กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 1657|ตอบกลับ: 12

การละลึกชาติ

[คัดลอกลิงก์]

15

กระทู้

0

เพื่อน

226

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
142
ความดี
48
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
3-3-2019
โพสต์เมื่อ 6-3-2017 21:15:34 |ดูโพสต์ทั้งหมด
มีความไม่กระจ่างเกียวกับ การเกิดดับของสัญญาครับ .. ขัณทั้ง5 เกิดและดับ สลับไปตลอดทัเงวันทั้งคืน  และสิ่งทั้งหลายก็เป็นอนัตตา คือ เกิดเพราะเหตุ และดับไปตามเหตุ  .. สิ่งที่สงสัยคือ หากขัณทั้งหลายไม่ใช้เรา  .. เรามีได้เพราะมีปัจจัย ไม่มีตัวตนจริง ... แล้ว การที่พระพุทธเจ้า และ สาวก ระลึกถึงชาติที่ได้กำเนิดมา  ระลึกได้มาก .. สิ่งที่ระลึกได้ คืออะไรครับ   แล้วนั้นนับว่าเป็นเรามาก่อนหรือไม่ครับ

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 7-3-2017 00:21:03 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 15-3-2017 14:46

รถคันหนึ่งมีล้อมีอะไรนับร้อยนับพันเป็นส่วนประกอบ แต่ละอย่างมีชื่อมีที่มาที่ไป แต่มารวมกันเข้าเรียกว่ารถ แต่รถเมื่อผุพังไป ชิ้นส่วนกระจัดกระจาย รถหายไปใหน "เรา" ก็เหมือนกัน

ขันธ์ทั้งหลายไม่ใช่"เรา"(ตัวตนเที่ยงแท้) ขันธ์ทั้งหลายมีได้เพราะเหตุปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายไม่มีตัวตนจริง เพราะไม่ได้มีขึ้นลอยๆ แต่มีที่มาที่ไปมีส่วนประกอบ ล้วนมีเหตุปัจจัยประกอบกันขึ้น

มนุษย์ มีอวัยวะต่างๆ ในทางกายส่วนหนึ่งก็ต้องมีพ่อแม่ ไม่ได้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่ ต้องมีสัตว์ที่มีกรรม ส่งผลมาให้เกิดในท้องแม่ ทำให้มีขันธ์๕ และขันธ์ทั้ง๕ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ เช่น ความรู้สึกสุข ทุกข์ เเฉยๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีอะไรมากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง หรือใจ เป็นต้น ลองหาดูว่า อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า"เรา" มองเข้ามาภายในความรู้สึก ตัวความคิด ณ ตอนที่อ่านคอมเม้นอยู่นี้ว่า อะไรที่ปรากฏในขณะนี้ ที่ไม่สามารถแจกแจงเป็นขันธ์ใดขันธ์หนึ่งได้บ้าง? สิ่งที่เราบอกว่าเป็น"เรา"อยู่ที่ใหน อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า"เรา" ถ้าหาเจอหรือหาไม่เจอ ก็ตามก็จะเป็นบันไดไปสู่คำตอบของคำถาม ถ้าหาเจอสิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งในขันธ์5 ถ้าหาไม่เจอก็เพราะสิ่งที่เรามองหา ที่จิตรับรู้ได้ ไม่เกินไปกว่าขันธ์5 ดังนั้น เรา จึง หา เรา ไม่เจอ เมื่อไม่มี "เรา" ก็จะไม่สามารถถามในสิ่งที่เกี่ยวกับ "เรา" ได้

17

กระทู้

0

เพื่อน

1569

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1231
ความดี
177
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
9-9-2019
โพสต์เมื่อ 7-3-2017 08:40:42 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย zmata เมื่อ 27-6-2017 14:30

สิ่งที่ระลึกได้ คือ ขันธ์ที่(วิญญาณ)อยู่อาศัยในชาติก่อน โดยวิญญาณของเราอาศัยอยู่ในกาย(รูปขันธ์) เนื่องอยู่ในกาย
ที่มา http://www.84000.org/tipitaka/re ... =9&item=131&items=2
กับ
ที่มา http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=14&A=4182&Z=4496

(ขันธ์)นั้นนับว่าเป็นเรามาก่อน เพราะเราเป็นอนัตตา คือ เรามีเราเป็นในแต่ละชาติแต่เราเป็นเรามีอยู่ชั่วคราว เวียนว่ายเกิดๆดับๆมาหลายชาติ เช่น พระโสดาบันตลอด 7 ชาติเป็นบุคคลเดียวกัน พระสูตรที่แปลศัพท์ว่า "ไม่เป็นเรา" นั้นไม่ถูกต้องเพราะคำสอนตถาคตไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้งสองคือ สิ่งทั้งปวงมีอยู่ กับ สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่ แต่สิ่งทั้งปวงมีอยู่ชั่วคราว(อนัตตา) พระอรหันต์และสัตว์ประกอบด้วยวิญญาณขันธ์และขันธ์อื่นอีก 1-4 ขันธ์ (สัตว์ไม่ใช่ขันธ์ที่ 6) ถ้าเรามีอุปาทาน(ยึดมั่น) ราคะ(ยึดติด) นันทิ(เพลิน) ฯลฯ ในขันธ์ที่เราอาศัยอยู่ในแต่ละชาติแล้วเราก็มีสภาวะเป็นสัตว์ แต่ถ้าเราไม่มีอุปาทาน ราคะ นันทิ ฯลฯ เราจึงมีสภาวะเป็นพระอรหันต์
ที่มา http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=16&A=385&Z=408
กับ
ที่มา http://www.84000.org/tipitaka/pi ... &Z=4459&pagebreak=0

พุทธวิสัย ฌานวิสัย โลกจินดา วิบากแห่งกรรม เป็น อจินไตย 4 สิ่งที่ไม่ควรคิด
ที่มา http://www.84000.org/tipitaka/book/v.php?B=21&A=2166&Z=2173

แนวคิดหนึ่ง เมื่อสัตว์ตายแล้ววิญญาณจะสร้างกายใหม่เป็นกายอันสำเร็จด้วยใจ เป็นโอปปาติกะ  เช่น เทวดา ผี เปรต มีสมองเหมือนเดิมยังจำชาติที่ผ่านมาได้

แนวคิดสอง ถ้ามนุษย์ต่างดาวมีกล้องส่องทางไกลอยู่ห่างจากโลกนี้ 1 ปีแสง มนุษย์ต่างดาวจะเห็นเหตุการณ์บนโลกเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ถ้าดาวนั้นห่างจากโลกนี้ 1 แสนปีแสง มนุษย์ต่างดาวจะเห็นเหตุการณ์บนโลกเมื่อแสนปีที่แล้ว ดังนั้นหากพระพุทธเจ้าหรือผู้มีอิทธิปาฏิหาริย์อยากจะเห็นเหตุการณ์บนโลกย้อนหลังนานเท่าใดก็หายกายไปปรากฏในอวกาศที่ห่างไกลจากโลกนี้เพียงนั้นก็จะเห็นเหตุการณ์บนโลกย้อนหลังตามต้องการ

แนวคิดสาม... ฯลฯ

ควรปฏิบัติตามมรรค 8 เห็นเป็นสิ่งปรุงแต่ง น่าเบื่อหน่าย ปล่อยวาง อิสระ นิพพาน
จิตวิญญาณพ้นความเป็นสัตว์ จิตหลุดพ้นจากจิตในจิต ตายแล้วจิตวิญญาณไม่อยากสร้างกายอันสำเร็จด้วยใจ หรือไม่หยั่งลงสู่ครรภ์อีก

5

กระทู้

1

เพื่อน

304

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
202
ความดี
52
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
17-10-2018
โพสต์เมื่อ 7-3-2017 08:50:11 |ดูโพสต์ทั้งหมด
วัจฉะเอย !  เมื่อไปบัญญัติอะไรขึ้นมาให้เป็นสัตว์ (ตถาคต) โดยถือเอา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ กลุ่มใดขึ้นมา มันก็ได้, แต่ความยึดถือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สำหรับกลุ่มนี้ ตถาคตเองละได้ขาดแล้ว ถอนขึ้นได้จนถึงรากเง่าของมันแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วนเสียแล้ว ถึงความยกเลิกไม่มีอีก ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปแล้ว.  วัจฉะเอย !  ตถาคตอยู่นอกเหนือการนับว่าเป็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นเสียแล้ว  มันเป็นเรื่องลึกซึ้ง  ที่ใครๆ ไม่พึงประมาณได้  หยั่งถึงได้ยาก  เหมือนดั่งห้วงมหาสมุทรฉะนั้น.  วัจฉะเอย !  ข้อนี้จึงไม่ควรจะกล่าวว่าเกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าไม่เกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าบางทีก็เกิด บางทีก็ไม่เกิด และไม่ควรจะกล่าวว่าเกิดก็ไม่ใช่  ไม่เกิดก็ไม่ใช่  ดังนี้แล.

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 13-3-2017 20:25:55 |ดูโพสต์ทั้งหมด
สิ่งที่ระลึกได้ คืออะไรครับ
******************
จิต

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 15-3-2017 14:47:21 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 15-3-2017 14:48

๒. ผัคคุนสูตร
         [๓๑] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย   อาหาร ๔ เหล่านี้ ย่อมเป็นไป
เพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว หรือเพื่อ   อนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร ๔
เป็นไฉน คือ (๑) กวฬีการาหารหยาบหรือละเอียด (๒) ผัสสาหาร (๓) มโนสัญเจตนาหาร
(๔) วิญญาณาหาร    อาหาร ๔ เหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว
หรือ เพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ
         [๓๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระโมลิยผัคคุนะได้   กราบทูลพระผู้มี
พระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมกลืนกินวิญญาณาหาร    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ตั้งปัญหา
ยังไม่ถูก
เรามิได้กล่าวว่า กลืนกิน [วิญญาณาหาร] ถ้าเรากล่าวว่ากลืนกิน [วิญญาณาหาร] ควร
ตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า  พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมกลืนกิน [วิญญาณาหาร] แต่เรามิได้กล่าว
อย่างนั้นผู้ใดพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า วิญญาณาหาร  ย่อมมีเพื่อ
อะไรหนอ อันนี้ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่าวิญญาณาหารย่อมมีเพื่อความ
บังเกิดในภพใหม่ต่อไป เมื่อวิญญาณาหารนั้นเกิด  มีแล้ว จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็น
ปัจจัย จึงมีผัสสะ ฯ
         [๓๓] ม. พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมถูกต้อง ฯ
     ภ. ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่าย่อมถูกต้อง ถ้าเรากล่าวว่าย่อมถูกต้อง ควรตั้ง
ปัญหาในข้อนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมถูกต้อง แต่ เรามิได้กล่าวอย่างนั้น ผู้ใดพึง
ถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า เพราะอะไรเป็นปัจจัยหนอ จึงมีผัสสะ อันนี้
ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
เพราะผัสสะ   เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ฯ
         [๓๔] ม. พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมเสวยอารมณ์ ฯ
     ภ. ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่า ย่อมเสวยอารมณ์ ถ้าเรากล่าวว่า ย่อมเสวย
อารมณ์ ควรตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมเสวยอารมณ์ แต่เรามิได้
กล่าวอย่างนั้น ผู้ใดถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น  อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า เพราะอะไรเป็นปัจจัย
หนอ จึงมีเวทนา อันนี้ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า เพราะผัสสะเป็น
ปัจจัย จึงมีเวทนาเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ฯ
         [๓๕] ม. พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมทะเยอทะยาน ฯ
     ภ. ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่า ย่อมทะเยอทะยาน ถ้าเรากล่าวว่า ย่อมทะเยอ
ทะยาน ควรตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมทะเยอทะยาน แต่เรามิได้
กล่าวอย่างนั้น ผู้ใดถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น    อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า เพราะอะไรเป็นปัจจัย
หนอ จึงมีตัณหา อันนี้ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า เพราะเวทนาเป็น
ปัจจัย จึงมีตัณหาเพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ฯ
         [๓๖] ม. พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมถือมั่น ฯ
     ภ. ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่า ย่อมถือมั่น ถ้าเราพึงกล่าวว่าย่อมถือมั่น ควรตั้ง
ปัญหาในข้อนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมถือมั่น   แต่เรามิได้กล่าวอย่างนั้น ผู้ใดถามเรา
ผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า เพราะอะไรเป็นปัจจัยหนอ จึงมีอุปาทาน อันนี้
ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะ
อุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
         [๓๗] ดูกรผัคคุนะ ก็เพราะบ่อเกิดแห่งผัสสะทั้ง ๖ ดับด้วยการสำรอก โดยไม่เหลือ
ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ  ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ
อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ  เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและ
มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัส  และอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย
ประการอย่างนี้ ฯ

15

กระทู้

0

เพื่อน

226

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
142
ความดี
48
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
3-3-2019
โพสต์เมื่อ 17-3-2017 12:44:49 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 13-3-2017 20:25
สิ่งที่ระลึกได้ คืออะไรครับ
******************
จิต ...

ปิติมาเมื่อเห็นพี่มาตอบครับ . ถามต่อไปว่า  เมื่อพิจ่รณาในส่วนของ อนิจสัญญา แล้วเกิดความกลัว คือ กลัวว่าเราจะหายไป อาการคล้ายกลัวที่จะปล่อยขอนไม้ที่เกาะอยู่ เพื่อที่จะขึ้นสู่ตลิ่ง  อาการแบบนี้จะต้องศึกษาเพิ้มในส่วนใดครับ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 17-3-2017 22:36:48 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เมื่อพิจารณาในส่วนของ อนิจสัญญา แล้วเกิดความกลัว คือ กลัวว่าเราจะหายไป
อาการคล้ายกลัวที่จะปล่อยขอนไม้ที่เกาะอยู่ เพื่อที่จะขึ้นสู่ตลิ่ง  


*****************************

การเจริญอนิจจสัญญา เมื่อกระทำบ่อย และกระทำให้มาก เป็นไปเพื่อถอนซึ่งความสำคัญว่าเรา นี้ของเรา
แต่ที่กล่าวว่า การกลัวว่าเราจะหายไป พระศาสดาทรงตรัสว่า
เมื่อเจริญอนิจจสัญญา จิตย่อมหวลกลับ งอกลับ ถอยกลับ มีอุเบกขา เป็นอารมณ์
หากการเจริญอนิจจสัญญา แล้วยังกลัว(เกิดเพราะวิญญาณมีความหมุนเวียนไปตามความแปรปรวนของนามรูป)
บุคคลที่มีลักษระเช่นนี้ย่อมเข้าไปติดพัน พัวพันใน ตัณหา อุปาทาน(ธรรมเครื่องสะดุ้ง)
อันเป็นเครื่องถึงทับแแห่งจิต (เป็นอนุสัยแห่งทิฏฐิว่า นี้ของเรา)
จิตย่อมถูกครอบงำ ผู้นั้นจึงย่อมมีความหวาดเสียว มีความลำบากใจ มีความห่วงใย และสะดุ้งอยู่เพราะความถือมั่น
ผู้ที่ยังถือมั่นอยู่ ย่อมปรินิพพานไม่ได้ (แม้ในอารมณ์แห่งอุเบกขา ก็ตาม)

ดังนั้น การเจริยอนิจจสัญญา คือ สัญญาในความไม่เที่ยงของ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดย ๑๑ ลักษณะ
(ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรค หัวฝี ลูกศร ...เป็นของไม่ใช่ตน)
เมื่อเจริญ กระทำให้มาก อยู่อย่างนี้แล้ว ย่อมถอนความเห็นว่า นี้เรา นี้ของเราได้
พระองค์ทรงตรัสว่า อนัตตสัญญาย่อมปรากฏแก่ผู้ได้อนิจจสัญญาแล้ว
และผู้ได้อนัตตาสัญญา ย่อมบรรลุนิพพาน เป็นธรรมอันเกษมจากโยคะไม่มีธรรมอื่นที่ยิ่งไปกว่า อย่างนี้

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 17-3-2017 22:38:37 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 17-3-2017 22:40

อาการแบบนี้จะต้องศึกษาเพิ้มในส่วนใดครับ
*************************
ก่อนหน้าที่จะรู้จักพุทธวจน เคยเจริญสมาธิด้วยการกำหนด พุท โธ จนรู้ว่า ไม่มีคำบริกรรม นี้อยู่แล้ว และมีสัญญาว่า ตนนั้นไม่ใช่ตนที่นั่งทำสมาธิอยู่ เป็นอาการที่เหมือนคนตาย ด้วยความตื่นเต้นในสิ่งที่ได้นั้น กำหนดจิตให้ต้องออกจากสมาธินี้ สมาธิทั้งหมด ก็เคลื่อนหายไปอย่างรวดเร็ว จนต้องรีบลุกแล้วออกไปจากห้องด่วน นั้นเป็นอาการที่ ไม่เคยเจอมาก่อน เหมือนเราจะหายไปจากที่ตรงนั้น
มาถึงวันนี้ ก็รู้ว่า เมื่อเกิดสัญญาแบบนี้ จิตมันจะรู้เองว่า เรามาถึงตรงนี้(อีกแล้ว) มันเป็นสัญญาที่เสพแล้วจะรู้(คุ้น) ปัจจุบันหากมีสัญญาอย่างนี้ ผมมี 2 ทางเลือก คือ อยู่ในสัญญานั้นไป(จนมันดับไปเอง) กับ กำหนดหมายว่า นี้ไม่เที่ยง(ไม่พอใจในที่นั้น พอกำหนดแบบนี้ สัญญาดังกล่าวจะหายไปเอง) แต่ผมจะเลือกวิธีหลังมาก เพราะมีพุทธพจน์บทหนึ่งว่า เป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ฉลาดในการเข้า ฉลาดในการดำรงอยู่ และฉลาดในการออก สัจจสัญญาอย่างหนึ่งดับไป สัจจสัญญาอย่างหนึ่ง(ประณีตกว่า) จะเกิดขึ้น นี้เป็นอย่างนี้

15

กระทู้

0

เพื่อน

226

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
142
ความดี
48
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
3-3-2019
โพสต์เมื่อ 17-3-2017 22:56:51 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบพระคุณครับ  
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 22-9-2019 10:40 , Processed in 0.074073 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน