กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
เจ้าของ: crème

เพราะพระสูตรไหนคะ ที่ทำให้เข้าใจว่า สุทธาวาส 4 ชั้นแรกยังไม่สิ้นสัญโญชน์เบื้องต่

[คัดลอกลิงก์]

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 27-9-2016 20:57:23 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เราควรจะชี้เฉพาะคำว่า โลกนี้ คือ ภพมนุษย์เท่านั้นหรอคะ
********************************************
ครับ แม้คำว่า โลก จะแปลได้หลายนัย ในบริบทหลายๆพระสูตรที่ปรากฏทรงใช้ อยู่
แต่ในพระสูตร นิฏฐังคตสูตร ทรงตรัสว่า โลกนี้ ต้องหมายถึง โลกมนุษย์เท่านั้นครับ
เพราะความสำเร็จ(ล่วงส่วน) ในโลกนี้ มีแก่บุคคล ๕ จำพวก คือ
โสดาบัน ๓ จำพวก
สกทาคามี ๑ จำพวก
อรหันต์ ๑ จำพวก
รวมเป็น ๕ จำพวก
แต่เพราะ พระอรหันต์จำเป็นต้องปรินิพพานในปัจจุบัน(คือสภาวะอัตภาพเป็นมนุษย์เท่านั้น)
ดังนั้น อีก ๔ พวกที่เหลือ จำเป็นต้องปรินิพานในภพมนุษย์เช่นเดียว(กับพระอรหันต์เพราะพระศาสดาจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน)


แล้วมันจะไม่ขัดกับการพยากรณ์สกทาคามีบุคคล ใน มิคสาลาสูตร หรอคะ
****************************************************
ไม่ขัดครับ สกทาคามี เป็นเทวดา ก็มี แต่ เวลาจะปรินิพาน จะต้องกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์
จากที่ตรัสว่า กลับมาสู่โลกนี้อีกคราวเดียว (หมายถึง ต้องกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์ เท่านั้น)

คุณครีมลองจินตนาการนะครับ สมมติ เราต้องจากบ้านเราที่เคยอยู่ แล้วไปอยู่ที่ใหม่  
ครั้นจะต้องละจากที่ใหม่นั้น กลับมาสู่บ้านเดิม
เราจะเรียกว่า การกลับมาสู่ จริงไหมครับ

แต่การจากไป(ตายไป) ของมนุษย์(สมมติว่าเป็นบ้านเรา) แล้วไปสู่สกทาคามีเทวดา (บ้านใหม่)
เราควรจะเรียกว่า เป็นการกลับมาสู่ หรือครับ
สกทาคามี ในสูตรนี้ ก็เช่นกัน เมื่อ ได้สกทาคามีจากโลกมนุษย์แล้ว ไปสู่เทวดา
ครั้นจะมาสู่โลกมนุษย์อีกคราว จึงเรียกว่า การกลับมาสู่โลกนี้อีกคราวเดียว อย่างนี้ครับ   

และอีกอย่างหนึ่ง เราจะรู้ได้อย้่างไรคะ ว่าภพสุดท้ายที่โสดาบันประเภทสัตตักขัตตุปรมะจะปรินิพพาน จะต้องเป็นภพมนุษย์
*********************************************
โสดาบัน ที่เป็นสัตตักขัตตุปรมะ ไม่ยังภพที่ ๘ ไม่เกิดมีขึ้น
เกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ นั้น ผมมีความเห็นว่า โสดาบัน ประเภทนี้
สามารถเลื่อนระดับ เป็นอริยบุคคลที่สูงขึ้นไปได้ อย่างใน สักกปัญหสูตร
ที่ท้าวสักกะ ปรารถนาจะไปสู่อกนิฏฐภพ  ซึ่งหมายถึง ต้องเป็นอนาคามีเท่านั้น
แต่ก็อย่างไรก็ตาม โสดาบัน สัตตักขัตตุปรมะ สามารถที่จะเวียนกลับมาสู่ทั้งเทวดาและมนุษย์ได้ แต่ไม่เกิน ๗ คราว
หากมาสู่มนุษย์ก็สามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เป็นพระอรหันต์ ในภพมนุษย์นั่นเอง  

13

กระทู้

3

เพื่อน

572

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
332
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
1-8-2019
โพสต์เมื่อ 28-9-2016 21:09:34 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 27-9-2016 20:57
เราควรจะชี้เฉพาะคำว่า โลกนี้ คือ ภพมนุษย์เท่านั้นหร ...

แล้วมันจะไม่ขัดกับการพยากรณ์สกทาคามีบุคคล ใน มิคสาลาสูตร หรอคะ
****************************************************
ไม่ขัดครับ สกทาคามี เป็นเทวดา ก็มี แต่ เวลาจะปรินิพาน จะต้องกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์
จากที่ตรัสว่า กลับมาสู่โลกนี้อีกคราวเดียว (หมายถึง ต้องกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์ เท่านั้น)

คุณครีมลองจินตนาการนะครับ สมมติ เราต้องจากบ้านเราที่เคยอยู่ แล้วไปอยู่ที่ใหม่  
ครั้นจะต้องละจากที่ใหม่นั้น กลับมาสู่บ้านเดิม
เราจะเรียกว่า การกลับมาสู่ จริงไหมครับ

แต่การจากไป(ตายไป) ของมนุษย์(สมมติว่าเป็นบ้านเรา) แล้วไปสู่สกทาคามีเทวดา (บ้านใหม่)
เราควรจะเรียกว่า เป็นการกลับมาสู่ หรือครับ
สกทาคามี ในสูตรนี้ ก็เช่นกัน เมื่อ ได้สกทาคามีจากโลกมนุษย์แล้ว ไปสู่เทวดา
ครั้นจะมาสู่โลกมนุษย์อีกคราว จึงเรียกว่า การกลับมาสู่โลกนี้อีกคราวเดียว อย่างนี้ครับ
  



คุณคมสันคะ...ครีมขอโต๊ดดด ครีมไม่ get เลยง่ะ ณ จุดๆ นี้

เหมือนกับคุณคมสันกำลังจะอธิบายให้เข้าใจว่า
สมมติว่า
ครีมเนี่ยเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ประพฤติอริยมรรคมีองค์ 8 อยู่เพื่อกระทำที่สุดทุกข์ให้สิ้น แต่ก็ยังจบกิจในปัจจุบันไม่ได้
เพราะอินทรีย์ 5 ของครีมนั้นอ่อนกว่าอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี
แต่อินทรีย์ 5 ของครีมนั้นก็ยังแก่กว่าโสดาบันประเภทเอกพีชี ณ ปัจจุบันที่ยังมีชีวิตอยู่
ทีนี้พอครีมตายจากมนุษย์ ไปเกิดในชั้นดุสิตเป็นเทวดาครีม เพราะยังมีความพอใจในกามคุณ 5 อันเป็นทิพย์อยู่ <= Step1
ทีนี้พอเทวดาครีมตายจากชั้นดุสิตแล้ว ยังจะต้องมาเกิดเป็นมุษย์ เป็น Step ที่ 2 อีกหรอคะ ถึงจะจบกิจได้
ที่คุณคมสันอธิบายข้างต้น เพื่อให้เข้าใจว่าเป็นลักษณะแบบนี้หรอคะ หรือว่ายังไงเอ่ย

ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ แล้วอินทรีย์ 5 ของสกทาคามี แก่กว่าอินทรีย์ 5 ของโสดาบันประเภทเอกพีชี ตรงไหนอ่าคะ
ทำไมสกทาคามีถึงเป็น 2 Step ซะหล่ะคะ

13

กระทู้

3

เพื่อน

572

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
332
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
1-8-2019
โพสต์เมื่อ 28-9-2016 21:25:39 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 27-9-2016 20:43
ผมมีความเห็นว่า
๑. อนาคามี มี ๕ ระดับ และ ละสังโยชน์เ ...

เห็นตามค่ะ

13

กระทู้

3

เพื่อน

572

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
332
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
1-8-2019
โพสต์เมื่อ 28-9-2016 21:42:30 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย crème เมื่อ 28-9-2016 21:47

ทีนี้ ขอกลับมาต่อเรื่องอนาคามีอีกนิดเดียวนะคะ

จากพระสูตรนี้
ฌานสูตรที่ ๑

[๑๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก
๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศล
ธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ บุคคลนั้น
พอใจ ชอบใจปฐมฌานนั้น และถึงความปลื้มใจด้วยปฐมฌานนั้น ตั้งอยู่ใน
ปฐมฌานนั้น น้อมใจไปในปฐมฌานนั้น อยู่จนคุ้นด้วยปฐมฌานนั้น ไม่เสื่อม
เมื่อกระทำกาละ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าพรหมกายิกา ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย กัปหนึ่งเป็นประมาณอายุของเทวดาเหล่าพรหมกายิกา
ปุถุชนดำรงอยู่
ในชั้นพรหมกายิกานั้น ตราบเท่าตลอดอายุ ยังประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่า
นั้นให้สิ้นไปแล้ว ย่อมเข้าถึงนรกบ้าง กำเนิดดิรัจฉานบ้าง เปรตวิสัยบ้าง ส่วนสาวก
ของพระผู้มีพระภาค ดำรงอยู่ในชั้นพรหมนั้นตราบเท่าสิ้นอายุ ยังประมาณอายุ
ของเทวดาเหล่านั้นทั้งหมดให้สิ้นไปแล้ว ย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง
ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย นี้เป็นความพิเศษผิดแผกแตกต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับ
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ คือ ในเมื่อคติ อุบัติมีอยู่ ฯ
...
(21/123)


และจากพระสูตรนี้
เมตตาสูตรที่ ๑

[๑๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก
๔ จำพวกเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ มีใจประกอบด้วย
เมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ที่สาม ที่สี่ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้อง
บน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าในที่ทุกสถาน ด้วยใจ
ประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มี
ความเบียดเบียนอยู่ บุคคลนั้นพอใจ ชอบใจเมตตาฌานและถึงความปลื้มใจด้วย
เมตตาฌานนั้น ยับยั้งอยู่ในเมตตาฌานนั้น น้อมใจไปในเมตตาฌานนั้น อยู่จนคุ้น
ด้วยเมตตาฌานนั้น ไม่เสื่อม เมื่อกระทำกาละ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของ
เทวดาเหล่าพรหมกายิกา ดูกรภิกษุทั้งหลาย กัปหนึ่งเป็นประมาณอายุของเทวดา
เหล่าพรหมกายิกา
ปุถุชนดำรงอยู่ในชั้นพรหมกายิกานั้น ตราบเท่าตลอดอายุ ยัง
ประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว ย่อมเข้าถึงนรกบ้าง กำเนิด
ดิรัจฉานบ้าง เปรตวิสัยบ้าง ส่วนสาวกของพระผู้มีพระภาค ดำรงอยู่ในชั้นพรหม
กายิกานั้นตราบเท่าตลอดอายุ ยังประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้น
ไปแล้ว ย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความพิเศษผิดแผก
แตกต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ คือ ในเมื่อคติ
อุบัติมีอยู่ ฯ
...
(21/125)


สาวกของพระผู้มีพระภาค ผู้ดำรงอยู่ในชั้นพรหมกายิกา จากด้วยอาการทั้ง 2 แบบนั้น คือแบบที่ใช้ปฐมฌาน กับใช้เจริญเมตตา
บุคคลทั้ง 2 นี้ เรียกได้ว่าเป็นเทวดาที่เป็นอนาคามีแล้วไหมคะ และเขาทั้งคู่จะปรินิพพานที่ไหนคะ และกี่ Step หรอคะถ้าเริ่มจากมนุษย์



13

กระทู้

3

เพื่อน

572

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
332
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
1-8-2019
โพสต์เมื่อ 29-9-2016 15:49:51 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย crème เมื่อ 29-9-2016 15:54

ส่วนอันนี้คือที่ลองพิจารณานะคะ ไม่รู้จะถูกต้องหรือป่าว รบกวนช่วยตรวจให้ด้วยนะคะ

จากพระสูตร  ฌานสูตรที่ ๑ (21/123)  และ เมตตาสูตรที่ ๑ (21/125)
เข้าใจว่า
การเข้าถึงการเป็นสหายของเทวดาชั้นพรหมกายิกานั้น ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับก็สามารถเข้าถึงได้
เพราะกามและพยาบาทสงบลงชั่วคราวด้วยกำลังของปฐมฌานหรือเมตตาฌาน ที่ปุถุชนนั้น มีสติเจริญฌานก่อนจะตาย
แต่สัญโญชน์เบื้องต่ำ 1-5 นั้นเขายังละไม่ได้ เพราะไม่รู้อุบายเครื่องออก
สุดท้ายเขาจึงเป็นผู้ที่ต้องเวียนกลับมาหากามสุขอีก

อีกกรณีหนึ่ง
การเข้าถึงการเป็นสหายของเทวดาชั้นพรหมกายิกานั้น อริยสาวกผู้ได้สดับก็สามารถเข้าถึงได้ แม้สัญโญชน์เบื้องต่ำ 1-5 จะยังละไม่ได้
เพราะกามและพยาบาทสงบลงชั่วคราวด้วยกำลังของปฐมฌานหรือเมตตาฌาน ที่อริยสาวกผู้ได้สดับนั้น มีสติเจริญฌานก่อนจะตาย
แต่เพราะด้วยเหตุที่อริยสาวกนั้น เป็นผู้ที่เคยสดับในธรรมเครื่องออกจากทุกข์ ทรงจำได้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ
อริยสาวกนั้น ย่อมมีโอกาสที่จะรู้อุบายเครื่องออกทุกข์ด้วย 4 อาการ(21/191)
และเพราะความที่เป็นเทวดา แม้สติบังเกิดช้า แต่การบรรลุธรรมเกิดได้เร็วพลัน
อริยสาวกผู้ได้สดับนั้น จึงสามารถละสัญโญชน์ 1-10 ได้รวดเดียวจบในภพนั้นเลย
ดังนั้น พระพุทธเจ้าก็เลยไม่ทรงระบุเรียกว่าผู้ที่ใช้มรรคปฏิปทาแบบนี้ เป็นอนาคามีหรือไม่เป็นอนาคามี

ส่วนอริยสาวกพวกที่ใช้มรรคปฏิปทาแบบ (21/126) (21/124) (23/240) (13/157) (13/158)
ก็จะละสัญโญชน์เบื้องต่ำทั้ง 5 ได้ และไปเป็นสหายของเทวดาเหล่าสุทธาวาส ถ้ายังจบกิจในปัจจุบันไม่ได้

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 15-10-2016 11:01:46 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เหมือนกับคุณคมสันกำลังจะอธิบายให้เข้าใจว่า
สมมติว่า  ครีมเนี่ยเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ประพฤติอริยมรรคมีองค์ 8 อยู่เพื่อกระทำที่สุดทุกข์ให้สิ้น แต่ก็ยังจบกิจในปัจจุบันไม่ได้
เพราะอินทรีย์ 5 ของครีมนั้นอ่อนกว่าอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี
แต่อินทรีย์ 5 ของครีมนั้นก็ยังแก่กว่าโสดาบันประเภทเอกพีชี ณ ปัจจุบันที่ยังมีชีวิตอยู่
ทีนี้พอครีมตายจากมนุษย์ ไปเกิดในชั้นดุสิตเป็นเทวดาครีม เพราะยังมีความพอใจในกามคุณ 5 อันเป็นทิพย์อยู่ <= Step1
ทีนี้พอเทวดาครีมตายจากชั้นดุสิตแล้ว ยังจะต้องมาเกิดเป็นมุษย์ เป็น Step ที่ 2 อีกหรอคะ ถึงจะจบกิจได้
ที่คุณคมสันอธิบายข้างต้น เพื่อให้เข้าใจว่าเป็นลักษณะแบบนี้หรอคะ หรือว่ายังไงเอ่ย

******************************
การกลับมาสู่ คือการจากที่หนึ่งไปแล้วกลับมาที่เดิม
สกทาคามีผู้กระทำให้สำเร็จแล้วในฐานะมนุษย์ ๑ หรือ
แม้เทวดาผู้เจริญอินทรีย์ให้ยิ่งขึ้นบรรลุคุณวิเศษที่สูงกว่าแล้วสำเร็จสกทาคามีได้ในฐานะเทวดา ๑
บุคคลทั้ง สองนี้ จะเป็นผู้ต้องกลับมาสู่โลกนี้ สำเร็จในโลกนี้ แล้วจึงปรินิพพาน

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 15-10-2016 11:03:22 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ แล้วอินทรีย์ 5 ของสกทาคามี แก่กว่าอินทรีย์ 5 ของโสดาบันประเภทเอกพีชี ตรงไหนอ่าคะ
ทำไมสกทาคามีถึงเป็น 2 Step ซะหล่ะคะ

*********************
อินทรีย์แห่งการตรัสรู้นั้นเป็นอย่างหนึ่ง และ ผลแห่งสมาธิที่บรรลุได้ให้ไปเกิดในภพใดนั้น เป็นอีกอย่างหนึ่ง
สกทาคามี ที่ได้ไปเป็นสหายร่วมกับเหล่าเทวดา ย่อมได้ความประณีต(แห่งภพ) กว่าโสดาบันเอกพีชีที่เกิดมาเป็นมนุษย์
และเทวดานั้น ไม่จำเป็นต้องมีอายุขัยที่ต้องเท่ากับความยาวนานแห่งกัปของสวรรค์นั้นๆ เสมอไป

สกทาคามีที่กลับมาสู่ความเป็นมนุษย์แล้ว จะมีอินทรีย์ในการตรัสรู้ธรรมที่แก่กล้ากว่า(เร็วกว่า)โสดาบันเอกพีชีที่เกิดมาเป็นมนุษย์

นี้เป็นความแตกต่างกันของระดับอริยบุคคล ๒ ประเภท ครับ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 15-10-2016 11:03:58 |ดูโพสต์ทั้งหมด
สาวกของพระผู้มีพระภาค ผู้ดำรงอยู่ในชั้นพรหมกายิกา
จากด้วยอาการทั้ง 2 แบบนั้น คือแบบที่ใช้ปฐมฌาน กับใช้เจริญเมตตา
บุคคลทั้ง 2 นี้ เรียกได้ว่าเป็นเทวดาที่เป็นอนาคามีแล้วไหมคะ
และเขาทั้งคู่จะปรินิพพานที่ไหนคะ และกี่ Step หรอคะถ้าเริ่มจากมนุษย์

************************************
สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้แก่บุคคล ๔ จำพวก นับเรียงตัวได้ ๘
ผู้ที่เป็นสาวกของพระศาสดา คือบุคคลที่ได้สดับแล้วในธรรมของพระองค์
คือผู้กำลังปฏิบัติอยู่เพื่อความเบื่อหน่าย และ คลายกำหนัด มีอยู่  เบื้องต้นได้แก่ผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นโสดาปัตติผล

ผมมีความเห็นว่า ในสูตรที่คุณครีมยกมานี้ คือผู้ได้สดับ ก็รวมถึงบุคคลกลุ่มนี้ด้วย ที่ยังไม่ได้โสดาปัตติผล
เมื่อเป็นผู้ได้สดับแล้ว มีกำลังคือ อินทรีย์ในสมาธินิมิตอย่างนั้นแล้ว ตายไป
ย่อมได้ผลแห่งสมาธิที่ตนบรรลุได้ ไปเกิดอยู่ร่วมกับสหายเหล่าเทวดาในภพนั้นๆ
(ซึ่งการบรรลุถึงสมาธิระดับดังกล่าวได้นั้น กาม และ กามสัญญา รวมถึง นิวรณ์ ๕ อกุศลธรรม สงบรำงับได้แล้วในสมัยนั้น)
และกระทำธรรมคือ อุปาทานขันธ์ ๕ ไว้ในใจโดยแยบคายถึงความเป็นของไม่เที่ยง เป็นต้น
จนถึงความเป็นผู้กระทำให้แจ้งจบกิจ ปรินิพพานในภพนั้นได้
ผมมีความเห็นว่า มันเป็นคุณสมบัติของผู้กระทำได้ เป็นอินทรีย์ของเขาที่บรรลุได้ถึงระดับนี้ ไปในที่นี้ และ จบสิ้น ในที่นี้


หากเทียบกับผู้ที่เห็นความไม่เที่ยงในอุปาทานขันธ์ ๕ ตั้งแต่ที่เจริญสมาธิใดๆนั้นๆได้ แล้วตายไป อยู่ร่วมกับเทวดาเหล่าสุทธาวาสนั้น
ก็เป็นเพราะคุณสมบัติของผู้กระทำได้ เป็นอินทรีย์ของเขาที่บรรลุได้ถึงระดับนี้ ไปในที่นี้ และ จบสิ้น ในที่นี้
(เพราะแท้จริงแล้ว ผู้กระทำในใจโดยแยบคายในอุปาทานขันธ์ ๕ ในสมาธิใดๆนั้น ก็สามารถจบกิจได้ในที่นั้นได้เลย(23/240)
เพราะคุณสมบัติของผู้กระทำได้ เป็นอินทรีย์ของเขาที่บรรลุได้ถึงระดับนี้ ไปในที่นี้ และ จบสิ้น ในที่นี้)

อนาคามีนั้น เป็นผู้ที่มีใจน้อมไปสู่สมาธิ เพราะกระทำสมาธิได้บริบูรณ์
มีความยินดีมีความเพลิดเพลินในธรรมคือสมถะและวิปัสสนาที่ตนบรรลุได้
ด้วยผลแห่งสมาธิที่ประณีตในระดับนั้น ไม่ใช่เพียงแต่เข้าบรรลุถึงได้
แต่ยังตามเห็นสัจจะสัญญาอันละเอียด คือ อุปาทานขันธ์ ๕ได้อย่างแยบคาย
ซึ่งต่างจากอริยสาวกผู้เพียงได้สดับอย่างเดียว แม้ก็เจริญสมาธิบรรลุได้ในระดับเดียวกัน
แต่ความประณีตแห่งสมาธิในการตามเห็นสัจจสัญญาอันละเอียดมีแตกต่างกัน
การได้ภพจากผลแห่งความละเอียดของสมาธิที่ได้ จึงมีความแตกต่างกัน
เหล่าอนาคามี นั้นมีสมาธิที่บริบูรณ์กว่า จะได้ผลแห่งสมาธินั้นๆไปเกิดในสุทธาวาส
ที่มีความประณีตยิ่งกว่าเหล่าเทวดาชั้นพรหมกายิกา เป็นต้น

ผมจึงมีความเห็นว่า อินทรีย์ในการทำให้แจ้งอรหันต์นั้น อย่างหนึ่ง ผลแห่งสมาธิที่ตนบรรลุได้นั้น อีกอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

13

กระทู้

3

เพื่อน

572

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
332
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
1-8-2019
โพสต์เมื่อ 20-10-2016 04:47:20 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 15-10-2016 11:03
สาวกของพระผู้มีพระภาค ผู้ดำรงอยู่ในชั้นพรหมกายิกา
...

สาธุค่ะ
ขอบคุณคุณคมสันอีกครั้งนะคะ อธิบายละเอียดแยบคายเสมอเลย
เห็นตามค่ะ ว่าน่าจะเป็นอริยบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นโสดาปัตติผล
เรื่องความสงบความประณีต คงจะเทียบกับเหล่าเทวดาชั้นสุทธาวาสไม่ได้จริงๆ เพราะความอุบัตินี้ไม่ทั่วไปด้วยปุถุชน


ส่วนเรื่องของสกทาคามีข้างบน ขอยกเอาไปไว้ก่อนนะคะ

100

กระทู้

6

เพื่อน

5280

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3763
ความดี
807
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-9-2019
โพสต์เมื่อ 7-2-2017 08:41:57 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อัครา ตอบกลับเมื่อ 17-9-2016 14:07
14/675...พระผู้มีพระภาคทรงพระดำริดังนี้ว่า  กุลบุตรนี้ ...

แก้ความเห็นตนเองครับ
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๔
[๖๙๗]  พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ปุกกุสาติกุลบุตร(ภิกฺขเว   ปุกฺกุสาติ  กุลปุตฺโต)เป็นบัณฑิต  ได้บรรลุธรรมสมควรแก่
ธรรมแล้ว  ทั้งไม่ให้เราลำบากเพราะเหตุแห่งธรรม  ดูกรภิกษุทั้งหลายปุกกุสาติกุลบุตร(ปุกฺกุสาติ ภิกฺขเว   กุลปุตฺโต) เป็นผู้เข้าถึงอุปปาติกเทพ  เพราะสิ้นสัญโญชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ  ๕  เป็นอันปรินิพพานในโลกนั้น  มี
ความไม่กลับมาจากโลกนั้นอีกเป็น  ธรรมดา  ฯ
        พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดี   พระภาษิตของ
พระผู้มีพระภาคแล  ฯ
--------------------------------------
ในบาลี มีคำว่า ภิกฺขเว ด้วยแต่แปลไทยไม่มี เหมือน ตัวอย่างอีกพระสูตร ที่เป็นพระอยู่แล้ว แต่เเปลไทย แค่กุลบุตร
--------------------------------------
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๔
[๗๖๔]  เป็นอันว่า  ท่านพระปุณณะ(อายสฺมา   ปุณฺโณ)อยู่ในสุนาปรันตชนบทนั้น  ครั้งนั้นแล  ท่านพระ
ปุณณะ(อายสฺมา  ปุณฺโณ)ได้ให้พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทกลับใจแสดงตนเป็น  อุบาสกประมาณ  ๕๐๐  คน  ภาย
ในพรรษานั้นเอง  กลับใจแสดงตนเป็นอุบาสิกา  ประมาณ  ๕๐๐  คน  ภายในพรรษานั้นเอง  และ
ตัวท่านได้ทำให้แจ้งซึ่งวิชชา  ๓ภายในพรรษานั้นเหมือนกัน  ครั้นสมัยต่อมา  ท่านได้ปรินิพพาน
แล้ว  ฯ
        ครั้งนั้นแล  ภิกษุมากด้วยกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ  แล้วถวายอภิวาท
พระผู้มีพระภาค  นั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  พอนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้
ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  กุลบุตรชื่อปุณณะ(ภนฺเต   ปุณฺโณ  นาม กุลปุตฺโต)ที่พระผู้มีพระภาคทรงสั่งสอนด้วยพระโอวาทย่อๆ  นั้น
ทำกาละเสียแล้ว  เธอมีคติ  เป็นอย่างไร  มีสัมปรายภพเป็นอย่างไร  ฯ
        [๗๖๕]  พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ปุณณกุลบุตร(ภิกฺขเว   ปุณฺโณ   กุลปุตฺโต)  เป็นบัณฑิต  ได้บรรลุธรรมสมควรแก่
ธรรมแล้ว  ทั้งไม่ให้เราลำบากเพราะเหตุแห่งธรรม  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ปุณณกุลบุตร(ภิกฺขเว ปุณฺโณ กุลปุตฺโตติ)ปรินิพพาน
แล้ว  ฯ
        พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดี  พระภาษิตของ
พระผู้มีพระภาคแล  ฯ

------------------------------------------
ดังนั้น ผมมีความเห็นแล้วว่า ปุกกุสาติ เป็นภิกษุในธรรมวินัยของพระศาสดา แล้วครับ
นั่นคือ ปุกกุสาติ ใน ธาตุวิภังคสูตร และ ฆฏิกรสูตรที่ ๑๐ น่าจะเป็นคนเดียวกัน

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 20-9-2019 10:14 , Processed in 0.117028 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน