กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 505|ตอบกลับ: 2

อยากทราบพระสูตรที่เชื่อมโยงว่าสิ่งสิ่งหนึ่งที่ยึดขันธ์หน้าในสัตตะสูตรว่าเป็นสภาว

[คัดลอกลิงก์]

5

กระทู้

0

เพื่อน

69

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
41
ความดี
15
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
9-3-2018
โพสต์เมื่อ 28-1-2018 23:31:27 |ดูโพสต์ทั้งหมด
จากที่พระอาจารย์ว่ามีสิ่งสิ่งหนึ่งเข้าไปยึดขันธ์ห้าแล้วถูกเรียกว่า สัตว์ ในสัตตะสูตร และว่าสิ่งสิ่งหนึ่งคือสภาวะนิพพาน นั้นอยากทราบพระสูตรที่เชื่อมโยงว่าสิ่งสิ่งหนึ่งคือสภาวะนิพพาน นั้นคือพระสูตรใดครับ เพราะในสัตตะสูตรไม่ได้กล่าวว่าสิ่งสิ่งหนึ่งคือสภาวะนิพพาน

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 21-2-2018 15:18:51 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 21-2-2018 15:37

อย่าไปยึดติดกับคำอธิบายให้มากนัก ให้อาศัยพุทธวจนเป็นหลัก
๒. สัตตสูตร
ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าสัตว์
             [๓๖๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่าน
อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า สัตว์ สัตว์ ดังนี้ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร
หนอแล จึงเรียกว่า สัตว์?
             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรราธะ เพราะเหตุที่มี ความพอใจ ความกำหนัด
ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในรูปแล เป็นผู้ข้องในรูป เป็นผู้เกี่ยวข้องในรูปนั้น ฉะนั้น
จึงเรียกว่า สัตว์. เพราะเหตุที่มีความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก
ในเวทนา ... ในสัญญา ... ในสังขาร ... ในวิญญาณ เป็นผู้ข้องในวิญญาณ เป็นผู้เกี่ยวข้อง
ในวิญญาณนั้น ฉะนั้น จึงเรียกว่า สัตว์.
ดูกรราธะ เด็กชายหรือเด็กหญิง เล่นอยู่ตามเรือนฝุ่น
ทั้งหลาย เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก
ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความกระวนกระวาย ไม่ปราศจากความทะยานอยาก
ในเรือนฝุ่นเหล่านั้นอยู่เพียงใด ย่อมอาลัย ย่อมอยากเล่น ย่อมหวงแหน ย่อมยึดถือเรือนฝุ่น
ทั้งหลายอยู่เพียงนั้น. ดูกรราธะ แต่ว่าในกาลใด เด็กชายหรือเด็กหญิงเป็นผู้ปราศจากความ
กำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความกระวน
กระวาย ปราศจากความทะยานอยากในเรือนฝุ่นเหล่านั้นแล้ว ในกาลนั้นแล เด็กชายหรือ
เด็กหญิงเหล่านั้น ย่อมรื้อ ย่อมยื้อแย่ง ย่อมกำจัด ย่อมทำเรือนฝุ่นเหล่านั้น ให้เล่นไม่ได้
ด้วยมือและเท้า ฉันใด ดูกรราธะ แม้เธอทั้งหลายก็จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด จงทำรูปให้
เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด จงทำเวทนา
ให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด จงทำ
สัญญาให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด
จงทำสังขารให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงรื้อ จงยื้อแย่ง
จงกำจัด จงทำวิญญาณให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา ฉันนั้น
นั่นเทียวแล. ดูกรราธะ เพราะว่าความสิ้นไปแห่งตัณหา เป็นนิพพาน.
จบ สูตรที่ ๒.
********************

ภิกษุ !  สำหรับปัญหาของเธอนั้น  เธอไม่ควรตั้งคำถามขึ้นว่า  “มหาภูตสี่  คือ  ดิน  น้ำ ไฟ  ลม  เหล่านี้  ย่อมดับสนิทไม่มีเหลือ  ในที่ไหน ?”  ดังนี้เลย ;  อันที่จริง เธอควรจะตั้งคำถามขึ้นอย่างนี้ว่า :-
        “ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้ในที่ไหน ?  ความยาว  ความสั้น  ความเล็ก  ความใหญ่  ความงาม  ความไม่งาม  ไม่หยั่งลงได้  ในที่ไหน  ?  นามรูปดับสนิทไม่มีเหลือ ในที่ไหน ?”  ดังนี้ต่างหาก.  
        ภิกษุ !  ในปัญหานั้น คำตอบมีดังนี้ :-
        “สิ่ง” สิ่งหนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์  ไม่มีที่สุด  มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบ,  นั้นมีอยู่ ;  ใน  “สิ่ง”  นั้นแหละ  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  ไม่หยั่งลงได้  ;  ใน  “สิ่ง”  นั้นแหละ  ความยาว  ความสั้น  ความเล็ก  ความใหญ่  ความงาม  ความไม่งาม  ไม่หยั่งลงได้ ;  ใน  “สิ่ง”  นั้นแหละ  นามรูป  ดับสนิทไม่มีเหลือ ; นามรูป  ดับสนิท  ใน  “สิ่ง”  นี้  เพราะการดับสนิทของวิญญาณ ;  ดังนี้แล.

******************
[๓๔๙] ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหน
อุปาทายรูปที่ยาวและสั้น ละเอียดและหยาบ ที่งามและไม่งาม ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหน
นามและรูปย่อมดับไม่มีเหลือในที่ไหน ดังนี้.
        ในปัญหานั้น มีพยากรณ์ดังต่อไปนี้
[๓๕๐] ธรรมชาติที่รู้แจ้ง ไม่มีใครชี้ได้ ไม่มีที่สุด แจ่มใส โดยประการทั้งปวง
ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในธรรมชาตินี้.
        อุปาทายรูปที่ยาวและสั้น ละเอียดและหยาบ ที่งามและไม่งาม ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ใน
ธรรมชาตินี้.
        นามและรูปย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้.
        เพราะวิญญาณดับ นามและรูปนั้นย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้ ดังนี้.
****************

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 21-2-2018 15:36:47 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 21-2-2018 15:37

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรราธะ เพราะเหตุที่มี ความพอใจ ความกำหนัด
ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในรูปแล เป็นผู้ข้องในรูป เป็นผู้เกี่ยวข้องในรูปนั้น ฉะนั้น
จึงเรียกว่า สัตว์. เพราะเหตุที่มีความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก
ในเวทนา ... ในสัญญา ... ในสังขาร ... ในวิญญาณ เป็นผู้ข้องในวิญญาณ เป็นผู้เกี่ยวข้อง
ในวิญญาณนั้น ฉะนั้น จึงเรียกว่า สัตว์.

**** ในทางตรงข้าม
ถ้าไม่มี ความพอใจ ความกำหนัด
ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในรูปแล เป็นผู้ข้องในรูป เป็นผู้เกี่ยวข้องในรูปนั้น ฉะนั้น
จึงเรียกว่า ....อะไร?
เพราะเหตุที่ไม่มีความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก
ในเวทนา ... ในสัญญา ... ในสังขาร ... ในวิญญาณ เป็นผู้ไม่ข้องในวิญญาณ เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง
ในวิญญาณนั้น ฉะนั้น จึงเรียกว่า  ....อะไร?

มันก็คือ สภาวะนิพพานใช่หรือไม่ แม้ไม่ต้องกล่าวถึงสิ่งๆหนึ่งอะไรทั้งนั้น
เอาตามพระสูตร นี่ล่ะ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 20-10-2019 23:16 , Processed in 0.070158 second(s), 19 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน