กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 153|ตอบกลับ: 2

คำว่า "สำเร็จแล้วแต่มโน" หมายความว่าอย่างไรคะ

[คัดลอกลิงก์]

13

กระทู้

3

เพื่อน

570

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
330
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-6-2018
โพสต์เมื่อ 26-6-2018 14:06:39 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย crème เมื่อ 26-6-2018 14:16

ขอโอกาสนะคะ
จากพระสูตร ขุ. ขุ. 25/15/11 ที่ว่า

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา ตโต นํ สุขมเนฺวติ ฉายาว อนุปายินี.

ธรรมทั้งหลายมีมโนเป็นหัวหน้า มีมโนประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่มโน
ถ้าบุคคลมีมโนผ่องใส กล่าวอยู่ก็ตาม กระทำอยู่ก็ตาม สุข ย่อมไปตามบุคคลนั้น เหมือนเงาติดตามตัวไป ฉะนั้น.

คำว่า "สำเร็จแล้วแต่มโน" หมายความว่าอย่างไรคะ

99

กระทู้

6

เพื่อน

5138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3644
ความดี
795
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
13-12-2018
โพสต์เมื่อ 26-6-2018 18:07:49 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอแสดงความเห็นครับ

1.พระสูตรนี้เหมือนเป็นคำแต่งใหม่ เวลาผมอ่าน ผมจะงง เพราะบางคำจะไม่เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัส ทำให้เทียบเคียง ได้ยาก

2.พระสูตรใกล้เคียง

2.1 พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๐
[๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมที่เป็นไปในส่วนอกุศล ที่เป็นไปในฝักฝ่ายอกุศล
ทั้งหมด มีใจเป็นหัวหน้า ใจเกิดก่อนธรรมเหล่านั้น อกุศลธรรมเกิดหลังเทียว ฯ
         [๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมที่เป็นไปในส่วนกุศล ที่เป็นไปในฝักฝ่ายกุศล
ทั้งหมด มีใจเป็นหัวหน้า ใจเกิดก่อนธรรมเหล่านั้น กุศลธรรมเกิดหลังเทียว ฯ

2.2 พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๓ หน้า 48
ดูกรตปัสสี บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ที่จำแนกออกแล้วเป็นส่วนละอย่างต่างกัน
เหล่านี้ เราบัญญัติมโนกรรมว่ามีโทษมากกว่า ในการทำบาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม
เราจะบัญญัติกายกรรม วจีกรรมว่ามีโทษมากเหมือนมโนกรรมหามิได้.

2.3 พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๒ หน้า368
ดูกรภิกษุทั้งหลายเรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม
บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจาด้วยใจ

2.4 มโนสัญเจตนา ในอาหาร 4

3. ธรรมทั้งหลายมี มโนเป็นหัวหน้า มีมโนประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่มโน
ผมมองว่า
ธรรมทั้งหลาย สำเร็จแล้วแต่มโน
--> เมื่อมีมโน นั่นหมายถึง มีเจตนา ทางใจ
      มีเจตนาทางใจ ก็มีกรรม --> มีธรรมทั้งหลาย

4.มองในปฏิจสมุปบาท
เจตนาทางใจ จะอยู่ในส่วนของ สังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
(ธรรมทั้งหลายจะตามมา)

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ



17

กระทู้

0

เพื่อน

1538

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1202
ความดี
176
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
13-12-2018
โพสต์เมื่อ 28-6-2018 10:15:48 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ความหมายหนึ่งคือ โอปะปาติกะ (จิตวิญญาณสร้างรูปกายเองโดยไม่ต้องอาศัยครรภ์ เช่น เทวดา เปรต มนุษย์บางจำพวก ฯลฯ)

ตถาคตตั้งจิตแปลงกายไปเป็นโอปะปาติกะบนพรหมโลก

สาวัตถีนิทาน.
ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคทรงทราบอยู่หรือว่า พระองค์ทรงเข้าถึงพรหมโลกด้วยพระฤทธิ์ พร้อมทั้งพระกายอันสำเร็จแต่ใจ

ที่มา
http://www.84000.org/tipitaka/at ... p;A=7028&Z=7065
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 15-12-2018 06:41 , Processed in 0.108665 second(s), 4 queries , Apc On.

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน