กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
12
กลับไป ตั้งกระทู้ใหม่
เจ้าของ: วสฺสาน

ความชำนาญมันเกิดกับจิต หรือว่าเกิดกับสัตตานังครับ, ฝึกจิต?

[คัดลอกลิงก์]

100

กระทู้

6

เพื่อน

5280

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3763
ความดี
807
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-9-2019
โพสต์เมื่อ 6-1-2017 08:52:14 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย อัครา เมื่อ 6-1-2017 09:00

ขอแสดงความเห็นครับ
1. พูดเบื้องต้น ให้เข้าใจง่ายคือ อบรมจิต (สัตว์ยึดจิตตลอดกาลยาวนาน ไม่เคยหลุดพ้นในจิต)
ดังนั้นจะเรียกว่า อบรมจิต หรือ อบรมสัตว์ก็น่าจะได้ (ความชำนาญขณะยังไม่หลุดพ้นก็คือ เกิดขึ้นกับสัตว์ หรือเรียกว่า เกิดกับจิตก็ได้ เพราะยังแยกกันไม่ออก)
2.แต่ถ้าพูดระดับขันธ์ คือ ความชำนาญเกิดกับสัตว์ครับ ไม่ได้เกิดขึ้นกับวิญญาณ
3. เมื่ออบรมจิตจนที่สุดแล้ว จะเป็น สิ่งๆหนึ่ง หลุดพ้นใน จิต
หากมีความเห็นผิดเข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

18

กระทู้

0

เพื่อน

514

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
267
ความดี
131
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
11-2-2018
โพสต์เมื่อ 6-1-2017 22:14:02 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ผมรู้สึกว่าผมไม่ควรจะสงสัยเรื่องนี้ ณ ตอนนี้แล้วล่ะ   ยิ่งอ่านยิ่งสับสนอลหม่าน  ผมยังสั่งสมสุตตะเรื่องจิตไม่พอ  ขอดองเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้วกันครับ   เพราะปีนี้ผมจะเน้นเรื่อง "อานาปานสติ" เป็นหลักก่อนดีกว่า  เรื่องอื่นไว้ทีหลัง  ไม่อยากงงเรื่องอื่นๆละ  

ขอบคุณทุกๆความเห็นมากนะครับ      

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 7-1-2017 15:12:24 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ตามที่ผมเข้าใจก็คือ  จิต, มโน หรือ วิญญาณ สามตัวเนี่ยมันคือตัวเดียวกัน  และมันก็คือสภาวะรู้
ซึ่งมันจะทำงานโดยที่มันต้องไปรู้ รูป, เวทนา, สัญญา หรือสังขาร อย่างใดอย่างหนึ่ง

***************************
จิต นั้น เป็นสภาวะแห่งการสะสม เกิดคู่กับวิญญาณ เปลี่ยนเหมือนมีเปลวไฟย่อมมีความร้อนเกิดขึ้นพร้อมกัน
มโน คือ ใจ(คำแปล) เป็นอายตนะ ที่จะเป็นทวารไปสู่การเกิดของวิญญาณ ที่เรียกว่า มโนวิญญาณ
ไม่ต่างกับ ตา ที่เป็นอายตนะ(จุดเชื่อมต่อ) ที่จะเป็นทวาร(ประตู)ไปสู่การเกิดของวิญญาณ ที่เรียกว่า จักขุวิญญาณ
หมู่แห่งวิญญาณ ๖ ประการ (วิญญาณกายา) ทั้งหมดนั้น เกิดมีขึ้นเพราะอาศัยนามรูป มีจิตเป็นที่เกิดพร้อมกันในที่นั้นด้วย
วิญญาณรู้แจ้งในสิ่งใด อันจะเป็นเหตุให้เกิดขึ้นของผัสสะ มีกรรมเป็นวิบาก
อาสวะทั้งที่เป็นส่วนแห่งบุญและบาปอันเกิดจากกรรมนั้น ก็ปรากฏมีขึ้นในจิตนั้นๆ
และดับไปเมื่อนามรูปดับ วิญญาณย่อมดับ ผัสสะย่อมดับ
แต่หากยังกระทำความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิน ความอยาก ความเข้าถึง และอุปาทาน
ที่เข้าไปตั้งอาศัยแห่งจิตเหล่าใด ที่มีใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ยังไม่ได้
ก็ยังมีจิตที่ยังไม่พ้นจาก อุปาทานขันธ์ ย่อมถึงการเกิดขึ้นได้อีกของวิญญาณ
เมื่อวิญญาณเกิดขึ้นใหม่ นามรูปย่อมมี ผัสสะย่อมเกิด
วิญญาณมีหมุนเวียนตามความแปรปรวนไปแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร อย่างนี้

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 7-1-2017 15:14:29 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แล้วใครเล่าที่จะตามรู้เห็นได้ว่า  จิตเกิด-ดับ ???
************************
การตามเห็นด้วยปัญญา ถึงความเกิด ดับ ของจิต นั้น เท่ากับ การตามเห็นถึงความเกิดและดับของนามรูปด้วย
ปัญญาอันเป็นอริยะ คือปัญญาที่กำหนดความเกิดขึ้น และ ดับไป เป็นปัญยาในการเจาะแทงกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบนั้น
ต้องอาศัยความตั้งมั่นแห่งจิตโดยชอบ(สัมมาสมาธิ) เกิดมีขึ้นมาก่อน
ความตั้งมั่นแห่งจิตโดยชอบจะมีเกิดขึ้นมาได้นั้น ก็ต้องอาศัยสติโดยชอบ(สัมมาสติ- สติปัฏฐาน ๔) เกิดขึ้นมาก่อน
เมื่อปัญญาอันสมาธิอบรม(ผู้ปฏิบัติพรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค)อย่างนี้แล้ว ย่อมมีผลอานิสงส์ใหญ่
ยังจิตที่อบรมด้วยปัญญาเพื่อให้ถึงการตามรู้ซึ่งอริยสัจ ๔ ได้เป็นอเนก (จนถึงที่สุดคือ ความสิ้นทุกข์โดยชอบ)
ดังนั้น จิตจะถูกอบรมด้วยปัญญา ให้เป็นจิตที่พ้นไปจากราคะ โทสะ โมหะ เป็นจิตที่พ้นวิเศษดีแล้ว
ไม่มีส่วนแห่งการครอบงำในสัญญาว่า นี้เป็นเรา นี้เป็นตัวตนของเรา
เป็นจิตที่ไม่พัวพันแล้วด้วย ตัณหา อุปาทาน และ ทิฏฐิ
ไม่มีการเข้าถึง ถือเอา และถึงทับด้วยตัณหา และ อุปาทาน เป็นเครื่องถึงทับแห่งจิต เป็นอนุสัยจิตว่า ของเราอีกต่อไป
เมื่อจะเกิด จะมีเพียงแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิด เมื่อจะดับ จะมีเพียงแต่ทุกข์เท่านั้นที่ดับ
เพราะความเป็นปริญญาตาวีบุคคล คือ กำหนดรู้ซึ่งอุปาทานขันธ์ทั้งปวง (กองทุกข์ทั้งสิ้น) ได้ด้วยดีแล้ว
ความหลุดพ้นโดยชอบ จะมีด้วยอาการอย่างนี้

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 7-1-2017 15:14:54 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 7-1-2017 20:47

อันนี้ผมไม่รู้อ่ะ  แล้วสรุปคือใครเหรอครับที่จะตามรู้ได้ว่า จิตเกิด-ดับ  
*******************************
การกล่าวว่า ใครรู้ ใครตามเห็น จิตเกิดดับ ยังเนื่องด้วยสัตว์
คือ มีความพอใจ ความกำหนัด ความอยาก ความเพลิน ความเข้าถึง ความยึดมั่น แห่งจิตในอุปาทานขันธ์
เพราะความที่ผู้ปฏิบัติผู้ยังไม่ไปถึงฝั่งของพระนิพพาน ยังมีความยึดมั่น(อุปาทานอยู่)
จึงมี ความเข้าถึง ถือเอา ว่า เรา โดยความเป็นตนอย่างนี้
เรื่องนี้ต้องอาศัยอินทรีย์ ๕ ที่พรั่งพร้อม จนเห็นด้วยปัญญาตามที่เป็นจริง(จากสิ่งที่เป็นอยู่)
สามารถกำหนดถึงความเกิด ดับ ในอุปาทานขันธ์ (ซึ่งมีอยู่แล้ว ให้แยกเป็นอิสระจาก ว่าเรา ของเรา และตัวตนเรา)
เมื่อกำหนดความเกิดดับได้อย่างนี้แล้วด้วยปัญญาอันชอบตรงตามที่เป็นจริง
จึงจะมีญาณเกิดขึ้นมาว่า นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ของเรา และนั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา
ความพ้น(จากอุปาทานที่มีใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) จึงย่อมมีได้ เรียก วิมุตติ
ความที่รู้ว่าพ้นแล้ว จะเกิดญาณหยั่งรู้ว่าพ้นแล้วเข้าไปตั้งอาศัย คือ ขยญาณ หรือ วิมุตติญาณทัสสนะ
ผู้จบกิจอย่างนี้ คือ ปริญญาตาวีบุคคล (พระอรหันต์) จะมีญาณเกิดขึ้นว่า
วิมุตตินี้ เป็นวิมุตติที่ไม่กำเริบได้อีกต่อไป ญาณนี้คือ ปัจจเวกขณญาณ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 7-1-2017 15:15:19 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 7-1-2017 20:49

แต่ผมเข้าใจว่าสัตตานังก็จะไปเกาะจิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้น  
เพียงแต่มันเกิดรวดเร็วมาก จนเราเข้าใจว่าจิตวิ่งไปคิดเรื่องนั้น เรื่องนี้  ทั้งที่ความจริงมันเป็นจิตคนละดวง

**************************
คำว่า สัตว์นี้ เป็นเป็นสภาวะที่บัญญัติ เรียก สภาวะที่ถึงพร้อมแล้ว
ด้วยความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิน ตัณหา ความเข้าถึง และอุปาทาน
ที่มีอยู่ใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ว่าเป็นสัตว์

เมื่อใดที่ยังถอนรากซึ่งตัณหาไม่ได้ ยังกระทำวิชชาให้แจ้งไม่ได้
ก็ย่อมมีการเกิดใหม่ขึ้นเป็นธรรมดาของ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ให้เป็นปกติ
ซึ่งเป็นไปด้วยอำนาจของตัณหาอันเป็นไปด้วยกับความกำหนัดเพราะความเพลิน ในอารมณ์ มีอยู่ จึงยังอัตภาพ(สภาวะสัตว์)ให้เกิดมีขึ้น

จิต มีการเกิด ดับ สลับไปอยู่อย่างนี้ เพราะมีการสืบต่ออันอาศัยเชื้อ คือ ตัณหา
เป็นจิตที่ยังมีราคะ โทสะ โมหะ
เมื่อจะเกิดขึ้นใหม่ ก็เกิดขึ้นจากความไม่รู้
เมื่อจะดับไป ก็จะดับไปเพราะไม่รู้ (โมหะ -อวิชชา)
อาศัยตัณหาเป็นกระแสพาไป จนทำให้ผู้ไม่ได้สดับ
คือ ปุถุชน ไม่กำหนดรู้ว่า จิตนั้น มีความเปลี่ยนแปลงได้ไว ถึงจะอุปมาก็กระทำได้โดยยาก
จนถึงทำให้เมื่อจะยึดถือ ก็ยึดถือมั่นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ นี้
ว่าเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา ความยึดถือนั้นจึงมีแก่เรา สัตว์ บัญญัติขึ้น
เพราะมีความยึดถือเข้าไปมีอยู่ใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณแล้วอย่างนี้
" แต่ไม่ใช่เพราะมีสัตว์เข้าไปยึดจิต "

18

กระทู้

0

เพื่อน

514

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
267
ความดี
131
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
11-2-2018
โพสต์เมื่อ 8-1-2017 23:47:10 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบคุณ คุณคมสันและทุกคนที่มาตอบกระทู้นี้นะครับ  ผมอ่านทุกความเห็น ทุกตัวอักษร ทุกบรรทัด
แต่ตอนนี้ยังงงอยู่เลยครับ    โอ๊ย โง่จริงเลยเรา

ต้องจรลีไปสั่งสมสุตตะให้ได้ตามควรแก่ฐานะแล้วครับ  




12
กลับไป ตั้งกระทู้ใหม่
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 16-9-2019 01:27 , Processed in 0.063831 second(s), 16 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน