไปได้  ดูกรอนุรุทธ
เปรียบเหมือนบุรุษจับนกคุ่มหลวมๆ  นกคุ่มนั้นต้องบินไปจากมือเขาได้  ฉันใด  ดูกรอนุรุทธ
ฉันนั้นเหมือน  กันแลความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไปแล  เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  ก็ความเพียรที่ย่อหย่อน
เกินไปเป็นเหตุ  สมาธิของเราจึงเคลื่อน  เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว  แสงสว่างและ  การเห็นรูปจึง
หายไปได้  เราจักทำให้ไม่เกิดวิจิกิจฉา  อมนสิการ  ถีนมิทธะ  ความหวาดเสียว  ความตื่นเต้น
ความชั่วหยาบ  ความเพียรที่ปรารภเกินไป  และความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไปขึ้นแก่เราได้อีก

  


ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

44

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5918
ความดี
3579
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-4-2020
โพสต์เมื่อ 19-4-2012 08:52:26 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 19-4-2012 08:54

อานินสงส์ประการหนึ่งของอานาปานสติซึ่งละอกุศลธรรมที่เป็นบาปให้อันตรธานหายไปได้ ดังพระสูตรที่พระองค์สรรเสริญว่า…

ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธินี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นของรำงับ เป็นของประณีต เป็นของเย็น เป็นสุขวิหาร
และ
ย่อมยังอกุศลธรรมอันเป็นบาป อันเกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นแล้ว ให้อันตรธานไปให้รำงับไป โดยควรแก่ฐานะ
มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๐๗/๑๓๕๒ – ๑๓๕๔

และพระสูตรที่รองรับกันและเข้ากันเป็นประการเดียว คือเมื่อมีอกุศลเกิดขึ้นในใจของตนแล้ว พระองค์ให้ละอกุศลธรรมเหล่านั้นให้ไว เพื่อไม่ให้วิญญาณเกาะกับอารมณ์อันเป็นที่ตั้ง ที่อาศัย (ภพ) และถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้ (ชาติ) ดังพระสูตร...

ภิกษุทั้งหลาย! ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้สึกว่า
"เราอยู่โดยมาก โดยความเป็นผู้มากด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท

ถีนมิทธะกลุ้มรุม ฟุ้งซ่าน มีวิจิกิจฉา มักโกรธ มีจิตเศร้าหมอง
มีกายเครียดครัด เกียจคร้าน มีจิตไม่ตั้งมั่น" ดังนี้แล้ว

ภิกษุนั้น พึงกระทำซึ่ง
ฉันทะ
วายามะ
อุตสาหะ
อุสโสฬหี (ความเพียรอย่างแรงกล้า)
อัปปฏิวานี (ความเพียรไม่ถอยกลับ)
สติและสัมปชัญญะอย่างแรงกล้า
เพื่อละเสียซึ่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้น
เช่นเดียวกับ
บุคคลผู้มีเสื้อผ้าหรือศรีษะอันไฟลุกโพลงแล้ว
จะพึงกระทำ ฉันทะ วายามะ อุตสาหะ อุสโสฬหี อัปปฏิวานี

สติและสัมปชัญญะอันแรงกล้า
เพื่อจะดับไฟที่เสื้อผ้าหรือที่ศรีษะนั้นเสีย ฉันใดก็ฉันนั้น

ภิกษุทั้งหลาย!  ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้สึกว่า
"เราอยู่โดยมาก โดยความเป็นผู้ไม่มีอภิชฌา
ไม่มีจิตพยาบาท ไม่มีถีนมิทธะกลุ้มรุม ไม่ฟุ้งซ่าน หมดวิจิกิจฉา ไม่มักโกรธ
มีจิตไม่เศร้าหมอง มีกายไม่เครียดครัด ปรารถความเพียร มีจิตตั้งมั่น" ดังนี้แล้ว
ภิกษุนั้น พึงตั้งอยู่ในกุศลธรรมเหล่านั้นแหละ แล้วประกอบโยคกรรม
เพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป

ทสก. อํ. ๒๔/๙๗/๕๑

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 8-4-2020 06:16 , Processed in 0.057412 second(s), 19 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน