กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 1001|ตอบกลับ: 4

ลองตามผมมาซิ

[คัดลอกลิงก์]

2

กระทู้

1

เพื่อน

47

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
41
ความดี
0
ชื่อเสียง
0
ล่าสุด
15-4-2012
โพสต์เมื่อ 10-4-2012 21:41:49 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ผมลองใช้program E tipatika serch คำว่า ระงับกายสังขาร แล้วอ่านดูทุกitem{19items}
พบว่า พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๓๑
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
หน้าที่ 152-153

อ่านแล้วงงงงงงงงงงงงมากกกกกกก

อ่านแล้วมีใครเข้าใจบ้างเอาแบบภาษาที่เข้าใจง่ายว่า ระงับกายสังขารคือทำไงแน่ คือกลั้นลมหายใจรึ

หรือเพ่งไว้ที่ลม  หรือว่าพยายามหายใจช้าๆ หรือ พยายามทำลายลมหยาบ

หรือนึกถึงระฆังเวลาหายใจแล้วไง  งง

หรือตามลมไปแล้วสักพักลมจะหายไปแต่พอนึกถึงเสียงระฆัง พอจิตสงบแล้วจะมารู้ลมเอง


สรุปทำอย่างไรดี มีใครช่วยนำคำถามนี้ไปถามพระอาจารย์แล้วมาบอกผมหน่อยได้ไหม หรือจะให้ไปฟังlink ไหนก็ได้แต่ว่าต้องมาจากพระโอษฐ์
หรืออย่างน้อยก็ต้องอ่านมากๆเหมือน พระ คึกฤทธิ์ ไม่งั้นผมคงไม่เชื่อ

2

กระทู้

1

เพื่อน

47

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
41
ความดี
0
ชื่อเสียง
0
ล่าสุด
15-4-2012
โพสต์เมื่อ 10-4-2012 21:54:11 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย บุญชนะ เมื่อ 10-4-2012 21:59

ใครยังไม่อ่าน พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๓๑
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
หน้าที่ 152-153

ขอว่า
อย่าตอบคำถาม
เสียเวลา

ถ้าจะตอบกรุณาอ่านแล้วช่วยกันตีความว่าใช่แง่นี้
หรือไม่
กายสังขารนั้น เป็นการปรุงแต่งของลมหายใจเข้าและลมหายใจออก เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับ หายใจเข้า และออก จึงหมายถึง ให้เราหยุดการปรุงแต่งลมหายใจที่จะเข้าและออก รู้แค่ลมที่หายใจ เข้าก็รู้ว่าหายใจเข้า ออกก็รู้ว่าหายใจออก ลมเป็นของที่เป็นได้ทั้งหยาบและละเอียดหาก เราปรุงแต่งลม ลมจะกลายเป็นของหยาบ หากเราไม่ปรุงแต่งลม ลมจะกลายเป็นของละเอียดปราณีตได้

ผมปัญญาน้อยขอรับ

แสดงความคิดเห็น

bird  ขอบอกตามตรงไม่เข้าใจเจตนาในการโพสถามของท่านครับ.  โพสต์เมื่อ 10-4-2012 22:49

2

กระทู้

1

เพื่อน

47

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
41
ความดี
0
ชื่อเสียง
0
ล่าสุด
15-4-2012
โพสต์เมื่อ 11-4-2012 00:15:41 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ผมไม่เข้าใจวิธีระงับกายสังขารตามแบบตถาคต

13

กระทู้

7

เพื่อน

910

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
661
ความดี
17
ชื่อเสียง
0
ล่าสุด
10-5-2013
โพสต์เมื่อ 11-4-2012 00:31:49 จากโทรศัพท์มือถือ |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย bird เมื่อ 11-4-2012 00:42

ขอโอกาส.ไม่มีความเห็นหรือตีความใดๆครับ มีแต่พุทธวจนครับทีี่ เปิดธรรมที่ถูกปิดใว้ได้ ที่บรรเทาความสงสัยที่ยังสงสัยได้.
.พระไตรปิฏกฉบับบาลีสยามรัฐ(ภาษาไทย)เล่มที่19สุตตันตฯเล่มที่11หน้าที่322.
.เจริญอานาปานสติ:ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายและจิตย่อมมีขึ้นไม่ได้.
[1321]ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทอดพระเนตรเห็นพระมหากัปปินะ ผู้มีกายไม่โยกโคลง แล้วได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า:
ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอเห็นความหว่ันไหวหรือโยกโคลงแห่งกายของมหากัปปินะบ้างหรือไม่?
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เวลาใดที่ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็นท่านผู้มีอายุนั่งท่ามกลางสงฆ์ก็ดีนั่งในที่ลับคนเดียวก็ดี ในเวลานั้นๆ
ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ได้เห็นความหวั่นไหว หรือความโยกโคลงแห่งกายของท่านผู้มีอายุรูปนั้นเลย พระเจ้าข้า?"
ภิกษทั้งหลาย ! ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหั่นไหวโยกโคลงแห่งจิตก็ตาม มีขึ้นไม่ได้ เพราะการเจริญทำให้มาก ซึ่งสมาธิใด ภิกษุมหากัปปินะนั้นเป็นผู้ได้ตามปราถนา เป็นผู้ได้ไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ซึ่งสมาธินั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหวันไหวโยกโคลงแห่งจิตก็ตาม มีขึ้นไม่ได้ เพราะการเจริญ ทำให้มากซึ่งสมาธิอย่างไหนเหล่า?  ภิกษุทั้งหลาย ! ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งจิตก็ตาม
ย่อมมีไม่ได้ เพราะการเจริญทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิ
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญให้มาก ทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม
ความหวั่นไหวแห่งจิตก็ตาม จึงไม่มี? ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ
ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า เธอนั้น มีสตืหายใจเข้า มีสติหายใจออก:
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว,
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น  เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น,
(ต่อไปนี้ได้ตรัสอย่างเดียวกับพระสูตรอานิสงค์แห่งอานาปานสติฯลฯ)
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม
ความหวัันไหวโยกโคลงแห่งจิตก็ตาม ย่อมมีไม่ได้ ดังนี้.
*จากพุทธวจนพระสูตรนี้ ถ้าท่านศึกษาพิจจารณาเนื้อความในพระสูตรให้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดอย่างดีด้วยความเห็น
คงจะบรรเทาความสงสัย การทำ กายสังขาร จิตสังขารให้รำงับ ได้บ้างกระมัง.*






13

กระทู้

7

เพื่อน

910

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
661
ความดี
17
ชื่อเสียง
0
ล่าสุด
10-5-2013
โพสต์เมื่อ 11-4-2012 20:16:29 จากโทรศัพท์มือถือ |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย bird เมื่อ 11-4-2012 20:37

พระไตรปิฏกบาลีสยามรัฐ(ภาษาไทย)เล่มที่12 สุตตันตฯเล่มที่ 4หน้าที่74
     ..ปฏิกูลบรรพ..
[136] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ เบื้องต้นแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา
มีหนังเป็นที่สุดรอบเต็มด้วยของไม่สอาด มีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ใกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอ็นกระดูก เยื่อ ในกระดูก ม้าม หัวใจ
ตับ พังผืด ได ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา น้ำมูก ไขข้อ มูตร ไถ้มีปากสองข้าง
เต็มด้วยธัญญชาติต่างอย่าง คือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถ่ัวเหลือง งา ข้าวสาร บุรุษผู้มีตาดี แก้ไถ้นั้นแล้ว พึงเห็นได้ว่า นี้ข้าวสาลี
นี้ข้าวเปลือก นี้ถั่วเขียว นี้ถ่ัวเหลือง นี้งา นี้ข้าวสาร ฉันใด ภิกษุนั้เหมือนกัน ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ เบื้องบนแต่เท้าขึึ้นไป
เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มด้วยของไม่สอาด มีประการต่างๆว่า มีอยู่ในกายนี้ ผม ขน ฯลฯ ไข ข้อ มูตร.
ดังพรรนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายใกายบ้างฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! แม้อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่.
     ...ธาตุบรรพ..
[137] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ ซึ่งตั้งอยู่ตามปรกติ โดยความเป็นธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม คนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ฉลาด ฆ่าแม่โคแล้ว แบ่งออกเป็นส่วนๆ นั่งอยู่ที่หนทาง
ใหญ่ ๔ แพร่ง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ ซึ่งตั้งอยู่ตามที่ตั้งอยู่ตามปรกติ โดยความเป็นธาตุว่า
มีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ดังพรรนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายบ้างฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! แม้อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่.
..ดูพระสูตรเต็ม และหมวด เวทนา จิต ธรรม ได้ในพระสูตรเดียวกันนี้..
*นี้ก็เป็นการเห็น กายในกาย อีกสองนัยตามความเห็นพระตถาคต *
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 18-10-2019 16:09 , Processed in 0.068141 second(s), 23 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน