กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 1261|ตอบกลับ: 9

สงสัยเรื่องอบายภูมิ4

[คัดลอกลิงก์]

1

กระทู้

0

เพื่อน

26

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
16
ความดี
4
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
24-4-2017
โพสต์เมื่อ 25-12-2016 16:55:18 |ดูโพสต์ทั้งหมด
สวัสดีครับ ผมเป็นสมาชิกใหม่ เป็นผู้ยังใหม่ต่อ พุทธวจน ยังไม่ค่อยได้อ่านพระสูตรต่างๆ มากนัก ยังจำพระสูตรต่างๆ ไม่ได้ ผมเป็นชาวพุทธ มาตั้งแต่เด็ก แต่มีความเข้าใจเหมือนกับ ปุถุชน ทั่วไปทั้งหลาย พระไตรปิฎก เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องไปอ่าน ไปศึกษา เพราะอ่านไปศึกษาไปก็ไม่เข้าใจ เป็นปริยัติ ใช้สำหรับพวกนักธรรม เขาไปศึกษากัน ดูอย่างพระ ท่านยังไม่เห็นรูปไหนไปศึกษา พระไตรปิฎก เลย

นี่เป็นความเข้าใจ ของชาวพุทธ 90%  ในประเทศนี้ครับ

สมัยผมยังเป็นเด็ก มีสำนักฆ์หนึ่ง ได้นำ พระไตรปิฎก น่าจะ 45 เล่ม (ปกสีน้ำเงิน) จะนำไปถวายวัดที่ใกล้บ้าน แต่ได้นำมาเก็บไว้ที่บ้านผมก่อน เพื่อรอเวลาจัดถวายวัด ซึ่งผมก็เลยได้มีโอกาส หยิบพระไตรปิฎก เกือบทั้ง 45 เล่ม มาอ่าน อ่านไปๆ ก็ไม่เข้าใจ แต่ก็ชอบอ่านตรงที่มี นิทาน และชาดก สอดแทรก และก็มีผ่านตาในเรื่องของ พุทธวจน บ้าน แต่ก็เท่านั้น

ในตอนที่อ่านนั้น บางพระสูตร ผมเองก็มีความสงสัยเหมือนกัน ในเรื่องของ พุทธวจน บางพระสูตร มันไม่ค่อยสมเหตุสมผล หรือมีสิ่งที่ขัดแย้งกันเอง อยู่เหมือนกัน แต่ในความที่เรายังเป็นเด็กนั้น ผมก็มีความคิดในแง่บวกว่า หนังสือตั้งมากมาย ขนาดนั้น ย่อมมีพิมพ์ผิดบ้าง ไรบ้าง เป็นเรื่องปกติธรรมดา (ปัจจุบันนึกไม่ออกแล้วครับว่าเจอตรงไหนบ้างที่ไม่สมเหตุผล เพราะนานมาแล้ว ประมาณ 35 ปี ปัจจุบัน อายุ 47)

พอมาได้ฟังพระอาจารย์คึกฤทธิ์พูดถึงบัว 4 เหล่า ที่ความจริงมีแค่ 3 เหล่า ผมนึกได้ลางๆ ทันทีว่า เคยสงสัยอยู่เหมือนกัน ว่าหนังสือ พระไตรปิฎก พิมพ์ส่วนขยายความของ บัว 4 เหล่า หายไป 1 เหล่า ยังพิจารณา นับดูตั้งหลายรอบ นับยังไงก็ไม่ครบ แต่ก็ไม่รู้จะไปถามใคร เพราะเชื่อว่า ไม่มีใครเคยอ่าน พระไตรปิฎก และถึงถามก็คงไม่ได้คำตอบ

เช่นเดียวกับคำว่า สัตว์ เวียนว่าย ตายเกิด นิพพาน อมตะ วิมุติ คำเหล่านี้ เคยอ่าน ผ่านตามาหมดแล้ว แต่ไม่ค่อยเข้าใจ และไม่รู้ความหมาย  แต่ไปชอบอ่านมากในเรื่องของ โลก การเปรียบเทียบความยาวนานของกัลป์ ของอสงขัย การเกิด ดับของโลก อภัสราพรหม ผู้มีจิตเป็นประภัสสร และมีอกุศลกรรมเข้ามาทำให้เสื่อมจากความเป็นพรหม และเวียนว่าย ตายเกิดอยู่ในโลก อายุขัยของมนุษย์ การทำลายกัลป์ ต่างๆ ชอบอ่านทางนั้นมากกว่า ส่วนเรื่องพระสูตร และพระพุทธวจน นั้น ยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจอยู่

แต่นี่ก็เป็นผลสืบเนื่องจาก เคยอ่าน เคยศึกษา พระไตรปิฎก ที่เชื่อว่า เป็น 1 ใน 100 คน ประมาณนั้น ทำให้ผม เป็นคนที่ เชื่อใน เรื่อง บาป บุญ นรก สวรรค์ อดีตชาติก่อน ชาติหน้าอนาคต ทำกรรมดี ต้องได้ดี ทำกรรมชั่ว ต้องได้ชั่วสนอง แม้ว่า ในชาตินี้ เราแทบไม่ได้ทำกรรมชั่ว แต่ที่เรายังลำบาก และรับผลกรรมอันไม่ดีอยู่นั้น เกิดแต่กรรมชั่วที่เราเคยทำไว้ ในชาติก่อนๆ มาส่งผล ซึ่งต้องก้มหน้ายอมรับไป

ทำให้ในชาตินี้ ผมมีความกลัวเหลือเกิน กลัวตายไป จะต้องตกนรก เกิดเป็นสัตว์ เปรต อสุรกาย ที่ปรากฎในอบายภูมิ ก็เคยไป เข้าวัด ปฏิบัติธรรมบ้าง ในบางโอกาส บางเวลา สวดสาธยายมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ผมทำเป็นหมด แต่ก็นั่นแหละ บุคคลผู้เพียรพยายามเผากิเลส ย่อมมีมารมาขวางกั้น จนเราก็เริ่มแพ้ เริ่มถดถอย และลดละ หลงลืม จากตรงนั้น เป็นระยะๆ บางระยะ เมื่ออกุศลส่งผล เราก็หลงเพลินอยู่ในโลก เป็น 10 ปี นึกได้ที เมื่อกุศลคอยแทรกบ้างก็ มีกำลังใจในการปฏิบัติทีนึง.......มีต่อ  

1

กระทู้

0

เพื่อน

26

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
16
ความดี
4
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
24-4-2017
โพสต์เมื่อ 25-12-2016 21:21:32 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ต่ออีกนิดครับ เดี๋ยวเข้าเรื่องคำถามแล้ว

เมื่อกุศลคอยแทรกบ้างก็ มีกำลังใจในการปฏิบัติทีนึง แต่ก็แพ้อยู่เรื่อยๆ แต่ก็ยังดี ที่ยังได้ทำ ยังได้คิดบ้าง ก็คิดว่า ที่ทำไปก็คงไม่เสียหลาย แม้ความสำเร็จในการปฏิบัติ คือความสงบของจิต ยังไม่เกิด เพราะติดอยู่ในคำภาวนา ตามแต่ละสำนักที่ประสบมา

จนกระทั่งถึงเวลา ที่ชีวิตต้องแตะกรรมครั้งใหญ่ ผมได้ไปคล้องกรรมกับครอบครัวที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทำให้ชีวิตคนๆ นึงต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมคนที่ไม่แม้แต่จะยอมตบยุงที่บินมากัด ก็ต้องมาอยู่ในครอบครัว เกี่ยวข้องวังวนอยู่ในวงจรแห่งการฆ่าสัตว์เป็นอาชีพ หลังจากนั้นชีวิตก็เหมือนติดอยู่ใน กรงขังอันไร้สภาพ มองไม่เห็น แต่มันมีอยู่  ไม่มีสติปัญญาจะเดินออก เพราะภาระ และความรับผิดชอบ มันค้ำคออยู่ ทำให้ช่วงกลางของชีวิตนี้ การเจริญธรรม แทบเป็นศูนย์

แต่เมื่อกุศลแสดงผลให้อีกครั้ง ทำให้ผมได้ยินได้ฟัง พุทธวจน ของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ก็มีความรู้สึกว่า อืมม์ แปลก และไม่เคยได้ยิน ได้ฟังแบบนี้ ไม่เคยเห็นมีพระรูปไหน นำเอา พระพุทธวจน มาเปิดเผย หรือมาบอกเผยแผ่ให้คนทั้งหลายได้ยิน ได้ฟัง และก็ทำให้ผมได้รู้ว่า ไอ้ที่พระ หรือคนทั้งหลาย เคยบอก ว่า อย่าไปอ่าน พระไตรปิฎก เสียเวลา ไม่มีประโยชน์ ใช้สำหรับพวกที่เขาเรียนธรรม ไร้สาระ ต้องปฏิบัติ ถึงจะสำเร็จ....ๆ นั้น ความจริงมันไม่ใช่เลย

พระพุทธเจ้า ท่านบรรจุหนทางแห่งความหลุดพ้นไว้ในคำพูดของท่านไว้หมดแล้ว แต่คนเราสมัยนี้ ไม่ได้เคยรับรู้ และมีโอกาสได้ฟังธรรม ที่เป็นของจริง ที่ทำให้หลุดพ้นได้ นั่นเอง น่าเสียดายแทนคน เกือบ 90% ในประเทศนี้จริงๆ เอาละครับ พร่้ามมายาวแล้ว ขอเข้าเรื่องเลยละกัน

1  ตามที่ได้เคย ฟัง เคยอ่าน เคยรับรู้ จากตำรา ต่างๆ ว่า อบายภูมิ มี 4 คือ นรก เปรต อสรุกาย เดรัจฉาน  แล้วทำไม ไม่เห็นพระอาจารย์พูดถึง อสุรกาย เลย หรือว่า แท้จริงแล้ว ตามพุทธวจน นั้นอบายภูมิมีอยู่แค่ 3 นี้เป็นความสงสัยหนึ่ง

2  พระพุทธเจ้า ในอดีต ที่ผ่านๆ มา ก็มีอายุ 80,000 ปีบ้าง 40,000 ปีบ้าง 20,000 ปีบ้าง ขึ้นๆ ลง ไม่เหมือนกัน แต่พระพุทธเจ้าโคดม ของเรานี้ ทำไมมีอายุสั้นมาก แค่ 80 ปี คำถามคือ ในอดีต เคยมีพระพุทธเจ้าที่มีอายุ ไล่ๆ กับพระพุทธเจ้าของเรา องค์ปัจจุบันหรือไม่ครับ น่าสงสัยประการหนึ่ง

สุดท้ายนี้ ผมก็อยากจะขอความกรุณา ท่านผู้รู้ ช่วยตอบไขข้อข้องใจให้หน่อย แม้ว่าบางท่าน อาจเห็นว่า นี่เป็นความไร้สาระ จะรู้ไปทำไม ไม่เกิดประโยชน์ แต่ถ้าท่านผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย ท่านไตร่ตรองดู จะเห็นว่า มันน่าคิดอยู่เหมือนกัน

และสุดท้ายต้องขอกราบประทานอภัย ถ้าคำพูดใด หรือข้อเขียนใด ทำให้เกิดความระคายเคือง สวัสดีครับ

  

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 26-12-2016 07:12:02 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เมื่อกุศลคอยแทรกบ้างก็ มีกำลังใจในการปฏิบัติทีนึง แต่ก็แพ้อยู่เรื่อยๆ แต่ก็ยังดี ที่ยังได้ทำ ยังได้คิดบ้าง ก็คิดว่า ที่ทำไปก็คงไม่เสียหลาย แม้ความสำเร็จในการปฏิบัติ คือความสงบของจิต ยังไม่เกิด เพราะติดอยู่ในคำภาวนา
**********************
ความที่รู้ว่ามีกุศลธรรมเกิดมีขึ้นในใจ นั้นเพราะอาศัยการเกิดขึ้นของสติ ซึ่งความที่สติจะบังเกิดขึ้นมาได้ ก็ต้องมีธรรมันเป็นเหตุคือ ความมีการใคร่ครวญในธรรมสอดส่องในธรรมด้วยใจมาก่อน เพราะมีโยนิโสมนสิการในธรรมอันตนได้สดับมา จึงมีสติ มีหิริ โอตตัปปะ และจะมีความสำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย อันจะนำไปสู่ความไม่ประมาทต่ออกุศลธรรมที่จะเกิดมีขึ้นหรือ เกิดมีขึ้นแล้วแก่จิต เขาย่อมสำรวมทวาร ๓ คือ กาย วาจา และใจ ศีลของเขานั้นย่อมบริสุทธิ์ ผู้มีศีลที่บริบูรณ์ ย่อมไม่มีความเดือดร้อนใจ ปราโมทย์ย่อมเกิดแก่เขา ปิติย่อมเกิดแก่ผู้มีจิตปราโมทย์ กายของผู้มีใจเป็นปิติ ย่อมสงบรำงับ ผู้มีกายสงบรำงับย่อมเสวยสุข จิตของผู้มีสุขย่อมถึงความเป็นสมาธิ การกระทำให้จิตตั้งมั่นนั้น เพราะอาศัยเหตุเป็นลำดับอย่างนี้ การภาวนานั้นคือการกระทำให้มาก คำภาวนานั้น หากมีจิตน้อมไปเพื่อความเป็นพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ (เป็นต้น) กุศลธรรมทั้งหลายย่อมหลั่งไหลไปสู่จิต ขณะนั้น จิตของเขาไม่มี ราคะ โทสะ โมหะ กลุ้มรุม เป็นจิตที่ดำเนินไปตรงได้เช่นกัน (หากไม่ติดคำภาวนาโดยการท่องบ่นแต่ไม่รู้เฉพาะซึ่งอรรถ ซึ่งธรรมใดๆ) ส่วนกรรมที่กระทำไปแล้ว ทั้งดีและชั่วนั้น ไม่สูญหายไปไหน จะยังให้ผลอยู่อยู่ หากยังไม่อบรมอริยมรรค ๘ ประการ ให้ถึงความสิ้นกรรมได้ กรรมนั้นก็ยังปรากฏแก่ขันธ์อันจะเป็นที่บังเกิดของอัตภาพของสัตว์ต่อไปได้อีก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 26-12-2016 07:12:27 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พุทธวจน บางพระสูตร มันไม่ค่อยสมเหตุสมผล หรือมีสิ่งที่ขัดแย้งกันเอง อยู่เหมือนกัน แต่ในความที่เรายังเป็นเด็กนั้น ผมก็มีความคิดในแง่บวกว่า หนังสือตั้งมากมาย ขนาดนั้น ย่อมมีพิมพ์ผิดบ้าง ไรบ้าง เป็นเรื่องปกติธรรมดา (ปัจจุบันนึกไม่ออกแล้วครับว่าเจอตรงไหนบ้างที่ไม่สมเหตุผล เพราะนานมาแล้ว ประมาณ 35 ปี ปัจจุบัน อายุ 47)
*****************************
พระศาสดาทรงตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย ! นับตั้งแต่ราตรี ที่ตถาคต
ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาโพธิญาณ
จนกระทั่งถึงราตรี ที่ตถาคตปรินิพพาน
ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ตลอดเวลาระหว่างนั้น ตถาคตได้กล่าวสอน
พร่ำสอน แสดงออก ซึ่งถ้อยคำใด
ถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมด
ย่อมเข้ากันได้โดยประการเดียวทั้งสิ้น
ไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย

ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตกล่าวอย่างใด
ทำอย่างนั้น, ทำอย่างใด กล่าวอย่างนั้น

ดังนั้นแล้ว ธรรมที่ตถาคตทรงแสดง ย่อมสอดรับกันทั้งหมด
แต่อยู่ที่ปัญญาของบุคคลนั้นจะเข้าใจบทแห่งความนั้นอย่างไร
แตกต่างกันตามอินทรีย์ของแต่ละบุคคล จึงทำให้เห็นผิดแผกไปเป็นโดยประการอื่น

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 26-12-2016 07:12:53 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ทำให้ผม เป็นคนที่ เชื่อใน เรื่อง บาป บุญ นรก สวรรค์ อดีตชาติก่อน ชาติหน้าอนาคต ทำกรรมดี ต้องได้ดี ทำกรรมชั่ว ต้องได้ชั่วสนอง
************************
สัมมาทิฏฐิที่ยังเนื่องด้วยสาสวะ(ยังมีอาสวะ) เป็นไปกับด้วยบุญ ยังเนื่องด้วยอุปธิ(กิเลส) และให้ผลแก่ขันธ์อันเป็นที่บังเกิดของอัตภาพของสัตว์เหล่าใดอยู่ คือ ส่วนหนึ่งในนั้นทั้งหมด คือ ผลวิบากของกรรมที่ทำดีและทำชั่วแล้วมีอยู่  โลกนี้มี(ที่มา)  โลกหน้ามี(ที่ไป) เป็นต้น

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 26-12-2016 07:13:21 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แม้ว่า ในชาตินี้ เราแทบไม่ได้ทำกรรมชั่ว แต่ที่เรายังลำบาก และรับผลกรรมอันไม่ดีอยู่นั้น เกิดแต่กรรมชั่วที่เราเคยทำไว้ ในชาติก่อนๆ มาส่งผล ซึ่งต้องก้มหน้ายอมรับไป

************************
กรรมนั้น ทรงตรัสว่า มี ๒ ประการ คือ กรรมเก่า(ปุราณกรรม) และ กรรมใหม่ (นวกรรม) สัตว์ทั้งหลายนั้นมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่แล่นไปสู่  เหมือนลิ่มสลักที่ขันยึดรถที่กำลังแล่นไป  เมื่อถูกต้องด้วยกรรมเก่า อันเกิดจากการเจตนาแล้วกระทำกรรมด้วย กาย วาจา และใจ กรรมที่กระทำไปแล้ว(ทั้งดี และ ชั่ว) ด้วยเจตนาอย่างใดนั้น ย่อมส่งผลแก่ขันธ์ทั้งหลายอันเป็นที่ไปเกิดของอัตภาพของสัตว์เหล่านั้น  แต่เพราะสัตว์ยังต้องกระทำกรรมใหม่อยู่ด้วยเพราะยังเป็นผู้ไม่พ้นไปจากอุปาทาน ย่อมเห็นการกระทำใดๆนั้น โดยความเป็นตนอยู่ วิบาก(ผล) ของกรรมใหม่ที่กระทำนั้นจะไม่ได้ลบล้างวิบากของกรรมเก่าแต่อย่างใด

เพียงแต่หากสัตว์นั้นมีอัตภาพอันใหญ่(คือมีกายภาวนา ศีลภาวนา จิตตภาวนา และ ปัญญาภาวนา) มีคุณหาประมาณไม่ได้ กรรมที่กระทำไปนั้นย่อมมีวิบากให้ผลอันใหญ่ปรากฏ ส่วนน้อย(กรรมชั่วที่อาจจะกระทำไป) ไม่ปรากฏ (ทรงอุปมาด้วยก้อนเกลือที่ละลายอยู่ในแม่น้ำคงคา)  ดังนั้น การกล่าวว่า ก้มหน้าก้มกรรมยอมรับไป จึงไม่ควรแก่ฐานะด้วยเหตุอย่างนี้

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 26-12-2016 07:14:10 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แต่ก็นั่นแหละ บุคคลผู้เพียรพยายามเผากิเลส ย่อมมีมารมาขวางกั้น จนเราก็เริ่มแพ้ เริ่มถดถอย และลดละ หลงลืม จากตรงนั้น เป็นระยะๆ บางระยะ เมื่ออกุศลส่งผล เราก็หลงเพลินอยู่ในโลก เป็น 10 ปี นึกได้ที เมื่อกุศลคอยแทรกบ้างก็ มีกำลังใจในการปฏิบัติทีนึง
**********************
บุคคล ๗ จำพวก ที่ เมื่อตกน้ำแล้วจมเลยก็มี ตกแล้วทรงตัวได้ชั่วคราว แล้วจมลงก็มี ตกแล้ว ลอยอยู่ ไม่จม ทรงตัวได้ก็มี ตกแล้วทรงตัวได้ เหลียวมองหาฝั่งก็มี ตกแล้วพยายามด้วยเรี่ยวแรงว่ายเข้าสู่ฝั่งก็มี ตกแล้วว่ายสู่ฝั่งมาสู่ที่ตื้นที่มี และในที่สุด ตกแล้วกลับมายืนแล้วอยู่บนฝั่งก็มี  ท้งหมดนี้ เกิดจากความที่ มี ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา ที่ไม่เท่ากันของสัตว์

ผู้ที่ไม่มี หรือมีแล้วเสื่อมไป ความเสื่อมย่อมเกิดแก่ผู้นั้นโดยฝ่ายเดียว นี้เป็นกำลังของเสขบุคคล(ผู้่ยังต้องปฏิบัติ) ที่มีอยู่ และจะเป็นไปโดยความเจริญแต่ฝ่ายเดียวของบุคคลผู้ไม่ยังความเสื่อมไปของคุณธรรมเหล่านี้ พร้อมกับมีการกระทำให้งอกงาม เจริญไพบูลย์ต่อไป ด้วยอาศัยธรรมอันเป็นกำลังของเสขะ ๕ ประการ ทั้งอินทรีย์ ๕ ประการ ของบุคคลนั้นก็ปรากฏว่าไม่เสื่อมถอย เขาย่อมได้บรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะเป็นที่สุด

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 26-12-2016 07:15:02 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เมื่อกุศลคอยแทรกบ้างก็ มีกำลังใจในการปฏิบัติทีนึง แต่ก็แพ้อยู่เรื่อยๆ แต่ก็ยังดี ที่ยังได้ทำ ยังได้คิดบ้าง ก็คิดว่า ที่ทำไปก็คงไม่เสียหลาย แม้ความสำเร็จในการปฏิบัติ คือความสงบของจิต ยังไม่เกิด เพราะติดอยู่ในคำภาวนา
**********************
ความที่รู้ว่ามีกุศลธรรมเกิดมีขึ้นในใจ นั้นเพราะอาศัยการเกิดขึ้นของสติ ซึ่งความที่สติจะบังเกิดขึ้นมาได้ ก็ต้องมีธรรมันเป็นเหตุคือ ความมีการใคร่ครวญในธรรมสอดส่องในธรรมด้วยใจมาก่อน เพราะมีโยนิโสมนสิการในธรรมอันตนได้สดับมา จึงมีสติ มีหิริ โอตตัปปะ และจะมีความสำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย อันจะนำไปสู่ความไม่ประมาทต่ออกุศลธรรมที่จะเกิดมีขึ้นหรือ เกิดมีขึ้นแล้วแก่จิต เขาย่อมสำรวมทวาร ๓ คือ กาย วาจา และใจ ศีลของเขานั้นย่อมบริสุทธิ์ ผู้มีศีลที่บริบูรณ์ ย่อมไม่มีความเดือดร้อนใจ ปราโมทย์ย่อมเกิดแก่เขา ปิติย่อมเกิดแก่ผู้มีจิตปราโมทย์ กายของผู้มีใจเป็นปิติ ย่อมสงบรำงับ ผู้มีกายสงบรำงับย่อมเสวยสุข จิตของผู้มีสุขย่อมถึงความเป็นสมาธิ การกระทำให้จิตตั้งมั่นนั้น เพราะอาศัยเหตุเป็นลำดับอย่างนี้ การภาวนานั้นคือการกระทำให้มาก คำภาวนานั้น หากมีจิตน้อมไปเพื่อความเป็นพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ (เป็นต้น) กุศลธรรมทั้งหลายย่อมหลั่งไหลไปสู่จิต ขณะนั้น จิตของเขาไม่มี ราคะ โทสะ โมหะ กลุ้มรุม เป็นจิตที่ดำเนินไปตรงได้เช่นกัน (หากไม่ติดคำภาวนาโดยการท่องบ่นแต่ไม่รู้เฉพาะซึ่งอรรถ ซึ่งธรรมใดๆ) ส่วนกรรมที่กระทำไปแล้ว ทั้งดีและชั่วนั้น ไม่สูญหายไปไหน จะยังให้ผลอยู่อยู่ หากยังไม่อบรมอริยมรรค ๘ ประการ ให้ถึงความสิ้นกรรมได้ กรรมนั้นก็ยังปรากฏแก่ขันธ์อันจะเป็นที่บังเกิดของอัตภาพของสัตว์ต่อไปได้อีก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 26-12-2016 07:15:31 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อบายภูมิ มี 4 คือ นรก เปรต อสรุกาย เดรัจฉาน  
**********************
พุทธพจน์ที่ปรากฏมีอยู่ ตรัสกล่าวคติ มี ๕ เท่านั้น คือ
นรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรต มนุษย์ และ เทวดา

พระองค์ตรัสถึงอสุรกายนั้นว่าเป็นเหล่าอสูร เป็นสภาพที่ได้ไม่ดี
และทรงตรัสว่ามีอสุรกายชื่อกาลกัญชิกา ซึ่งเลวกว่าอสุรกายทั้งปวง
แสดงว่าอสุรกายมีมากกว่าหนึ่งประเภท (ความรู้ที่พบ มีเพียงเท่านี้)

แต่นี้ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องไปตามรู้ พระองค์ตรัสว่า บุรุษนั้นจะตายปล่าว
แต่เรื่องที่ควรรู้อย่างยิ่งในฐานะที่ได้อัตภาพความเป็นมนุษย์ในภพและชาตินี้
คือการรู้ถึงอริยสัจ ๔ ธรรมอันเป็นเครื่องออกจากโลก คือวัฏฏะ อันเป็นที่อยู่แห่งมาร
เป็นผู้ฉลาดต่อ วิวัฏฏะ อันเป็นที่ที่มารเข้าไปไม่ถึง
ประตูนครแห่งความไม่ตาย พระองค์เปิดโล่งไว้แล้ว
เพื่อสัตว์ทั้งหลายเข้าถึงถิ่นอันเกษม
กระแสแห่งมารผู้มีบาป พระองค์ปิดกั้นเสียแล้ว
กำจัดเสียแล้ว ทำให้หมดพิษสงแล้ว
ให้เราจงเป็นผู้มากมูนด้วยปราโมทย์
ปรารถนาธรรมอันเกษมจากโยคะเถิด

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 26-12-2016 07:16:02 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แต่พระพุทธเจ้าโคดม ของเรานี้ ทำไมมีอายุสั้นมาก แค่ 80 ปี คำถามคือ ในอดีต เคยมีพระพุทธเจ้าที่มีอายุ ไล่ๆ กับพระพุทธเจ้าของเรา องค์ปัจจุบันหรือไม่ครับ น่าสงสัยประการหนึ่ง
****************
ภัทรกัป คือ กัปปัจจุบัน มีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ตรัสรู้ไปแล้ว 4 พระองค์ รอตรัสรู้อีก 1 พระองค์ ส่วนพระโคดมเป็นองค์ที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงที่อายุมนุษย์จะน้อยลงเหลือ เพียง 100 ปี และอกุศลธรรมทั้งหลายจะยิ่งบังเกิดขึ้นเรื่อยๆ จนมนุษย์จะอายุเหลือเพียง 10 ปี หญิง อายุ 5 ขวบ จะมีบุตรได้ คำว่ากุศลๆ จะไม่ปรากฏในช่วงนั้น สัตว์จะสมสู่กันไม่ต่างจาก แพะ แกะ ไก่ สุกร ไม่มี มารดา บิดา พี่ ป้า น้า อา สัตว์จะมีอาวุธอยู่ในมือฆ่ากันราวกับนายพรานเห็นเนื้อ นี้เป็นยุคที่กุศลธรรมต่ำถึงขีดสุด แต่จะมีมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่หลบหนีภัยนี้ แล้วเริ่มเห็นโทษเจริญกุศลธรรมให้เกิดมีขึ้นต่อมาเรื่อยๆ (อีกนาน) จนอายุของมนุษย์ยาวนานขึ้นจนถึง 8 หมื่นปี จนกระทั่งเป็นสมัยแห่งศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 มีพระนามว่า เมตเตยยสัมมาสัมพุทธะ มาตรัสรู้
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 20-9-2019 10:54 , Processed in 0.098306 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน