กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
123
กลับไป ตั้งกระทู้ใหม่
เจ้าของ: pungkung

ถ้า สะเกิดไฟ คือ ได้ภพแล้ว

[คัดลอกลิงก์]

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 5-3-2017 10:39:06 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ที่ว่าจิตคือกระแส มิใช่ดวงๆ นี่ก็เป็นประเด็นควรศึกษาครับ กระแส มีลักษณะอย่างไร การเกิดดับของกระแสมีลักษณะอย่างไร จิตเป็นกระแสเทียบได้กับระบบอนาล็อก จิตเป็นดวงเปรีบยได้กับระบบดิติทัล

เรื่องช่องว่างของจิต จิตเป็นดวง หรือเป็นกระแส รวมไปถึงเรื่องของสัตว์ และประเด็นช่องว่างในที่คับเคบคือนิพพาน เหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกัน และความเห็น การอ้างอิง แนวตรรกะ ที่ต่างกันเหล่านี้ ก็จะขยายตัว เป็นความเห็นต่าง ในหลายๆกระทู้ ในหลายๆประเด็น ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ก็จะไม่ยึดถือความเห็นของใคร ว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า สำหรับผู้ที่ยังไม่ใช่พหูสูต เมื่อครูอาจารย์ มีความเห็นิย่างนี้ก็สันนิษฐานว่าน่าจะถูก เพราะยอมรับว่าปัญญาน้อยกว่าครูอาจารย์ผู้รู้ทั้งหลาย แต่ก็ไม่ฟันธงตาม ต้องมาทานกับพระพุทธวจน ตามหลักกาลามสูตร และหลักการตามรักษาจวามจริง

************************
การนำความรู้ทั้งหมดมาใคร่ครวญ พิจารณาถึงการปฏิบัติด้วยตนเอง จะทำให้รู้ เห็น บรรลุ และกระทำให้แจ้งเป็นที่สุด

แสดงความคิดเห็น

pungkung  สาธุครับ  โพสต์เมื่อ 6-3-2017 12:08

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 5-3-2017 10:39:46 |ดูโพสต์ทั้งหมด
pungkung ตอบกลับเมื่อ 4-3-2017 14:13
เพราะอกนิฏฐภพ มีเพียงแก่อุฏฐังโสโต อกนิฏฐคามี ผู้เด ...

เพราะอกนิฏฐภพ มีเพียงแก่อุฏฐังโสโต อกนิฏฐคามี ผู้เดียว
อีก ๖ พวกที่เหลือ ยังสัญญาให้ไปเกิดในสุทธาวาส (แต่ไม่ได้ทรงตรัสว่า ชั้นไหน)

พิจารณาได้จากพระสูตรใดครับ คือผมไม่เคยได้ยินการอ้างอิงความเห็นนี้มาก่อน เคยได้ยินแต่ฝ่ายความเห็นอื่น

***************************
ผมอาศัยการเชื่อมโยงของพระสูตรหลายๆพระสูตร แต่หลักๆแล้ว
ผมมีความเชื่อมั่นในสังคีติสูตร ของพระสารีบุตร ซึ่งไม่ได้ขัดกับสูตรหลักใดๆทั้งสิ้น ตั้งแต่หมวด 1 - 10
ส่วนหมวด 5 ที่กล่าวถึง อนาคามี ๕ จำพวกนั้น ก็เป็นเช่นนั้น
เพราะเหตุว่า อินทรีย์ที่ที่รองจากพระอรหันต์ คือ อนาคามี อันนี้ เราทราบๆกันอยู่ นี้เป็นสูตรที่ ๑
และมาอีกสูตรที่ตรัสว่า อินทรีย์ที่รองจากพระอรหันต์
คือ อันตราฯ ไปจนถึง อุฏฐังโสโต อกนิฏฐคามี นี้ก็เป็นอีกสูตรหนึ่ง
โดยทั้งสองสูตรนี้ มีมากมายกระจายอยู่(สามารถเข้าไปค้นหา ก็จะเจอโดยง่าย) ดังนั้น จะมีอะไรที่เข้ากันได้ดีไปกว่านี้ไหม ว่า
อนาคามีก็คือกลุ่มของอันตรา - อุฏฐังโสโต นี้คือการเชื่อมโยงที่ ๑

ต่อมาเราทราบกันดีกว่า กลุ่มอันตรา - อุฏฐังโสโต เป็นอุปปาติกะ จะปรินิพพานในภพนั้น
มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป
ก็จะสรุปได้อีกว่า อนาคามีมีสังโยชน์ ๕ ที่สิ้นไปแล้ว ไม่ใช่แค่ ๔
เพราะไม่มีสูตรใดๆเลยที่ทรงตรัสเช่นนั้น แม้จะมีการอ้างว่าในกามสูตรว่า ละกามโยคะได้ เรียก อนาคามี
แต่นั้นก็เป็นการตรัสโดยรวม ซึ่งมีอีกตั้งหลายสูตรที่ทรงตรัสลักษณะเช่นนี้กับพระอรหันต์ ว่า
เพียงละกามได้ เธอคือพระอรหันต์(เช่น ทัพพสูตร)
ดังนั้นการตรัสเพียงว่า อนาคามีละกามโยคะได้ แล้วสรุปเอาว่า
นั้นคือบุคคลละสังโยชน์ได้ ๔ ข้อ (คือถึงแค่กามราคะ ไม่กล่าวถึงพยาบาท) ก็เรียกว่าอนาคามีได้แล้ว จึงไม่ใช่ฐานะที่มีได้

ดังนั้นเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ เราจะสรุปคร่าวๆได้ว่า อนาคามี มี ๕ จำพวก และ ๕ จำพวกนั้น ละสังโยชน์ ๕ ได้หมด
มีพุทธพจน์ที่ทรงตรัสว่า บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน เชื่อแน่ในภพสุทธาวาสในธรรมนี้  บุคคล๕ จำพวกนี้คือ
อันตราปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๑
อุปหัจจปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๑
อสังขารปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๑
สสังขารปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๑
อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีอนาคามีบุคคล ๑
เชื่อแน่ในภพสุทธาวาสในธรรมนี้ ฯ

ดังนั้น หากคุณปังคุง มีความเชื่อแน่ว่า อนาคามี มี ๕ จำพวก ตามที่ผมเทียบเคียงมาให้
ก็คงต้องทราบว่า อนาคามี ๕ จำพวกนี้ ไปสุทธาวาส แน่นอน
เพียง แต่พระองค์ไม่ได้ทรงตรัส บุคคลพวกไหนไปชั้นไหน มีเพียง อุฏฐังโสโตที่ตรัสชัดเจนว่าไปชั้น อกนิฏฐภพ
อนาคามีนั้นเป็นผู้บริบูรณ์ในศีล และสมาธิ ทำพอประมาณในปัญญา นี้คือเหตุผลที่ยังไม่ได้ตรัสรู้
แต่มีความน้อมใจ พอใจ ในสมถะ และ วิปัสสนา(พอใจในสมาธิและตามเห็นอริยสัจ)
สมควรแล้วที่ท่านอนาคามีจะหลุดไปสู่ภพที่ประณีต เพราะการละกามสังโยชน์ได้ และพยาบาท(ปฏิฆะ) ได้หมดสิ้น
คนที่ยังมีกาม กามสัญญา จะเจริญสมาธิเข้าถึงความสงบแห่งจิตไม่ได้แน่นอน
จะป่วยกล่าวไปใยถึง พยาบาทหากยังมีอยู่ในจิต จะไม่เข้าถึงภพอันละเอียดได้ถึงขนาดนี้
นอกเสียจากเทวดาในชั้นกามภพเท่านั้นที่ยังคละเคล้าไปด้วย กาม
ผู้ที่ยังมีความพอใจในกาม ย่อมมีความอิดหนาระอาใจ เกลียดชังในอสุภนิมิต ปฏิฆะย่อมเกิด เป็นแน่
ธรรมข้อนี้ ลองไปใคร่ครวญดู จะทราบด้วยตนเอง ว่า
ทำไม อนาคามี จึงจำเป็นต้องมีคุณสมบัติ ละสังโยชน์รวมได้ ๕ ข้อ ไม่ใช่เพียงแค่ ๔

แสดงความคิดเห็น

pungkung  สาธุครับ  โพสต์เมื่อ 6-3-2017 12:03

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 5-3-2017 10:40:41 |ดูโพสต์ทั้งหมด
pungkung ตอบกลับเมื่อ 4-3-2017 14:48
จิตที่ดับไป(จุติจิต) เมื่อกายแตกทำลาย แต่เพราะยังทำล ...

จิตที่ดับไป(จุติจิต) เมื่อกายแตกทำลาย แต่เพราะยังทำลายตัณหาไม่ได้ สัตว์นี้จึงมีเชื้อเหลืออยู่(สอุปาทิเสสบุคคล) ย่อมไปได้ภพ (เป็นเช่นนั้นเอง)
จิตขณะนี้คุณปังคุงจะเรียกมันว่าอะไรละครับ  เกิดขึ้นหรือยัง หรือ ยังไม่เกิดครับ

//ถ้าพิจารณาตามข้อความ ก็เงื่อนไขบังคับก่อนแล้วว่า ย่อมไปได้ภพ แล้ว

*******************************
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลจำพวกไหน
ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้
ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้
แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้
คือ (พระอนาคามี)ผู้อันตราปรินิพพายี
---------------------
จากพระสูตรนี้ สังโยชน์อันเป็นปัจจัย(คือเหตุ) เพื่อให้ได้ภพ ยังละไม่ได้ มีความหมายเท่ากับ ภพยังต้องได้ ตรงนี้คุณปังคุงเห็นด้วยไหม

แสดงความคิดเห็น

pungkung  สาธุครับ  โพสต์เมื่อ 6-3-2017 12:03

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 5-3-2017 10:42:22 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 5-3-2017 10:44

คำว่าย่อมไปได้ภพ ได้หรือยังในขณะนี้ หรือต้องมีการไปก่อนถึงจะได้
******************************
สัตว์เมื่อทิ้งกายนี้แล้วไปได้กายใหม่ วิญญาณที่จะเป็นไปในภพนั้นๆ(ยังมีราคะ ฯ)
ย่อมเกิดมีขึ้นเพื่ออาศัยลงในนามรูปทันที
ภพย่อมเกิดขึ้นเพราะความเจริญของสังขารทั้งหลายมีมาก่อนแล้ว
ไม่มีการล่องลอยไป หรือมีระยะเวลาลอยตกไปจุ่มลงในฐานที่ตั้งใดๆ
(วิญญาณ นามรูป เป็นสิ่งที่อิงอาศัยกันเกิดทันที กล่าวคือ เมื่อมีวิญญาณ ก็ย่อมมีนามรูป)
อยากให้นึกถึงสูตรพระวักกลิ เมื่อปรินิพพาน พระศาสดาทรงตรัสมารคือกลุ่มควันค้นหาวิญญาณท่านวักกลิ แบบนี้

แสดงความคิดเห็น

pungkung  สาธุครับ  โพสต์เมื่อ 6-3-2017 12:04

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 5-3-2017 10:44:23 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 5-3-2017 10:46

การเกิดลักษณะแบบนี้ถ้ามีการไปมันก็ต้องมีในระหว่าง
****************************
ไม่อยากให้คิดไปเหมือนคน สัตว์ สิ่งของที่มีระยะทาง มีช่องว่าง การเกิดดับของวิญญาณ และ นามรูป เป็นกระแสต่อเนื่องเหมือนการเกิดดับไปของเปลวไฟ เมื่อเชื้อเพลิงที่ตราบใดยังมีอยู่ เปลวไฟก็ยังต้องดับเกิดๆของมันไป ฉันนั้น

แสดงความคิดเห็น

pungkung  สาธุครับ  โพสต์เมื่อ 6-3-2017 12:05

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 5-3-2017 10:46:31 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 5-3-2017 10:48

และที่ถามว่าจิตขณะนี้จะเรียกมันว่าอะไร ก็สรุปไปแล้วด้วยคำว่า "จิตขณะนี้" เมื่อมี"จิตขณะนี้" มันก็ต้องมีกรรม มันก็ต้องเรียกว่า ภพ เพราะมันถูกบังคับด้วยสมมติฐานไนประโยคแต่ต้นแล้ว เพื่อรองรับตรรกะนี้ ก็ว่าจิตเป็นกระแสมิใช่ดวงและไม่มีบัญญัติช่องว่างระหว้างวิญญาณ//

จิตที่ดับไป(จุติจิต) เมื่อกายแตกทำลาย แต่เพราะยังทำลายตัณหาไม่ได้ สัตว์นี้จึงมีเชื้อเหลืออยู่(สอุปาทิเสสบุคคล) + และปฏิสนธิจิตยังไม่เกิดขึ้น ถ้าถามตรงนี้ผมไม่ทราบว่ามันคืออะไร แต่ใม่ใช่ ชาติ จะว่าภพ ได้ ไหม ก็ไม่น่าจะได้ เพราะสมมติฐานน้ียังไม่มีจิต ท่านก็เห็นว่าช่องว่างระหว่างวิญญาณไม่มีบัญญัติ บอกตามตรงว่าไม่มีอะไรจะยืนยันเพราะฟังท่านอื่นมาแล้วพิจารณาเพิ่มเติมบ้าง เท่าที่ความรู้มีอยู่

ตัณหา ราคะ นันทิอันใดในขันธ์5 คือสัตว์ สัตว์นี้ท่องเที่ยวไปตลอดกาลยืดยาวนานถึงเพียงนี้เพราะการไม้รู้ซึ่งอริยสัจทั้ง4

ถ้าจะให้เรียกว่าอะไร ก็เห็นว่า เรียกว่าสัตว์ นี่ล่ะ แต่เปฌนสัตว์ที่ยังไม่ได้กรรม ภพ หรือชาติ จะเรียกสัมภเวสีสัตว์ได้หรือไม่

**********************
สัมภเวสี คือความเป็นสัตว์เกิดมีขึ้นแล้ว ดังนั้น วิญญาณ นามรูปเกิดขึ้นแล้วกอปรด้วยตัณหา อุปาทาน(จึงเรียกว่าสัตว์) ภพจึงมีแล้วแก่สัตว์นั้น เพียงแต่ แสวงหาการเกิดคือ ชาติ ไม่มีสภาวะใดๆลอยไปมาเดี่ยวๆ โดดๆ เพื่อไปหยั่งลง หรือเว้นว่างไว้ หลังจากการตายไปแล้วของสัตว์ใดๆ วิญญาณที่จะเป็นไปเพื่อเข้าถึงภพ จะเป็นวิญญาณที่มีนามรูปหยั่งลงไปแล้วด้วยอำนาจของตัณหา อุปาทาน จึงมีภพเรียบร้อยแล้ว (นิยามของสัตวื เป็นเช่นนั้น) อยู่ที่ว่าจะไปเป็นชาติเมื่อไร หากวิญญาณแตกทำลายไป นามรูปไม่ถึงการเจริญขึ้นได้ ก็มีปรินิพานไป หรือหากยังไม่ปรินิพพาน ก็ไปสู่กายอื่น เป็นอัตภาพต่อไป

แสดงความคิดเห็น

pungkung  สาธุครับ  โพสต์เมื่อ 6-3-2017 12:07
123
กลับไป ตั้งกระทู้ใหม่
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 20-11-2019 11:38 , Processed in 0.093179 second(s), 25 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน