กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 1645|ตอบกลับ: 11

การทำกรรม ?

[คัดลอกลิงก์]

2

กระทู้

0

เพื่อน

37

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
20
ความดี
8
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
3-3-2017
โพสต์เมื่อ 15-2-2017 12:30:35 |ดูโพสต์ทั้งหมด


    ขอรบกวนสอบถามจากผู้รู้ในประเด็นดังนี้ครับ

    - ผืนนาเปรียบเสมือนกรรม วิญญาณเปรียบเสมือนเมล็ดพืช เมล็ดพืชปลิวตกไปในผืนนา ชื่อว่า "มีกรรม"

    - กรณีมโนกรรมพอจะเข้าใจได้ เพราะว่าจิตค่อนข้างไว คิดนู่นคิดนี่ตลอดเวลา ชื่อว่าก่อภพ ก่อกรรมตลอด

    - แต่สงสัยในกรณี "กายกรรม" และ "วจีกรรม" ครับ โดยเฉพาะ "กุศลกรรมบถ" เช่น "ละเว้น" จากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักทรัพย์ ละเว้นจากการพูดคำหยาบ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ ฯลฯ ว่าการที่สัตว์อยู่เฉย ๆ (ไม่ทำอะไรเลย) หรือ เดิน กิน นั่ง นอน ก็เป็นการ "ละเว้น" จากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักทรัพย์แล้ว (ไปโดยปริยาย) อย่างนี้จะเป็นกุศลกรรมบถหรือไม่ ? หากเป็นกุศลกรรม ก็เกิดข้อสงสัยครับว่า จะเป็นการทำกรรม (ฝ่ายกุศล) ได้อย่างไร ? เพราะเราแค่อยู่เฉย ๆ หากเป็นเช่นนี้ คนที่ใช้เวลาไปกับการนอนมากที่สุด หรือเก็บตัวอยู่คนเดียวนาน ๆ ก็เท่ากับละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นการพูดคำหยาบ ได้มากที่สุดเช่นกัน จะกลายเป็นว่า นอนมากที่สุด หรืออยู่คนเดียวมากที่สุดก็เป็นการทำกุศลกรรมด้วย ? (นอนมากจะกลายเป็นได้กุศลเยอะ ?)

    - อีกข้อหนึ่งครับ การพยายามละนันทิ เพื่อให้เกิดกรรมเกิดภพสั้นหรือน้อยที่สุด ถ้าหากลำพังการ "ละเว้น" ฆ่าสัตว์ ละเว้นพูดโกหก ละเว้นพูดหยาบคาย ฯลฯ เป็นการทำกุศลกรรมในตัว ก็แปลว่าแม้เราจะอยู่เฉย ๆ 24 ชม. กรรมทางกายกับวาจาก็ต้องเกิดตลอดเวลา ? (ไปโดยปริยาย) แล้วเราจะละนันทิอย่างไรครับ (เช่น ขณะเรานั่งดู TV 24 ชม. เราก็ไม่ได้ฆ่าสัตว์ ไม่ได้โกหกใคร ไม่ได้ส่อเสียดใคร เพราะอยู่คนเดียว อย่างนี้กุศลกรรมก็จะเกิดทุกวินาทีหรือเปล่าครับ)

   ขอขอบพระคุณล่วงหน้าครับผม  

  ปล. ผมพยายามหาคำตอบแล้ว หาไม่ได้จริง ๆ ครับ


  ขออนุโมทนาแด่ทุกท่านครับ

5

กระทู้

1

เพื่อน

304

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
202
ความดี
52
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
17-10-2018
โพสต์เมื่อ 16-2-2017 12:10:55 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาว่า ก็ภพนี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ
ก็อุปาทานนี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ก็ตัณหานี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯก็เวทนานี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ
ก็ผัสสะนี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ก็สฬายตนะนี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ก็นามรูปนี้มีอะไรเป็นเหตุ
ฯลฯ ก็วิญญาณนี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯก็สังขารนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็น
กำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่ออะไรมี สังขารจึงมี เมื่ออะไรไม่มี สังขารจึงไม่มี ภิกษุนั้น
เมื่อพิจารณาย่อมรู้ประจักษ์ว่า สังขารมีอวิชชาเป็นเหตุ มีอวิชชาเป็นสมุทัย มีอวิชชาเป็นกำเนิด
มีอวิชชาเป็นแดนเกิด เมื่ออวิชชามี สังขารจึงมี เมื่ออวิชชาไม่มีสังขารจึงไม่มี ภิกษุนั้นย่อมรู้
ประจักษ์สังขาร ย่อมรู้ประจักษ์เหตุเกิดแห่งสังขารย่อมรู้ประจักษ์ความดับแห่งสังขาร ย่อมรู้
ประจักษ์ปฏิปทาอันสมควรที่ให้ถึงความดับแห่งสังขาร และย่อมเป็นผู้ปฏิบัติอย่างนั้น เป็นผู้ประ
พฤติธรรมอันสมควรภิกษุนี้เราเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการ
ทั้งปวงเพื่อความดับแห่งสังขาร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลตกอยู่ในอวิชชา ถ้าสังขารที่เป็น
บุญปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบุญ ถ้าสังขารที่เป็นบาปปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบาป ถ้าสังขาร
ที่เป็นอเนญชาปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงอเนญชา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุละอวิชชาได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ใน
กาลนั้น ภิกษุนั้นก็ไม่ทำกรรมเป็นบุญ ไม่ทำกรรมเป็นบาป ไม่ทำกรรมเป็นอเนญชา เพราะสำรอก
อวิชชาเสีย เพราะมีวิชชาเกิดขึ้น เมื่อไม่ทำเมื่อไม่คิด ก็ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น
ก็ไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่สะดุ้งกลัว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า
สุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ถ้าเสวย
ทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า ทุกขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลิน
แล้วด้วยตัณหาถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึด
ถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนาก็วางใจเฉย
เสวยไป ถ้าเสวยทุกขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็วางใจเฉยเสวยไป
ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย เมื่อเสวยเวทนา
ที่ปรากฏทางชีวิต ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต รู้ชัดว่า เวทนาทั้งปวงอันตัณหา
ไม่เพลิดเพลินแล้วจักเป็นของเย็น สรีรธาตุจักเหลืออยู่ในโลกนี้เท่านั้นเบื้องหน้าตั้งแต่สิ้นชีวิต
เพราะความแตกแห่งกาย ฯ
ปริวีมังสนสูตร

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 17-2-2017 08:28:10 |ดูโพสต์ทั้งหมด
- กรณีมโนกรรมพอจะเข้าใจได้ เพราะว่าจิตค่อนข้างไว คิดนู่นคิดนี่ตลอดเวลา ชื่อว่าก่อภพ ก่อกรรมตลอด
**************************
ความคิดเป็นภาษาไทย แต่พระองค์ทรงตรัสว่า ความดำริ (สังกัปปะ) มีทั้งที่เป็นกุศล และ อกุศล แต่เกิดจากสัญญา เป็นสมุฏฐาน  ความดำริ ไม่ใช่ว่าจะต้องก่อภพเสมอไป พึงแยกแยะ ภพ กับ กรรม ออกจากกัน เพราะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ความถึงซึ่งภพ จะต้องประกอบพร้อมแล้วด้วยอำนาจของ ตัณหา และความเข้าถึง ความยึดมั่น (อุปาทาน)
แต่การเกิดซึ่งกรรม เป็นดุจ ผืนนา คือ วิญญาณฐิติ (ที่ตั้งแต่งวิญญาณ) เท่านั้น ยังไม่ล่วงไปถึงภพ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 17-2-2017 08:31:06 |ดูโพสต์ทั้งหมด
- แต่สงสัยในกรณี "กายกรรม" และ "วจีกรรม" ครับ โดยเฉพาะ "กุศลกรรมบถ" เช่น
"ละเว้น" จากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักทรัพย์ ละเว้นจากการพูดคำหยาบ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ ฯลฯ ว่าการที่สัตว์อยู่เฉย ๆ (ไม่ทำอะไรเลย) หรือ เดิน กิน นั่ง นอน ก็เป็นการ
"ละเว้น" จากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักทรัพย์แล้ว (ไปโดยปริยาย) อย่างนี้จะเป็นกุศลกรรมบถหรือไม่ ?
หากเป็นกุศลกรรม ก็เกิดข้อสงสัยครับว่า จะเป็นการทำกรรม (ฝ่ายกุศล) ได้อย่างไร ?
เพราะเราแค่อยู่เฉย ๆ หากเป็นเช่นนี้
คนที่ใช้เวลาไปกับการนอนมากที่สุด
หรือเก็บตัวอยู่คนเดียวนาน ๆ
ก็เท่ากับละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นการพูดคำหยาบ ได้มากที่สุดเช่นกัน
จะกลายเป็นว่า นอนมากที่สุด หรืออยู่คนเดียวมากที่สุดก็เป็นการทำกุศลกรรมด้วย ? (นอนมากจะกลายเป็นได้กุศลเยอะ ?)

*******************************
การมีเจตนาละเว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นต้นนั้น เป็นการดี เพราะนี้เป็นกุศลธรรม มีใจเป็นประธาน เป็นใหญ่ มีใจเป็นมาก่อน ใจนั้นเกิดก่อนกุศลธรรมเหล่าใดทั้งหมด  ส่วนบุคคลผู้กล่าวว่า ไม่ต้องทำอะไร แล้วจะบริสุทธิได้ด้วยกุศลธรรมเหล่านั้น นั่นไม่ใช่ฐานะ เพราะแม้คำว่า กาย(ที่จะดำริได้ด้วยใจถึงการกระทำกายสุจริต) เขาก็ยังไม่รู้จัก อย่างดีก็อุปมาด้วยเด็กอ่อนที่นอนหงาย แม้คำว่ากุศลๆ ก็ยังไม่รู้จัก อย่างมากก็ได้แค่นอนดิ้นไปมาไม่กระทำการฆ่าสัตว์ (เป็นต้น)

แต่ความเป็นกุศลสมบูรณ์อันเกิดจากกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ นี้เกิดจากความมี " เจตนา " (สำเร็จด้วยใจมาก่อนแล้ว) เพื่อที่จะละเว้น ประคับประคองจิตไว้ในการละอกุศลไม่ให้เกิดขึ้น อกุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ถึงความเจริญต่อไป เจริญกุศลที่ยังไม่เกิด ให้มีขึ้น และกุศลที่เกิดมีแล้วให้ถึงไม่เลือนหายไป ความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ นี้จึงเป็นผู้มีกุศลจากการเจตนาละเว้นด้วยอาการอย่างนี้

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 17-2-2017 08:33:20 |ดูโพสต์ทั้งหมด
- อีกข้อหนึ่งครับ การพยายามละนันทิ เพื่อให้เกิดกรรมเกิดภพสั้นหรือน้อยที่สุด ถ้าหากลำพังการ "ละเว้น" ฆ่าสัตว์ ละเว้นพูดโกหก ละเว้นพูดหยาบคาย ฯลฯ เป็นการทำกุศลกรรมในตัว ก็แปลว่าแม้เราจะอยู่เฉย ๆ 24 ชม. กรรมทางกายกับวาจาก็ต้องเกิดตลอดเวลา ? (ไปโดยปริยาย) แล้วเราจะละนันทิอย่างไรครับ (เช่น ขณะเรานั่งดู TV 24 ชม. เราก็ไม่ได้ฆ่าสัตว์ ไม่ได้โกหกใคร ไม่ได้ส่อเสียดใคร เพราะอยู่คนเดียว อย่างนี้กุศลกรรมก็จะเกิดทุกวินาทีหรือเปล่าครับ)
***********************
ก่อนอื่นควรทราบก่อนว่า ภพ กับ กรรม ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน พระอรหันต์กระทำกรรมที่เป็น อโลภะ อโทสะ อโมหะ ชื่อว่าเป็นการกระทำกรรม แต่ท่านหมดกิเลสแล้ว จึงชื่อว่าไม่มีภพ ด้วยเหตุนี้ ภพ และ กรรม ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น กุศลที่เป็นไปฝักฝ่ายแห่งกุศลนั้น กล่าวว่าสติปัฏฐานเป็นกองแห่งกุศลที่แท้จริง ผู้ใดรู้ความเกิดขึ้น รู้ความดับไป แห่งกองกุศลทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่า ยังความไม่ประมาทให้เกิดมีขึ้น เป็นแห่งกุศลกรรมทั้งหลาย

การที่กล่าวว่า ดูทีวีตลอด 24 ชม. โดยละเว้นจากการฆ่าสัตว์ (เป็นต้น) แล้วถือว่า นั้นคือ กุศล(จากการไม่ได้ฆ่าสัตว์) นั้นหาไม่ได้ เพราะไม่ได้ประกอบด้วยเจตนามีมาแต่ต้น ไม่มีปัญญาในการเห็นความเกิดขึ้นของกุศลที่ละเว้นการฆ่าสัตว์ (หรืออกุศลที่เกิดจากการฆ่าสัตว์) และความดับไปแห่งกุศลและอกุศล เหล่านั้น เพราะไม่ได้มีใจประกอบด้วยความพอใจ ความพยายาม การปรารภเพียร การประคับประคองจิตไว้ ในเรื่องนั้นๆเลย

การละความเพลินในอารมณ์ที่เป็นอกุศลธรรมนี้เป็นทางมาแห่งกุศลอยู่แล้ว เป็นไปเพื่อความไม่ประมาท นี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะมาปะปนกับเรื่องการอยู่เฉยๆ แล้วได้กุศลเพราะการไม่ทำบาปทั้งปวง นั้นไม่ได้ บุคคลไม่พึงห้ามใจแต่อารมณ์ทั้งปวงอันจะเป็นเหตุนำมาถึงซึ่งความสำรวมแห่งใจ บาปเกิดขึ้นแต่อารมณ์ใด บุคคลพึงห้ามใจแต่อารมณ์นั้น

2

กระทู้

0

เพื่อน

37

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
20
ความดี
8
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
3-3-2017
โพสต์เมื่อ 21-2-2017 07:25:09 |ดูโพสต์ทั้งหมด


     ขอกราบขอบพระคุณยิ่ง และขออนุโมทนาในธรรมทานนี้ครับ

      กระผมขออนุญาตสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมนิดหนึ่งครับว่า ภพกับกรรมพอจะแยกความแตกต่างกันอย่างไร พอดีเห็นว่ามีอุปมาเรื่องผืนนาเหมือนกัน

       และขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งครับ ว่า การอยู่เฉย ๆ นิ่ง ๆ  ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ จะถือว่าเป็นการทำกุศลกรรมบถไปโดยปริยาย แล้วหรือไม่ ? ...  ขอรบกวนด้วยนะครับ ... ผมเกือบจะกระจ่างแล้ว

        ด้วยความเคารพยิ่ง

100

กระทู้

6

เพื่อน

5280

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3763
ความดี
807
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-9-2019
โพสต์เมื่อ 22-2-2017 10:21:37 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอแสดงความเห็นครับ
1.กระผมขออนุญาตสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมนิดหนึ่งครับว่า ภพกับกรรมพอจะแยกความแตกต่างกันอย่างไร พอดีเห็นว่ามีอุปมาเรื่องผืนนาเหมือนกัน
******
ให้นึกถึง ปฏิจสมุปบาท จะช่วย ให้เข้าใจง่าย เห็นภาพชัดขึ้นครับ
...เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา >>> จังหวะนี้เรียกว่า มี กรรม แล้ว (วิญญาณตั้งบนผืนนา)
   เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
   เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
  เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ  >>> ภพ = วิญญาณตั้งบนผืนนา + ตัณหา , อุปาทาน

2.และขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งครับ ว่า การอยู่เฉย ๆ นิ่ง ๆ  ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ จะถือว่าเป็นการทำกุศลกรรมบถไปโดยปริยาย แล้วหรือไม่ ? ...  ขอรบกวนด้วยนะครับ ... ผมเกือบจะกระจ่างแล้ว
********
ดูที่ "เจตนา" เป็นหลัก ครับ
อยู่นิ่ง เพราะตั้งเจตนาจะรักษากุศลฯ >> ได้กุศล
อยู่นิ่ง เพราะ อยากอยู่นิ่ง เฉยๆ ไม่ได้ตั้งเจตนาจะรักษากุศล >> ก็ไม่ได้กุศล

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 22-2-2017 17:13:35 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอแสดงความคิดเห็นครับ
1.ถ้าไม่จำมาผิดพระศาสดาไม่สรรเสริญการนอนมาก แต่ถ้าตื่นแล้วไปทำอกุศลธรรม นอนเสียดีกว่า ไม่ยืนยันนะครับ ไปค้นเพิ่มเติม
2.การรักษาศีล ต้องประกอบด้วยเจตนาละเว้น ตามความเข้าใจจะเป็นการรักษาศีล ก็ต่อเมื่อได้เผชิญกับเหตุการที่ต้องงดเว้น เช่น ยุงมากัดที่แขน มองเห็นก็ไม่ตบ เพราะเจตนางดเว้น แต่ถ้าตั้งใจตบ แต่ตบไม่ถูกก็จะเป็นมโนกรรมที่เป็นอกุศล แต่กายกรรมในส่วนการฆ่ายังไม่ครบองค์ ศีลยังไม่ขาด ในระหว่างที่ตั้งเจตนารักษาศีล ใช่ว่าอกุศลจิตไม่เกิด มันเกิดขึ้นเรื่อยๆ เพราะยังไม่ได้เป็นอรหันต์ เพียงแต่มีไม่มีกำลังออกมาเป็นกายกรรม วจีกรรม เพราะถูกเจตนาละเว้นโดยอาศัยสติข่มอยู่เท่านั้น
3.กุศล คือ ทาน ศีล ภาวนา การนอนเฉยที่ว่ามันคือ ทาน หรือศีล หรือภาวนา คำว่าเฉยๆ ให้ระวังให้ดี ขณะใด ตาหูจมูกลิ้นกายใจ รับรู้อารมณ์ใดๆ ก็เป็นกรรม เป็นภพแล้ว ขึ้นอยู่กับว่า เป็นภพหรือกรรมที่ดีที่เป็นกุศล หรือที่ไม่ดีเป็นอกุศล ตามความเห็นของผม คำว่าเฉยตามนิยามของคนทั่วไป ต้องเป็นอกุศลโดยมาก เพราะขณะที่ไม่เป็น ทาน ศีล ภาวนา ก็คือ อกุศลแน่นอน เพราะเป็นจิตที่ประกอบด้วยโมหะมีอวิชชาอยู่ ที่เห็นว่าเป็นตัวเป็นตน มีอนุสัยอย่างละเอียดแฝงอยู่ จะเรียกว่าเป็นกุศลได้อย่างไร
4.ภพกับกรรม คือสิ่งเดียวกัน เพียงแต่เรียกโดยชื่อที่ต่างกัน
5.ปัญหาที่สับสนคือการมองแบบเป็นช่วงเวลา ถ้าเรามองเป็นขณะๆไป ก็จะหมดความสงสัยว่า เป็นกุศลไหม เป็นตลอดเวลาไหม เพราะเรามองเป็นขณะจิตๆไป ถ้าขณะจิตที่หนึ่งสองสามไปเรื่อยๆ เป็นกุศลต่อเนื่อง ก็ว่าช่วงระหว่างนั้นเป็นกุศลหมด แต่ช่วงเวลา มันกีวินาที กี่นาที กี่ชั่วโมง คนธรรมดามองที่ระดับนาทีเป็นอย่างมากเลยครับ ถ้าไม่ใช่อยู่ในสมาธิ มันต้องมีอกุศลแทรกขึ้นมาในขณะจิตใดขณะจิตหนึ่ง ไม่ต้องพูดถึงชั่วโมง หรือวัน ให้ยึกหลักว่าปุถุชนย่อมมีกุศลสลับกับอกุศล แม้ตั้งใจเจริญมรรคอยู่ก็ตาม เพราะสติปัญญา ไม่เที่ยง เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัย
6.ในทางปฏิบัติในณะดูทีวีเป็นชั่วโมงที่ว่า เห็นอาหารอยากกิน เป็นโลภะ เห็นตัวโกงเป็นโทสะ เห็นว่าเที่ยงเป็นตัวเป็นตนเป็นโมหะ เพลินไปกับเรื่องราวในทีวี เป็นฉันทะราคะ แล้วมันจะเป็นกุศลไหมครับ ลองสังเกตุดู ตอนที่เพลินไปกับทีวี กุศลกรรมบทมันลืมไปหมดแล้วครับ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 22-2-2017 21:49:14 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ภพกับกรรมพอจะแยกความแตกต่างกันอย่างไร
พอดีเห็นว่ามีอุปมาเรื่องผืนนาเหมือนกัน

***************************
จากปฏิจจสมุปบาท ตรัสว่า
เพราะมีตัณหา จึงมีอุปาทาน
เพราะมีอุปาทาน จึงมีภพ
เพราะมีภพ จึงมี ชาติ ชรา มรณะ ..ทุกข์

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ภพ นั้น เป็นภัยอันใญ่หลวง เป็นสิ่งที่จะนำไปสู่ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ทั้งหลาย เพราะยังเป็นไปด้วยอำนาจของตัณหา เป็นปัจจัย (เป็นเหตุให้ไปถึงความมีภพ และ ชาติ ชรา มรณะ ต่อไป)

ในสูตรตรัสอุปมาเกี่ยวกับ ผืนนา (และผืนดิน) และวิญญาณ  หากกลับไปอ่านอย่างละเอียดขึ้น จะพบว่า มี ๒ สูตร
ที่ตรัสลักษณะ คล้ายๆกัน คือ วิญญาณ อุปมาด้วย เมล็ดพืช และ วิญญาณฐิติ (ที่ตั้งอาศัยของวิญญาณ) อุปมาด้วย ผืนดิน  กับอีกสูตร คือ วิญญาณอุปมาด้วย เมล็ดพืช และ กรรม คือ เนื้อนา
คำว่า วิญญาณฐิติ คือ วิญญาณย่อมเกิดเพราะอาศัย นามรูป (นามรูป นี้ คือ ที่อาศัยของวิญญาณ)
วิญญาณจึงย่อมเวียนกลับ(ไปตั้งอาศัย)ใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร ช่วงแห่งการเข้าไปตั้งอาศัยของวิญญาณในวิญญาณฐิตินี้ทรงยังไม่ได้ตรัสว่า เป็นภพ ซึ่งการจะไปถึงภพได้นั้น จะต้อง มีนันทิ (ความเพลิน) ที่เป็นไปด้วยความกำหนัด (ราคะ) อำนาจของ ตัณหา และการเข้าถึง(อุปายะ) ด้วยอุปาทาน มีแล้ว ซึ่งก็หมายถึง คนที่ยังไม่ชนะกิเลส นั่นเอง
เมื่อวิญญาณเข้าไปตั้งอาศัย ประกอบกับ ราคะ ฉันทะ นันทิ ตัณหา เขาไปมีอยู่ในที่นั้น ตรัสกล่าวลักษณะนี้ว่า เป็นความเจริญงอกงาม ของวิญญาณ อันจะนำไปสู่ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย และ ก้าวไปสู่ความเป็นภพ ในที่สุด

สำหรับผู้ชนะกิเลสได้แล้ว ในเมื่ออายตนะยังมีอยู่ การเกิดขึ้นของวิญญาณย่อมมีเพราะอาศัย ตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย จักขุวิญญาณย่อมมี (เป็นต้น) แต่เพราะราคะ ฉันทะ นันทิ ตัณหา ไม่ได้มีแล้ว กล่าวได้ว่า ไม่มีการประกอบพร้อมด้วยความกำหนัดและยินดีเข้าไปมีอยู่ใน รูป ในจักขุ ในจักขุวิญญาณ การประชุมพร้อมของธรรม ๓ ประการนี้ คือ ผัสสะ เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม อทุกขมสุขก็ตาม ย่อมรู้ชัดซึ่งเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง ย่อมเบื่อหน่าย พิจารณาในความดับ แล้วสละคืนในเวทนาทั้งหลายนั้น เมื่อพิจารณาเห็นดังนั้น ย่อมไม่ยึดมั่นสิ่งอะไรๆ ในโลก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 22-2-2017 21:52:43 |ดูโพสต์ทั้งหมด
และขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งครับ ว่า การอยู่เฉย ๆ นิ่ง ๆ  ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ จะถือว่าเป็นการทำกุศลกรรมบถไปโดยปริยาย แล้วหรือไม่ ?
++++++

กรรมจะเกิดขึ้นมาได้ด้วยอาศัยเจตนา ผัสสะ และ มนสิการแล้ว จึงเกิด ดังนั้น กรรมมีให้ผลทั้งที่เป็นส่วนแห่งบุญ และ ไม่ใช่บุญ เพราะบุคคลนั้นเจตนา แล้วจึงกระทำกรรมด้วย กาย วาจา และ ใจ

การที่กล่าวว่านั่งเฉยๆ หมายถึงการไม่ได้ทำผิดศีลแล้วได้บุญ นั่นย่อมไม่ใช่ฐานะ เพราะไม่ได้มีความดำริ(เจตนา) เพื่อละการกระทำผิดในข้อนั้นๆ กุศลธรรม และ อกุศลธรรมใดๆ มี่จะเกิดขึ้นนั้น มีใจมาก่อน ใจเป็นประธาน เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า จึงตรัสว่า มนสิการนั่นเป็น แดนเกิดของธรรมทั้งปวง ดังนั้นความเป็นผู้อยู่เฉย ต้องเป็นแบบบุคคลผู้ได้สดับ พิจารณาเห็นคุณ และ โทษ แห่งการละอกุศลเหล่านั้น

การเกิดกรรม นั่นเทียบได้เท่ากับ การที่วิญญาณเข้าไปตั้งอาศัยใยนามรูป ซึ่งยังไม่ล่วงไปถึงภพ ดังนั้น การเกิดกรรม จึงยังไม่ใช่เท่ากับ ภพ เพราะกรรมที่กระทำด้วย อโลภะ อโทสะ อโมหะ มีอยู่ของพระอรหันต์
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 21-9-2019 03:39 , Processed in 0.127949 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน