กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 704|ตอบกลับ: 8

สอบถามครับ

[คัดลอกลิงก์]

5

กระทู้

1

เพื่อน

283

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
235
ความดี
25
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
18-4-2017
โพสต์เมื่อ 13-4-2017 17:43:01 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เวลาดูข่าวเครื่องบินตกคนตายยกลำเลยหรือว่าข่าวสงครามคนตายมากมาย ผมก็รู้สึกเฉยไม่ได้เสียใจไม่ได้สะใจอะไร แต่เวลาสุนัขที่บ้านผมถูรถชนตายผมเสียใจมาก อธิบายแบบธรรมให้ผมเข้าใจทีครับเพราะอะไรผมจึงรู้สึกแบบนี

13

กระทู้

3

เพื่อน

572

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
332
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
1-8-2019
โพสต์เมื่อ 14-4-2017 19:54:59 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอโอกาสนะคะ

แล้วถ้าเป็นสุนัขบ้านของคนอื่นที่คุณ porasat ไม่เคยได้เห็นและก็ไม่เคยรู้จัก ถูกรถชนตาย
คุณ porasat ก็จะยังเสียใจมากอยู่ไหมคะ?

ลองศึกษาจากพระสูตรนี้ดูนะคะ
คันธภกสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/pi ... tem=627&items=2

แสดงความคิดเห็น

porasat  ทำไม่คนตายทั้งคนผมถึงไม่รู่สึกอะไรเลยหรือผมปัญญาอ่อน  โพสต์เมื่อ 15-4-2017 01:25
porasat  ขอบคุณครับหาพระสูตรมาให้ผมอ่านด้วยใจดีจัง  โพสต์เมื่อ 15-4-2017 00:43

5

กระทู้

1

เพื่อน

283

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
235
ความดี
25
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
18-4-2017
โพสต์เมื่อ 15-4-2017 01:40:02 |ดูโพสต์ทั้งหมด
crème ตอบกลับเมื่อ 14-4-2017 19:54
ขอโอกาสนะคะ

แล้วถ้าเป็นสุนัขบ้านของคนอื่นที่คุณ poras ...

แล้วถ้าผมน้อมพระสูตรนี้มาคิดในขัน5 คือไม่มีฉันทะในตัวเองแบบนี้ถือว่าผมคิดถูกใหมครับกลัวเป็นบ้าจังเลยขอบคุณครับ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 15-4-2017 09:34:08 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เวลาดูข่าวเครื่องบินตกคนตายยกลำเลยหรือว่าข่าวสงครามคนตายมากมาย ผมก็รู้สึกเฉยไม่ได้เสียใจไม่ได้สะใจอะไร แต่เวลาสุนัขที่บ้านผมถูรถชนตายผมเสียใจมาก อธิบายแบบธรรมให้ผมเข้าใจทีครับเพราะอะไรผมจึงรู้สึกแบบนี
******************************
ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ นั้นเกิดจากแต่สิ่งอันเป็นที่รัก ที่พอใจ นี้เป็นผลของความรัก อปุมาด้วย ของที่กิน ที่ลิ้ม ที่เคี้ยว ที่ดื่ม มีอุจจาระ ปัสสาวะ เป็นผล อย่างนั้น เมื่อเว้นจากสิ่งที่รัก ที่พอใจแล้ว ความโศกย่อมไม่มี บุคคลผู้มีบุตร ก็เศร้าโศกเพราะบุตร บุคคลผู้มีสุนัขก็ย่อมเศร้าโศก เพราะสุนัข เป็นอย่างนี้  ดังนั้นบุคคลจึงไม่พึงทำสัตว์(ความมีราคะ ฉันทะ นันทิ ตัณหา ในอุปาทานขันธ์) หรือสังขารให้เป็นที่รัก เพราะการพลัดพรากจากสัตว์และสังขารอันเป็นที่รักที่มีชาติเป็นปัจจัย นั้นเป็นทุกข์ เป็นภัย อย่างยิ่ง พึงปฏิบัติเพื่อคลายฉันทราคะ ต่อไปนะครับ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 15-4-2017 09:38:26 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ทำไม่คนตายทั้งคนผมถึงไม่รู่สึกอะไรเลยหรือผมปัญญาอ่อน
*****************************
เพราะเกิดจากความกำหนัดด้วยความพอใจ (ฉันทราคะที่เข้าไปมีในอุปาทานขันธ์คืออุปาทาน) คือสังโยชน์ (เครื่องร้อยรัด เครื่องผูก) ความพอใจที่เข้าไปมีอยู่ในสิ่งใด สัตว์ชื่อว่าถูกธรรมเหล่านั้นผูกไว้แล้ว ตรัสว่า การติดใจนั้นคือ สังโยชน์ ถึงมีพุทธพจน์กล่าวว่า เมื่อละฉันทราคะได้ ก็จบกิจที่ควรทำสำหรับพรหมจรรย์นี้ได้เช่นกัน (เป็นพระอรหันต์) ฉันทราคะนี้ มีตั้งแต่ปุถุชน จนถึงระดับ อนาคามี ส่วนปุถุชน เมื่อถูกฉันทราคะเข้าครอบงำจิตแล้ว ย่อมมีความสะดุ้งกลัว ความหวั่นไหวเกิดขึ้น และไม่รู้อุบายอันเป็นเครื่องออกไปจากธรรมเหล่านั้น ครั้นทุกขเวทนาถูกต้องอยู๋ ก็ย่อมเศร้าโศก คร่ำครวญ รำพัน ทุบอกร่ำไห้ ถึงความหลงใหล (เป็นต้น) ทรงตรัสเรียกว่า เป็นผู้จมอยู่ในบาดาล ที่มีที่ยืนเหยียบไม่ถึง ส่วนอริยสาวกโสดาบัน เมื่อทุกขเวทนาเกิดแต่อวิชชาสัมผัส ย่อมเศร้าโสก ระทมใจ คร่ำครวญ ร่ำไห้ แต่จะเป็นผู้ระลึกถึงบทแห่งธรรม(ที่สดับ) มานั้นๆได้ ย่อมทราบ ทุกขเวทนา ถึงความเกิด ความดับ ความตั้งอยู่ไม่ได้ และมีอุบายเป็นเครื่องออกไปได้จากทุกขเวทนานั้น ย่อมปฏิบัติต่อเพื่อละความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด เป็นที่สุด ทรงเรียกว่าเป็นผู้ไม่จมแล้วในบาดาล มีที่ยืนเหยียบถึง นี้คือ ความผิดแผกแตกต่างกันระหว่าง ปุถุชน กับ อริยสาวก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 15-4-2017 09:41:33 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แล้วถ้าผมน้อมพระสูตรนี้มาคิดในขัน5 คือไม่มีฉันทะในตัวเองแบบนี้ถือว่าผมคิดถูกใหมครับกลัวเป็นบ้าจังเลยขอบคุณครับ
*********************
พระสูตรที่ยกมานั้น ตรงแล้ว ถูกต้องแล้ว อุปาทานเป็นเหตุของความทุกข์ การละฉันทะ(ความพอใจ) ต้องไปถามถึงเหตุว่า ฉันทะ มีอะไรเป็นสมุทัย(เหตุ) ทรงตรัสไว้ว่า เกิดจากการตรึก คือวิตก (มีสัญญา เป็นสมุทัย) บุคคลที่เมื่อเจอผัสสะแล้วเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์อย่างที่กล่าวมานี้ เพราะว่า เมื่อเสวยเวทนา ย่อมมีสัญญาซึ่งเวทนานั้นอยู่ ครั้นมีสัญญาในเวทนานั้น ย่อมตรึกซึ่งเวทนานั้น เมื่อตรึกถึงบ่อยๆ ส่วนสัญญาเครื่องความเนิ่นช้า ย่อมครอบงำบุคคลนั้นผู้เนิ่นช้าอยู่ที่เวทนานั้นเป็นเหตุ จึงยังไม่พ้นไปจากทุกข์เพราะเวทนานั้นที่ตนเสวยอยู่(วนไปวนมา)

ดังนั้นหากไม่อยากทุกข์เพราะสุนัขตายไป ขอให้พึงกำหนดรู้ในทุกขเวทนา (ถึงความเป็นอนิจจลักษณะ) นี้คืออุบายเป็นเครื่องออก เพราะทุกข์เวทนานั้นที่ตนมีอยู่เพราะอาศํยความเข้าไปเพลิดเพลินติดอกใจ ยินดี บ่นถึง (ทั้งๆที่ไม่ได้อยาก แต่เพราะน้อมไปด้วยอำนาจของตัณหา) มีอยู่ ความเพลินที่เข้าไปมีในทุกขเวทนานั้น อันบุคคลละได้แล้วด้วยการพิจารณาทุกขเวทนานั้นว่าเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีปัจจัยปรุงแต่งแล้วเกิดขึ้น สิ่งใด(ทุกขเวทนา) ไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวตน ย่อมเห็นความดับไปเป็นธรรมของสิ่งนั้น  เมื่อนั้นย่อมเกิดปัญญาขึ้นว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เป็นลำดับอย่างนี้ (กระทำบ่อยๆ อย่างติดต่อ ไม่บกพร่อง ไม่ขาดสาย ก็จะเป็นพระอรหันต์ได้) การพิจารณาถึง ขันธ์ ไม่ใช่ตัวตนนั้น ต้องเห็นความดับเกิดขึ้นก่อน จะเห็นความดับ จิตต้องตั้งมั่นเป็นสมาธิ การเห็นนี้ เป็นการเห็นด้วยปัญญา ตามที่เป็นจริง ไม่ใช่การตริตรึกเอา เพราะเมื่อเห็นด้วยปัญญาตรงตามที่เป็นจริง จึงย่อมเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เข้าวิมุตติได้เลยทีเดียว นั้นคือ อเสขบุคคล เราผู้ยังต้องปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่ายอยู่ ชื่อว่าเสขบุคคล จึงต้องศึกษาไปตามลำดับ ปฏิบัติไปตามลำดับ และกระทำไปตามลำดับ นะครับ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 15-4-2017 11:04:23 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ทำไม่คนตายทั้งคนผมถึงไม่รู่สึกอะไรเลยหรือผมปัญญาอ่อน
*****************************
บุคคลบางคนแม้เพียงแค่ได้ยินว่า มีข่าวการตายของบุคคลใด(ที่เขาไม่ได้รู้จักด้วย) ก็เกิดความสลดสังเวช (มีอภิณหปัจจเวกขณะได้) บุคคลนี้มีอินทรีย์กล้า  คือ ศรัทธา สติ วิริยะ สมถะ และ วิปัสสนา ถึงความตั้งความเพียรโดยแยบคาย(โยนิโสมนสิการในธรรมที่ได้สดับมาก่อน สติย่อมเกิดขึ้นได้) ก็จะมีตนส่งไปในแนวของธรรม ปฏิบัติเพื่อความพ้นไปจากทุกข์ได้ นี้คืออุปมาด้วยม้าอาชาไนยที่คู่ควรของพระราชา ที่ครั้นเมื่อเห็นเงาปฏักของนายสารถี ก็ถึงกับวิ่งได้เลย ไม่ต้องให้มาจิ้มที่รูขุมขน หนัง หรือ เข้าถึงกระดูก ซึ่งในกรณีของคุณผู้ถาม เมื่อเกิดความทุกข์รวบรัดขึ้นมาภายในใจตนครั้นสูญเสียสิ่งที่ตนได้รู้จัก ได้คุ้นเคย ได้ไป ได้มา ได้อยู่ร่วมกันกับสิ่งที่รัก คือ สุนัขนี้ แล้วเกิดความสลดสังเวช มีตนส่งไปในแนวแห่งธรรม (ถึงความโยนิโสมนสิการว่า ชิวิตเป็นของไม่เที่ยง น้อยนิดเดียว สั้นนัก จะต้องไปสู่สัมปรายภพ พึงกระทำกุศล พึงประพฤติพรหมจรรย์ พึงถูกต้องด้วยปัญญา เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้ว จะไม่ตายไม่มี เป็นต้นอย่างนี้) จะเปรียบด้วยม้าอาชาไนย ประเภทที่ ๓ คือ ทุกข์เกิดกับบุคคลที่เรารัก

แสดงความคิดเห็น

porasat  สาธุครับ  โพสต์เมื่อ 15-4-2017 11:36
porasat  ขอบคุณครับ  โพสต์เมื่อ 15-4-2017 11:27

13

กระทู้

3

เพื่อน

572

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
332
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
1-8-2019
โพสต์เมื่อ 15-4-2017 22:37:29 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขออนุโมทนาสาธุกับคุณคมสันด้วยค่ะ

13

กระทู้

3

เพื่อน

572

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
332
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
1-8-2019
โพสต์เมื่อ 15-4-2017 22:56:08 |ดูโพสต์ทั้งหมด
porasat ตอบกลับเมื่อ 15-4-2017 01:40
แล้วถ้าผมน้อมพระสูตรนี้มาคิดในขัน5 คือไม่มีฉันทะใน ...

ส่วนตัวครีมก็เข้าใจว่าต้องทำเช่นนั้นเหมือนกันค่ะ


กุกกุฬวรรคที่ ๔
http://www.84000.org/tipitaka/pi ... em=334&items=12

สัตตัฏฐานสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/pi ... tem=118&items=7
*ถ้าอ่านเนื้อความแบบพระสูตรเต็ม
สังเกตว่า ผู้ปฏิบัติสามารถเลือกฝึกละฉันทราคะที่ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งก็ได้

ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 16-9-2019 13:09 , Processed in 0.150949 second(s), 23 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน