กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
เจ้าของ: pungkung

อนาคามี

[คัดลอกลิงก์]

5

กระทู้

1

เพื่อน

304

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
202
ความดี
52
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
17-10-2018
โพสต์เมื่อ 3-3-2017 19:38:28 |ดูโพสต์ทั้งหมด
สิกฺขาปทานิ  อาทิพฺรหฺมจริยกานิ
พฺรหฺมจริยสารุปฺปานิ   ตตฺถ   ธุวสีโล   จ  โหติ  ฐิตสีโล  จ  สมาทาย
สิกฺขติ  สิกฺขาปเทสุ  โส  ปญฺจนฺนํ  โอรมฺภาคิยานํ  สญฺโญชนานํ  ปริกฺขยา
อุทฺธํโสโต    โหติ    อกนิฏฺฐคามี    โส    ปญฺจนฺนํ    โอรมฺภาคิยานํ
สญฺโญชนานํ    ปริกฺขยา    สสงฺขารปรินิพฺพายี    โหติ   โส   ปญฺจนฺนํ
โอรมฺภาคิยานํ   สญฺโญชนานํ   ปริกฺขยา   อสงฺขารปรินิพฺพายี  โหติ  โส
ปญฺจนฺนํ   โอรมฺภาคิยานํ  สญฺโญชนานํ  ปริกฺขยา  อุปหจฺจปรินิพฺพายี  โหติ
โส   ปญฺจนฺนํ   โอรมฺภาคิยานํ  สญฺโญชนานํ  ปริกฺขยา  อนฺตราปรินิพฺพายี
โหติ   ฯ  อิธ  ปน  ภิกฺขเว  ภิกฺขุ  สีเลสุ  ปริปูรการี  โหติ  สมาธิสฺมึ


ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ  สญฺโญชนานํ     โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕   

5

กระทู้

1

เพื่อน

304

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
202
ความดี
52
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
17-10-2018
โพสต์เมื่อ 3-3-2017 20:04:07 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย อมร เมื่อ 3-3-2017 20:10

เสขสูตรที่ ๒
        สิกขาบทเหล่าใด
เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ สมควรแก่พรหมจรรย์ เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน และมีศีลมั่นคงใน
สิกขาบทเหล่านั้น สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เธอเป็นผู้ผุดขึ้นเกิด จักปรินิพพานใน
ภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ หมดสิ้นไป ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ
เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในปัญญา เธอย่อมล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง ย่อมออกจากอาบัติบ้าง ข้อนั้น
เพราะเหตุไร เพราะไม่มีใครกล่าวความเป็นคนอาภัพเพราะล่วงสิกขาบทนี้


สิกฺขติ  สิกฺขาปเทสุ  โส  ปญฺจนฺนํ
โอรมฺภาคิยานํ  สญฺโญชนานํ  ปริกฺขยา  โอปปาติโก โหติ  ตตฺถปรินิพฺพายี
อนาวตฺติธมฺโม   ตสฺมา   โลกา   ฯ   อิธ  ปน  ภิกฺขเว  ภิกฺขุ  สีเลสุ
ปริปูรการี   โหติ   สมาธิสฺมึ   ปริปูรการี   ปญฺญาย   ปริปูรการี   โส
ยานิ   ตานิ   ขุทฺทานุขุทฺทกานิ  สิกฺขาปทานิ  ตานิ  อาปชฺชติปิ  วุฏฺฐาติปิ
ตํ   กิสฺส   เหตุ   น   หิ   เมตฺถ   ภิกฺขเว  อภพฺพตา  วุตฺตา  ยานิ
จ   โข   ตานิ   สิกฺขาปทานิ   อาทิพฺรหฺมจริยกานิ  พฺรหฺมจริยสารุปฺปานิ
ตตฺถ   ธุวสีโล   จ   โหติ  ฐิตสีโล  จ  สมาทาย  สิกฺขติ  สิกฺขาปเทสุ
โส   อาสวานํ   ขยา   อนาสวํ   เจโตวิมุตฺตึ   ปญฺญาวิมุตฺตึ   ทิฏฺเฐว
ธมฺเม    สยํ   อภิญฺญา   สจฺฉิกตฺวา   อุปสมฺปชฺช   วิหรติ   อิติ   โข
ภิกฺขเว     ปเทสํ    ปเทสการี    อาราเธติ    ปริปูรํ    ปริปูรการี
อวญฺฌานิเตฺววาหํ ๑ ภิกฺขเว สิกฺขาปทานิ วทามีติ ฯ


โอรมฺภาคิยานํ  สญฺโญชนานํ  ปริกฺขยา  โอปปาติโก  

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 3-3-2017 22:21:16 |ดูโพสต์ทั้งหมด
pungkung ตอบกลับเมื่อ 3-3-2017 09:09
ในรูปภพ ในอรุปภพ จะไม่มีความไม่น่ายินดีบ้างหรือครับ ...

รูปสัญญา และ อรูปสัญญา เป็นสมาธิระดับสูง สำหรับผู้ได้สดับ (เท่านั้น)
จึงจะพิจารณาเห็นแม้สัญญาต่างๆนั้น(ในรูปสัญญา และ อรูปสัญญา) เป็นของถูกปรุงแต่ง
สิ่งใดเป็นของถูกปรุงแต่ง สิ่งนั้นย่อมไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา ไม่ควรติดใจ ไม่เป็นที่บ่นถึง และไม่เพลิดเพลินในธรรมนั้น
อินทรีย์กล้าก็จะเป็นอรหันต์ อินทรีย์รองลงมาก็จะเป็นโอปปาติกะ(ผุดเกิดอีกครั้ง)
เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ ๕ ความพอใจ และ เพลิดเพลินในธรรม(สมถะ และวิปัสสนา) นั้น
ซึ่งจากที่ทราบสูตรที่ทรงรับรองว่า ราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ไม่ได้เป็นสิ่งที่ตามนอนในสุขเวทนา หรือ ทุกขเวทนาทั้งหมด
นี้คือความที่ แม้อินทรีย์รองลงมา เพลิดเพลินชอบใจในธรรม(คือ สมถะ  และ วิปัสสนา ที่บรรลุได้นั้น)
บุคคลนี้ ย่อมไม่มีราคานุสัย และ ปฏิฆานุสัยตามนอนอยู่แน่นอนในสมาบัติที่บรรลุได้
อันจะเป็นภพที่ได้เพราะผลแห่งสมับัตินั้นๆ
ส่วนของกามราคะ และ ปฏิฆะ ย่อมไม่มีอยู่ในที่นั้น แล้ว
ไม่เป็นการสมควรหรือที่ จะตรัสว่า บุคคลนี้ ละ สังโยชน์ ๕เบื้องต่ำได้แล้ว

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 4-3-2017 10:11:03 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 4-3-2017 10:15

เป็นพระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี
เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี
เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี
เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี

คำว่า เป็นพระอนาคามี แปลเกินจากพระพุทธวจน

อิธ  ปน
ภิกฺขเว   ภิกฺขุ  สีเลสุ  ปริปูรการี  โหติ  สมาธิสฺมึ  ปริปูรการี  ปญฺญาย
มตฺตโสการี   โส   ยานิ   ตานิ   ขุทฺทานุขุทฺทกานิ   สิกฺขาปทานิ  ตานิ
อาปชฺชติปิ   วุฏฺฐาติปิ   ตํ   กิสฺส   เหตุ   น   หิ   เมตฺถ   ภิกฺขเว
อภพฺพตา   วุตฺตา  ยานิ  จ  โข  ตานิ  สิกฺขาปทานิ  อาทิพฺรหฺมจริยกานิ
พฺรหฺมจริยสารุปฺปานิ   ตตฺถ   ธุวสีโล   จ  โหติ  ฐิตสีโล  จ  สมาทาย
สิกฺขติ  สิกฺขาปเทสุ  โส  ปญฺจนฺนํ  โอรมฺภาคิยานํ  สญฺโญชนานํ  ปริกฺขยา

อุทฺธํโสโต    โหติ    อกนิฏฺฐคามี###

   โส    ปญฺจนฺนํ    โอรมฺภาคิยานํ
สญฺโญชนานํ    ปริกฺขยา   

สสงฺขารปรินิพฺพายี###

    โหติ   โส   ปญฺจนฺนํ
โอรมฺภาคิยานํ   สญฺโญชนานํ   ปริกฺขยา  

อสงฺขารปรินิพฺพายี###

  โหติ  โส
ปญฺจนฺนํ   โอรมฺภาคิยานํ  สญฺโญชนานํ  ปริกฺขยา  อุปหจฺจปรินิพฺพายี  โหติ
โส   ปญฺจนฺนํ   โอรมฺภาคิยานํ  สญฺโญชนานํ  ปริกฺขยา

  อนฺตราปรินิพฺพายี### โหติ   ฯ

แสดงความคิดเห็น

คมสัน  ข้อนั้นผมทราบ แต่สังคีติสูตรทรงรับรองว่า อนาคามี มี ๕ จำพวก  โพสต์เมื่อ 4-3-2017 10:49

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 4-3-2017 10:52:00 |ดูโพสต์ทั้งหมด
pungkung ตอบกลับเมื่อ 4-3-2017 10:11
เป็นพระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี
เป็นพระอนาคามีผ ...

สูตรอื่นๆ ที่หากอินทรีย์รองจากพระอรหันต์ เป็น อนาคามี ...นี้หนึ่งละ
สูตรอื่นๆ ที่หากอินทรีย์รองจากพระอรหันต์ เป็น อันตรา - อุฏฐังโสโต ....นี้อีกหนึ่งละ

ใครหรือ ที่จะมีอินทรีย์รองจากพระอรหันต์ หากไม่ใช่ อนาคามี ๕ จำพวก
บุคคลสาวกของศาสดา ๔ จำพวก นับเรียงตัวได้ ๘ บุรุษ จะมีใครอีกหรือ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 4-3-2017 10:55:52 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 4-3-2017 10:57

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ปฏิบัติด้วยคิดอย่างนี้ว่า  
“ถ้ากรรมไม่มีแล้วอัตภาพของเราก็ไม่พึงมี ถ้ากรรมจักไม่มี อัตภาพของเราก็จักไม่มี
เราย่อมละเบญจขันธ์ที่มีอยู่เป็นอยู่ได้”  ย่อมได้อุเบกขา   
เธอไม่ติดใจในภพ ไม่ติดใจในสมภพ เห็นทางที่สงบอย่างยิ่ง ด้วยปัญญาอันชอบ   
เธอยังมิได้ทำให้แจ้งทางที่สงบนั้นโดยประการทั้งปวง   
ยังมิได้ละมานานุสัย (อนุสัยคือความถือตัว)โดยประการทั้งปวง   
ยังมิได้ละภวราคานุสัย (อนุสัยคือความติดใจในภพ)โดยประการทั้งปวง   
ยังมิได้ละอวิชชานุสัย (อนุสัยคืออวิชชา)โดยประการทั้งปวง   
เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการ สิ้นไป เธอจึงเป็นอันตราปรินิพพายี
-------------------------------------
ยังไม่ได้อรหันต์ ยังต้องยังภพให้เกิดมีขึ้นอีกครั้ง หลังกายแตกทำลายไป อุปปาติกะ เป็นอันตราปรินิพพายี
(อินทรีย์รองจากอรหันต์)

5

กระทู้

1

เพื่อน

304

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
202
ความดี
52
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
17-10-2018
โพสต์เมื่อ 4-3-2017 11:17:29 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ทราบครับ แปลเกิน  แต่ ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ  สญฺโญชนานํ  คือ    โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕   ไม่มี4 และ โอรมฺภาคิยานํ  สญฺโญชนานํ  ปริกฺขยา  โอปปาติโก  แปลว่าต้องเกิดครับ คือเป็นโอปปาติกะ
ผมลองอ่านดูเสขสูตรตั้งแต่1 พระพุทธองค์ตรัสไล่ลำดับ ประเภทของพระอริยะ ที่มีความอ่อนแก่ต่างกันครบไม่ว่าจะไล่จากสูงลงมาต่ำหรือต่ำลงมาสูง  ความเห็นผมคือนอกจากพระอรหันต์ก็ยังต้องเกิดครับ และถ้านิพพานระหว่างจะเกิดแต่ยังไม่เกิดผมก็เรียกอรหันต์ครับ
และผมยังไม่เคยศึกษาว่ามีพระอรหันต์ประเภทเกือบเกิดเลยครับ
ถ้าผมเข้าใจอะไรไม่ถูกต้องขอท่านทั้งหลายโปรดชี้ทางด้วยครับ

แสดงความคิดเห็น

คมสัน  เข้าใจถูกต้องแล้วครับ  โพสต์เมื่อ 4-3-2017 11:27

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 4-3-2017 19:16:22 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 6-3-2017 11:10

ในสังคีติสูตรก็เป็นจริงอย่างท่านว่า ที่หัวข้อขึ้นว่า อนาคามีห้า... ก็ทราบอยู่

ถึงผมจะว่าแปลเกิน แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่ามิใช่อนาคามี อีกประการ ผมก็ว่าไปตามความเห็นของผู้มีสุตะมากบางท่าน เพื่อทดสอบตามหลักมหาปเทศและหลักกาลามสูตร

๗. กามโยคสูตร
         ว่าด้วยผู้ประกอบด้วยกามไปสู่วัฏฏสงสาร
    {๒๗๖} [๙๖]    แท้จริง    พระสูตรนี้    พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว    พระสูตรนี้    พระอรหันต์
กล่าวไว้แล้ว    ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
            “ภิกษุทั้งหลาย    บุคคลผู้ประกอบตนด้วยกามโยคะ    ประกอบตนด้วยภวโยคะ
ชื่อว่าเป็นอาคามี    คือยังต้องกลับมาเกิดในกามภูมิอีก
            บุคคลผู้พรากตนออกจากกามโยคะ    แต่ยังประกอบตนด้วยภวโยคะ    ชื่อว่าเป็น
อนาคามีคือเป็นผู้ไม่ต้องกลับมาเกิดในกามภูมิอีก

บุคคลผู้พรากตนออกจากกามโยคะและภวโยคะได้ขาดแล้ว    ชื่อว่าเป็นอรหันต์
คือเป็นผู้สิ้นอาสวกิเลสแล้ว”

ส่วนตัวแล้วเข้าใจว่า สูงกว่าสกทาคามีแต่ต่ำกว่าอรหันต์ ก็เรียกอนาคามีได้หมด ถ้าละกามโยคะได้ ส่วนรายละเอียดหรือประเภทหรืออาการ นิพพาน ของอนาคามีแบบต่างๆ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

5

กระทู้

1

เพื่อน

304

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
202
ความดี
52
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
17-10-2018
โพสต์เมื่อ 4-3-2017 22:04:35 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย อมร เมื่อ 4-3-2017 22:10

สาธุครับธรรมย่อมทนต่อการเพ่งพิสูจน์ ผมยังเป็นผู้ต้องศึกษาอยู่
ยังบริโภคกามอยู่ครองเรือนที่คับแคบไม่เหมาะกับการประพฤติพรหมจรรย์ดุจสังข์ยังต้องอาศัยการอุปการะจากผู้เป็นพหูสูตทรงธรรมจากวัดนาป่าพงอยู่ครับ แค่ตอนนี้เห็นตามข้อมูลที่มีเพียงเท่านี้ครับ
ส่วนสาระสำคัญผมว่าเราเน้นกันที่นิพพานเป็นจุดหมายทุกคน
และถ้าท่านใดถึงพระนิพพานแล้วโปรดอนุเคราะห์ผมด้วยนะครับ อยากทราบเหมือนกันว่าของจริงกับที่คิดเหมือนกันมั้ย

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 5-3-2017 10:51:10 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 5-3-2017 11:01
pungkung ตอบกลับเมื่อ 4-3-2017 19:16
ในสังคีติสูตรก็เป็นจริงอย่างท่านว่า ที้หัวข้อขึ้นว ...

พระสูตรข้างล่างนี้ กล่าวเหมือนหากละได้ เป็นถึงพระอรหันต์ทีเดียว  ดังนั้นพระองค์จะยกธรรมใดๆ ขึ้นมาก็ตาม ที่ละเสียได้ซึ่งธรรมนั้นๆ อย่างเด็ดขาด เป็นไปเพื่อการได้บรรลุคุณวิเศษยิ่งขึ้นไปทั้งนั้น แต่ไม่ได้หมายถึง ละธรรมข้อนี้ๆ ได้ จะเป็นนั่น เป็นนี่ เลยทีเดียว ก็ยังหาไม่ได้ (อย่างธรรมอันเอก มีหลายธรรมอันเอกมากๆ ซึ่งหากคนคิดว่าเมื่อกล่าวธรรมอันเอก ก็น่าจะมีอย่างเดียว เป็นต้น) ดังนั้น จากกามโยคสูตรที่คุณปังคุงยกขึ้นมานั้น การละกามโยคะได้นั้น แล้วเป็นอนาคามี ไม่ผิดเลยที่พระองค์ทรงตรัสเช่นนั้น เพราะ แม้สูตรอื่นทำนองเดียวกัน ละกามได้ยังทรงตรัสเป็นถึงอรหันต์เลย แต่จะกล่าวว่า อนาคามีละกามโยคะได้ ข้อ 4 ของสังโยชน์ ก็เพียงพอ เป็นคุณสมบัติขั้นต่ำ บัญญัติเรียกว่า อนาคามีเลยนั้น จึงไม่ใช่ฐานะ เป็นเพียงคุณสมบัติหนึ่งของอนาคามีเท่านั้น การละสังโยชน์ มีเพียง เลข 3 5 และ 10 เท่านั้น ไม่มี ตรัสละได้ เลข 4
********************************
๑. โลภสูตร
        [๑๗๙] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็น
พระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
ละธรรมอย่างหนึ่งได้ เราเป็นผู้รับรองเธอทั้งหลายเพื่อความเป็นพระอนาคามี ธรรมอย่างหนึ่งเป็น
ไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายละธรรมอย่างหนึ่ง คือ โลภะได้ เราเป็นผู้รับรองเธอ
ทั้งหลายเพื่อความเป็นพระอนาคามี ฯ
        ชนผู้เห็นแจ้งทั้งหลาย รู้ชัดด้วยดีซึ่งความโลภอันเป็นเหตุให้สัตว์ผู้โลภ
        ไปสู่ทุคติ แล้วละได้ ครั้นละได้แล้ว ย่อมไม่มาสู่โลกนี้อีกในกาล
        ไหนๆ ฯ
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว
         จบสูตรที่ ๑
        ๒. โทสสูตร
        [๑๘๐] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็น
พระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
ละธรรมอย่างหนึ่งได้ เราเป็นผู้รับรองเธอทั้งหลายเพื่อความเป็นพระอนาคามี ธรรมอย่างหนึ่ง
เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายละธรรมอย่างหนึ่ง คือโทสะได้ เราเป็นผู้รับรองเธอ
ทั้งหลายเพื่อความเป็นพระอนาคามี ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถา
ประพันธ์ดังนี้ว่า
        ชนผู้เห็นแจ้งทั้งหลาย รู้ชัดด้วยดีซึ่งโทสะอันเป็นเหตุให้สัตว์ผู้ประทุษร้าย
        ไปสู่ทุคติ แล้วละได้ ครั้นละได้แล้วย่อมไม่มาสู่โลกนี้อีกในกาลไหนๆ
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ
         จบสูตรที่ ๒
        ๓. โมหสูตร
        [๑๘๑] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็น
พระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
ละธรรมอย่างหนึ่งได้ เราเป็นผู้รับรองเธอทั้งหลายเพื่อความเป็นพระอนาคามี ธรรมอย่างหนึ่งเป็น
ไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายละธรรมอย่างหนึ่ง คือ โมหะได้ เราเป็นผู้รับรองเธอ
ทั้งหลายเพื่อความเป็นพระอนาคามี ฯ
        พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถา
ประพันธ์ดังนี้ว่า
        ชนผู้เห็นแจ้งทั้งหลาย รู้ชัดด้วยดีซึ่งโมหะอันเป็นเหตุให้สัตว์ผู้หลงไปสู่
        ทุคติ แล้วละได้ ครั้นละได้แล้ว ย่อมไม่มาสู่โลกนี้อีกในกาลไหนๆ ฯ
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 21-9-2019 11:39 , Processed in 0.160236 second(s), 21 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน