กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 664|ตอบกลับ: 7

พืช สัตว์ อื่นๆ

[คัดลอกลิงก์]

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 22-9-2017 01:20:27 |ดูโพสต์ทั้งหมด
บนโลกนี้ มีพืช สัตว์ และอื่นๆ /สิ่งมีชีวิตบางชนิดขาดครึ่ง ได้เป็นสองตัว บางชนิดตัวเล็ก เช่นไรฝุ่น บางชนิด อยู่ในตัวสัตว์อื่น เช่น ปรสิตต่างๆ มีหลักพิจารณาอย่างไรว่าเป็นสัตว์ในแง่สีลห้า และการจัดการกับพวกสิ่งมีชีวิตที่ไม่ต้องการ เช่น ปรสิต ไรฝุ่น เป็นต้น

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 24-9-2017 10:10:51 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พระองค์ทรงลงรายละเอียดพรากสัตว์เสียจากชีวิต ถึงแม้เพียง มดดำ มดแดง มิได้ตรัสลงไปลึกถึงระดับเชื้อโรค หรือ จุลชีพ กรณีพวกเห็บ หมัด สำหรับผมก็รวมอยู่ในนั้นด้วย(เช่นเดียวกับมดดำ แดง)  แต่สำหรับพวกแบคทีเรีย จุลชีพขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ผมไม่คิดเช่นนั้น

การปรุงยาถ่ายของหมอชีวกฯ เพื่อรักษาอาการอาพาธของพระศาสดา [ทางอ้อมคือ ต้านเชื้อโรค หรือ แม้ถึงที่สุดคือทำลาย(ทำให้ตาย)] พระองค์ก้ไม่ได้ตรสลงรายละเอียดถึงระดับมีการฆ่า แต่เพียงเพื่อรักษาโรค เท่านั้น

ส่วนใดที่ไม่ใช่อาบัติ แต่ถือว่าเป็นอาบัติ อาสวะทั้งหลายก็เกิดขึ้นได้ด้วยเหตุอย่างนี้ สำหรับผม ไม่ได้คิดปลงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ที่เรียกว่าเชื้อโรค แต่ผมวางจิตไว้ก่อนว่า เราทำเพื่อรักษาอาการอาพาธให้หายไป หรือไม่เป็นเพื่อความลำบากต่อการประพฤติพรหมจรรย์

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 24-9-2017 13:46:48 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พยาธิ เทียบเท่ามดดำมดแดงหรือไม่
สำหรับปุถุชนแม้ฆ่าบ้างก็ไม่แปลก

แต่โสดาบันมีสีลบริบูรณ์หมายถึง
ไม่มีเจตนาฆ่าสัตว์แม้แต่ตัวเดียว
แม้มดดำมดแดงใช่หรือไม่

แล้วโสดาบัน แม้ตั้งเจตนาไม่ฆ่าแต่รักษาโรค
แต่ก็รู้อยู่ว่าทำเช่นนี้ อาจมีสัตว์ต้องตาย
จุลชีพนี่ผมไม่สงสัย สงสัยไอ้ตัวไหญ่ๆ เช่น พยาธิ

กินยาฆ่าพยาธิถือว่าฆ่าสัตว์หรือไม่

5

กระทู้

1

เพื่อน

304

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
202
ความดี
52
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
17-10-2018
โพสต์เมื่อ 25-9-2017 14:43:42 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย อมร เมื่อ 25-9-2017 14:59

สารีบุตร ! ในวัตรสี่อย่างนั้น นี้เป็น เชคุจฉิวัตร
(วัตรในความเป็นผู้รังเกียจ) ของเรา คือ สารีบุตร ! เรานั้น
มีสติก้าวขาไป มีสติก้าวขากลับ โดยอาการเท่าที่ความเอ็นดู
อ่อนโยนของเราพึงบังเกิดขึ้น แม้ในหยาดแห่งน้ำ� ว่าเราอย่า
ทำ�สัตว์น้อยๆ ทั้งหลาย ที่มีคติไม่เสมอกันให้ลำ�บากเลย.
สารีบุตร ! นี้แลเป็นวัตรในความเป็นผู้รังเกียจของเรา.

ความเห็นส่วนตัวผมถ้ารู้ว่าเป็นสัตว์แล้วฆ่าก็ผิดอยู่ดี



๓. สิกขาบทเกี่ยวกับการจงใจพรากสัตว์เสียจากชีวิต
“ภิกษุผู้อุปสมบทแล้ว ไม่พึงจงใจพรากสัตว์เสียจากชีวิต โดยที่สุดกระทั่งมดดำมดแดง
ภิกษุใดจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิตโดยที่สุดกระทั่งยังครรภ์ให้ตกไป
ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสาย พระศากบุตร...เปรียบเหมือนแผ่นศิลาหนา
แตกออกเป็น ๒ เสี่ยงจะประสานให้สนิทเป็นแผ่นเดียวกันอีกไม่ได้
การจงใจพรากกายมนุษย์เสียจากชีวิต อันเธอไม่พึงกระทำจนตลอดชีวิต”
(อกรณียกิจ มหาวรรค ภาค ๑/ ดูหน้า ๒๒๒)
- ภิกษุจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต ฯลฯ (ปาราชิก ข้อ ๓/ ดูหน้า ๑๖)


- ภิกษุแกล้งพรากสัตว์เสียจากชีวิต (ปาจิตตีย์ วรรค ๗, ข้อ ๑/ ดูหน้า ๑๔๖)
- ภิกษุรู้อยู่บริโภคน้ำมีตัวสัตว์ (ปาจิตตีย์ วรรค ๗, ข้อ ๒/ ดูหน้า ๑๔๗)
- ภิกษุรู้อยู่ว่าน้ำมีตัวสัตว์ รดหรือให้รด ซึ่งหญ้าหรือดิน (ปาจิตตีย์ ว.๒, ๑๐/ ๑๐๕)
- ภิกษุพรากภูตคาม (ตัดทำลายต้นไม้) (ปาจิตตีย์ วรรค ๒, ข้อ ๑/ ๙๖)
- ภิกษุขุดหรือให้ขุด ซึ่งปฐพี (ปาจิตตีย์ วรรค ๑, ข้อ ๑๐/ ดูหน้า ๙๕)
- ภิกษุเผากองหญ้า (ทุกกฏ ขุททกวัตถุขันธ์ จุลวรรค ภาค ๒/ ดูหน้า ๓๑๖)

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 25-9-2017 21:13:05 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 25-9-2017 21:21

พยาธิ เทียบเท่ามดดำมดแดงหรือไม่
********************
ขนาดบางตัวเกินมดดำ แดง



แต่โสดาบันมีสีลบริบูรณ์หมายถึง
ไม่มีเจตนาฆ่าสัตว์แม้แต่ตัวเดียว
แม้มดดำมดแดงใช่หรือไม่

**************************
ถูกต้อง

แล้วโสดาบัน แม้ตั้งเจตนาไม่ฆ่าแต่รักษาโรค
แต่ก็รู้อยู่ว่าทำเช่นนี้ อาจมีสัตว์ต้องตาย
จุลชีพนี่ผมไม่สงสัย สงสัยไอ้ตัวไหญ่ๆ เช่น พยาธิ

กินยาฆ่าพยาธิถือว่าฆ่าสัตว์หรือไม่

*******************************
กรรม เกิดจากเจตนาที่ดำริขึ้น หากคิดว่ากินยาเพื่อฆ่าพยาธิ อกุศลทางจิตเกิดไหม ว่าสัตว์เหล่านี้ต้องล้มตายเพราะเรา นั้นเป็นอกุศลวิตกของเขา ว่าไปเบียดเบียนสัตว์ที่ไม่เห็นด้วยซ้ำว่าอยู่ตรงไหน สำหรับตัวผม ผมกินยาไม่เคยคิดว่ากินเพื่อฆ่าเชื้อโรคใดๆ ผมกินยาเพียงเพื่อบำบัดทุกขเวทนาอันเกิดจากอาพาธ ต่าง ๆ และเพียงเพื่อความเป็นผู้ไม่ต้องทนทุกข์เป็นอย่างยิ่ง เมื่อผมดำริเช่นนี้ อาสวะอันเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตทั้งหลาย อันเป็นเครื่องคับแค้นและเร่าร้อน จะไม่พึงบังเกิดขึ้น อาสวะเหล่านี้ไม่พึงเกิดขึ้นแก่ผม ผมละได้ด้วยการเสพยาด้วยเหตุอย่างนี้   

มีในสมัยที่พระศาสดาทรงเทศน์สอนภิกขุ จุดเทียนไข แล้วมีแมลงเม่าบินตกลงมาตายเพราะเปลวไฟนั้น นั้นก็เช่นกัน พระศาสดาไม่ได้ต้องการจุดเทียนเพื่อล่อให้แมลงเม่าตกลงมาตาย แต่การกระทำนี้ก็เป็นเหตุให้แมลงเม่าต้องตาย บาปอกุศลนี้พึงตกอยู่ที่พระศาสดาหรือไม่ ?

6

กระทู้

0

เพื่อน

200

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
105
ความดี
49
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
20-1-2018
โพสต์เมื่อ 2-10-2017 02:17:29 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ดูดแล้วเอาไปทิ่งที่อื่นเอาอะ ส่วนพวกเชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส ผมไม่นับว่าเป็นสัตว์อ่ะ

0

กระทู้

0

เพื่อน

30

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
17
ความดี
5
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
9-10-2017
โพสต์เมื่อ 3-10-2017 06:16:02 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แม้แต่สัตว์ตัวเล็กตั้งแต่เซลเดียวหรือแม้แต่พิช หรืออะตอม ก็มีการดิ้นรนเอาตัวรอดพยายามคงตัวไว้เหมือนกัน ก็นับว่าเป็นสิ่งที่มีชีวิตแหละครับ ตามศึล 5 ผมว่าอยู่ที่เจตนามากกว่า คนไม่รู้คำสอนตัดต้นไม้ไปบางคนก็มีความรู้สึกผิดเช่นกันความผิดแม้เพียงนิดน้อยก็พาเขาไปลงนรก ได้หากไม่ได้ฟังคำสอนการอบรมจิตอบรมปัญญา

6

กระทู้

0

เพื่อน

200

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
105
ความดี
49
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
20-1-2018
โพสต์เมื่อ 3-10-2017 09:48:46 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ไม่ครับ คุณต้องแยกให้ออกระหว่าง สัตว์ในความหมายพระพุทธศาสนา สัตว์ในความหมายวิทยาศาสตร์ และ สิ่งมีชีวิต

พืชและไวรัส เป็นสิ่งมีชีวิต แต่ไม่ใช่สัตว์ ในทางวิทย์และพระพุทธศาสนา ทั้งๆที่ประกอบด้วย"เซลล์"หลายล้านๆ"เซลล์"

สัตว์ = ไม่มีพนังเซลส์,มีเยื่อหุ้มเซลส์
พืช = มีพนังเซลส์,มีเยื่อหุ้มเซลส์

ต่อมา เรื่องของสัตว์ในเชิงวิทย์กับพุทธศาสนา  สิ่งมีชีวิตตั้งแต่ เซลล์เดียวขึ้นไป ไม่มีพนังเซลส์แต่มีเยื่อหุ้มเซลส์ มีการสืบพันธุ์และต้องการพลังงานในรูปแบบต่างๆ (เช่น กิน,การย่อยสารอาหาร,การแลกเปลี่ยนก๊าซ) พวกนี้คือสัตว์ในความหมายวิทย์

ต่อมาในเชิงพระศาสนา เราเรียกว่า สัตตานัง อ้างอิงจาก "สัตตสูตร"

"พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรราธะ เพราะเหตุที่มี ความพอใจ ความกำหนัด
ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในรูปแล เป็นผู้ข้องในรูป เป็นผู้เกี่ยวข้องในรูปนั้น ฉะนั้น
จึงเรียกว่า สัตว์"

หมายความว่านอกจากมีรูปคือร่างกาย ที่ประกอบด้วยเซลล์หลายล้านๆเซลล์ ต้องมีจิตใจด้วย มีกิเลส มีความอยาก มีความโลภ ความหลง สรุปคือมีจิตใจ  จึงนับว่าเป็นสัตว์

แต่พอมาเป็นพวกสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว อย่างเม็ดเลือดขาวที่ไล่กินเชื้อโรค หรือแบคทีเรีย พวกนี้ไม่มีจิตใจ อย่างที่ว่า
ไม่งั้นร่างเราคงประกอบไปด้วยสัตตานังหลายล้านๆ ซึ่ง พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสครับ ท่านบอกว่ากายแตกทำลายก็มีเพียงจิตด้วยเดียวที่ท่องเที่ยวไปอยู่ตามภพต่างๆเท่านั้น

ต่อให้มีการสร้างหุ่นยนต์ AI เลียนแบบมนุษย์ ขึ้นมาก็ไม่นับว่าเป็นสัตว์เพราะพวกมันไม่มีจิตใจเช่นกัน

ต่อมาเรื่องตัดพืชตกนรก อันนี้คือมั่ว พระพุทธเจ้าห้ามฆ่าสัตว์เบียดเบียนสัตว์ แต่ไม่เคยห้ามฆ่าพืชหรือเบียดเบียนพืช มีแต่ภิกษุห้ามพรากของเขียว แค่นั้น เพราะพืชมันก็แค่รูปที่ไม่มีจิต ไม่ใช่สัตตานัง จึงไม่เกิดบาปกรรมใดๆ ยกเว้น คุณไปตัดพืชที่เจ้าของไม่อนุญาติ จึงเกิดกรรมระหว่างคุณกับเจ้าของพืช  แค่นั้น พืชไม่เกี่ยวอะไรเลย

ส่วนอะตอม อะตอมเกิดมาตามธรรมชาติตั้งแต่บิ๊กแบง เหมือน กรวด ทราย หิน เป็นแค่สสารอย่างนึงเป็นเพียงส่วนประกอบของรูป  ไม่นับเป็นสิ่งมีชีวิตด้วยซ้ำ ดังนั้นไม่น่าจะเป็นประเด็นอะไร


ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 15-12-2019 08:25 , Processed in 0.097324 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน