กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 6403|ตอบกลับ: 11

พระสูตรเหตุสำเร็จความปรารถนา ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา

[คัดลอกลิงก์]

100

กระทู้

6

เพื่อน

5280

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3763
ความดี
807
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-9-2019
โพสต์เมื่อ 6-9-2016 10:12:46 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๔
๓๑๘]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
        สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน  อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เขตพระนครสาวัตถี  สมัยนั้นแล  พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว  ฯ
        พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราจักแสดงเหตุสำเร็จความปรารถนา
แก่เธอทั้งหลาย  พวกเธอจงฟังเหตุสำเร็จความปรารถนานั้น  จง  ใส่ใจให้ดี  เราจักกล่าวต่อไป
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า  ชอบแล้วพระพุทธเจ้าข้า  ฯ
        [๓๑๙]  พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้  เป็นผู้
ประกอบด้วยศรัทธา  ศีล  สุตะ  จาคะ  ปัญญา  เธอมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า  โอหนอ  เราเมื่อ
ตายไปแล้ว  พึงเข้าถึงความเป็นสหายแห่ง  กษัตริย์มหาศาลเถิด  ดังนี้ก็มี  เธอจึงตั้งจิตนั้น.....


....[๓๓๒]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ประการอื่นยังมีอีก  ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วย  ศรัทธา  ศีล  สุตะ
จาคะ  ปัญญา  เธอมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า  โอหนอ  เราพึงเข้าถึงเจโตวิมุตติ  ปัญญาวิมุตติ
อันหาอาสวะมิได้  เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง  ในปัจจุบัน
อยู่  เธอจึงเข้าถึงเจโตวิมุตติ  ปัญญาวิมุตติ  อันหาอาสวะมิได้  เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป  ทำ
ให้แจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง  ในปัจจุบันอยู่  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุนี้ย่อมไม่เกิดในที่ไหนๆ  ฯ

----------------------------
ขอแสดงความเห็นครับ
1.พระสูตรนี้แสดงเหตุสำเร็จความปรารถนา "หลังตาย" ที่สมปราถุนาในปัจจุบันมีอย่างเดียวคือ เข้าถึงเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมตติ อันหาอาสวะมิได้
2. การสำเร็จตามปราถนาในทางโลก ในปัจจุบัน ผมคิดว่าไม่ได้มีสาเหตุ"โดยตรง"มาจาก ศรัทธา  ศีล  สุตะ  จาคะ  ปัญญา

3. การทำสมาธิ เป็นเหตุสำเร็จความปราถนาทางโลก --> ผมยังไม่เห็นพระสูตรรองรับ

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ




18

กระทู้

0

เพื่อน

514

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
267
ความดี
131
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
11-2-2018
โพสต์เมื่อ 6-9-2016 23:52:59 |ดูโพสต์ทั้งหมด
1.พระสูตรนี้แสดงเหตุสำเร็จความปรารถนา "หลังตาย" ที่สมปราถุนาในปัจจุบันมีอย่างเดียวคือ เข้าถึงเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมตติ อันหาอาสวะมิได้


มีคนเคยถามปัญหานี้กับพระอาจารย์คึกฤทธิ์แล้วครับ  ผมหาคลิปนั้นไม่เจอแล้ว (โหลดมาเก็บแล้วดันพิมพ์ชื่อคลิปใหม่เลยไม่รู้ว่าคลิปเก่าชื่ออะไร ) เขาถามแบบนี้ล่ะ ว่า ศีล ศรัทธา จาคะ สุตตะ ปัญญา จะให้ผลหลังจากตายเท่านั้นหรือ  พระอาจารย์ตอบว่า " จริงๆแล้ว ไอ้ตัวศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญาเนี่ย  ในตัวพวกนี้มันมี มันมีเหตุปัจจัยของการส่งผลในปัจจุบันอยู่แล้วในตัว อย่างตัวกรรมที่จะส่งผลในทิฏฐธรมม คืออะไร  ที่จะส่งผลในทิฏฐธรรม   ก็คือ การทำสมาธิ ๘ ระดับอย่างนี้ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตรง ๆ แล้วก็ตัวที่พระองค์บอกอีกนัยยะหนึ่ง คือ การที่มีเป็นผู้มีศีลบริบูรณ์ ไม่เหินห่างจากฌาน  การประกอบพร้อมด้วยวิปัสสนา  การให้สุญญาคารวัตรงอกงาม  แล้วก็เธอจะปรารถนาอะไร ๆ ในแต่ละอันเนี่ย  อยู่ในทิฏฐธรรมในปัจจุบัน ลองไปดูตรงนั้นอีกอันหนึ่ง  ซึ่งมันจะพ่วงกันน่ะ  ก็ไม่ใช่ว่า  อันนี้จะต้องเมื่อตายไปแล้ว   แต่เมื่อตายไปแล้วอยากได้เป็นอย่างเนี่ยมันก็จะได้  แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าในปัจจุบันนี้จะไม่ได้   ธรรมตัวเนี่ยก็จะไปเชื่อมกับตัวที่สุญญาคาร  กับตัวของสมาธิ  , ศีล สมาธิ ปํญญา จริงๆแล้วมันก็เชื่อมกันหมด  ที่พระพุทธเจ้าอธิบายเรื่องของศีลเป็นมหาทาน  อยากจะให้ทานไม่มีสตางค์ทำยังไง  รักษาศีล  นี่มหาทานชั้นเลิศ  ขณะนั่งสมาธิ กาย วาจา ผิดไหม ไม่ผิด ศีลบริบูรณ์ตรงนั้น   ขณะจิตเดียวที่เราทำสมาธิ  ทาน ศีล ภาวนา ทุกอย่างมันอยู่ครบ ณ ขณะจิตเดียว  ทำไมขณะจิตเดียวคนหลุดพ้นได้  ยังไม่ได้ทำทานอะไรเลย  จิตหลุดพ้นไปแล้ว  ทุกอย่างมันอยู่ครบที่จิตดวงเดียว "

2. การสำเร็จตามปราถนาในทางโลก ในปัจจุบัน ผมคิดว่าไม่ได้มีสาเหตุ"โดยตรง"มาจาก ศรัทธา  ศีล  สุตะ  จาคะ  ปัญญา


มีครับ  พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตรงๆตามพระสูตรนี้เลย
https://www.youtube.com/watch?v=3o6OuHno1_w

3. การทำสมาธิ เป็นเหตุสำเร็จความปราถนาทางโลก --> ผมยังไม่เห็นพระสูตรรองรับ


ผมก็ยังไม่เคยเห็นพระสูตรนี้  แต่พระอาจารย์คึกฤทธิ์ท่านคล่องแคล่วชำนาญในพระสูตรต่างๆ  ผมจึงมั่นใจว่าพระอาจารย์คึกฤทธิ์ท่านบอกตามคำพระพุทธเจ้าแน่นอนครับ   

18

กระทู้

0

เพื่อน

514

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
267
ความดี
131
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
11-2-2018
โพสต์เมื่อ 6-9-2016 23:56:35 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ที่ผมยังสงสัยอยู่ก็คือ คำว่า "โภคทรัพย์"   คำว่าโภคทรัพย์หมายถึงอะไรได้บ้างครับ  ทรัพย์สินเงินทอง บ้าน รถ ที่ดิน ฯลฯ  แบบไหนบ้างที่จัดเข้าข่ายของคำจำกัดความว่า โภคทรัพย์

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 7-9-2016 11:43:58 |ดูโพสต์ทั้งหมด
โภคะ  ก็หมายถึงสมบัติที่สามารถนำมาใช้สอยได้

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 7-9-2016 11:48:55 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 7-9-2016 12:13

ขอนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

อย่าพึ่งเชื่อว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นไม่จริง

เรื่องนี้ผมก็เคยสงสัยเช่นกันแม้ว่าไม่ถึงกับคิดค้าน คือในส่วนพระสูตรไม่สงสัยล่ะ แต่สงสัยเหมือนท่านในเรื่องเงินทองลาภยศนั่นละพูดกันง่ายๆ เพราะฆราวาสยังปรารถนาอยู่ซึ่งสิ่งเหล่านี้ และไม่ได้พิจารณาให้แยบคาย เมื่อได้พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบจริงจังตามแนวตามเห็นตามความเห็นก่อนหน้า ที่ยกคำตอบของพระอาจารณ์ที่ว่า " จริงๆแล้ว ไอ้ตัว ศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญาเนี่ย  ในตัวพวกนี้มันมี มันมีเหตุปัจจัยของการส่งผลในปัจจุบันอยู่แล้วในตัว..." เมื่อได้คิดใคร่ครวญในธรรมข้อนี้ เห็นว่า

จากพระสูตรที่อ้างถึง ผลที่หวังได้ที่พระองค์ตรัสไว้โดยตรง ยอดเยี่ยมมาก ถ้าจะเทียบกับความสำเร็จตามความปราถนาทางโลกมันเทียบกันไม่ได้ แต่สุขทิพย์ วรรณทิพย์ อายุทิพย์ฯลฯ ความสำเร็จทางโลกสำหรับนิยามของคนทั่วไปในปัจจุบัน อันมีประมาณ 100 ปีนี้ จะอยู่ในเรื่องลาภ ยศ สุข สรรเสริญ เป็นหลัก และไม่ว่าจะได้มากสักเท่าใด ก็เป็นโลกธรรม 8 มีได้มีเสีย

สุตตะถ้ามีแล้วมากๆจริงๆ มันก็จะขยายไปถึงสุตตะอื่นที่พระตถาคตได้บัญญัติไว้แล้วมิใช่เฉพาะพระสูตรนี้ สุตตะก็คือพุทธวจนทั้งหมดนั่นเอง ทีนี้ล่ะแต่ละคนก็เริ่มไม่เท่ากันแล้ว ผลย่อมต่างกัน ในสูตรอื่นๆ ที่พระองค์ครัสไว้ เช่น ทำกรรมอย่างไรๆ จะให้ผลอย่างไรๆ ที่เป็นโลกธรรมก็มีมาก อยากรวย อยากสวยหล่อ มียศมีศักดิ์ มีธรรมบรรยายเป็นเอนกปริยาย ประเด็นคือสุตตะเหล่านี้ได้ทรงไว้ไหม และมีปัญญาพอที่จะทำให้ได้ไหม

สุตตะ ข้อเดียวก็ครอบไปหมดทุกประการ เพราะทำให้รู้ว่า ศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ตามพุทธวจน คืออะไร มันก็เท่ากับเป็นผู้ฉลาดในเหตุปัจจัย แล้วจะหวังอะไรล่ะได้ทั้งนั้น ถ้าไม่ขัดหรือเกินกว่าเหตุ แต่ใครเล่าจะรู้กรรมและผลกรรมได้บริบูรณ์ไม่มีผิดดังพระตถาคตเจ้าไม่มี และการให้ผลของกรรมมีทั้ง ให้ผลในปัจจุบัน หรือให้ผลในเวลาถัดมาอีก
ใครจะไปบังคับได้ ถ้าเทียบเคียงกับพระสูตรอุปมาด้วยด้ามมีด

คำที่ว่าสำเร็จตามความปรารถนา มิใช่ว่าแบบไม่มีขีดจำกัดแบบไม่มีเหตุไม่มีผล อย่างอยากเป็นเทวดา จะเป็นตอนนี้ได้อย่างไร ถ้ายังไม่ตายจากมนุษย์เสียก่อน มันเป็นไปไม่ได้ มันก็มีกฏของมันอยู่ ที่เป็นเช่นนี้ใช่ว่าไม่มีผล แต่ผลก็ต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย และเหตุปัจจัยมันเข้มข้นมากน้อยเพียงใด บางคนอาจเคยให้วัตถุทานกับทักขิไนยบุคคลในอดีตไว้ และมิได้ทำกรรมอันมีผลให้เสื่อมทรัพย์ไว้มาก เมื่อทำเหตุเสริมเข้าไปในปัจจุบันไม่มากนัก ก็เป็นไปได้ที่จะรวยขึ้นมาได้อย่างเร็ว และในทางตรงข้ามก็จะมีผลตรงข้ามเช่นกัน

แม้แต่พระศาสดาก็ว่า พระองค์มีทั้งสาวกว่าง่ายว่ายาก มีคนเบียดเบียนใส่ร้ายป้ายสีก็มี คนมุ่งทำร้ายก็มี บางครั้งก็ทรงประชวรเจ็บป่วย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ความปรารถนานั้นสำเร็จได้แต่ต้องสมเหตุสมปัจจัยด้วย ถ้าใครปรารถนาว่าขันธ์5ที่ได้แล้วนี้ อย่าแก่ อย่าเจ็บ อย่าตายเลย เช่นนี้ก็เป็นไปไม่ได้

ผมนึกถึงตอนที่เกิดข้าวยากหมากแพง ภิกขุหาอาหารได้ยาก แล้วพระโมคคัลลานะขอว่าจะพลิกแผ่นดินเอาง้วนดิน หรือพาภิกขุทั้งหมดไปบินฑบาตในอีกโลกหนึ่งเป็นต้น จะเห็นว่าหมู่สงฆ์อันมีพระตถาคตเป็นประมุขบางคราก็เจอเรื่องแบบนี้
ทั้งที่ ศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ในหมู่สงฆ์นี้มากมายเหลือคณานับ เป็นตัวอย่างว่าทุกอย่างเป็นไปได้แต่ก็ต้องเป็นไปใด้ภายใต้กฏอิทัปปัจยตา มิใช่ว่าจะไปฝ่าฝืนได้

ในตอนนี้ก็มีความเห็นอย่างนี้ครับ
พระสูตรที่ตรัสตรงกับลาภยศสวรรค์ / ปัตตกรรมสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=21&A=1758&Z=1845
พระสูตรที่ผลหวังได้มากยิ่งกว่าเพราะมีสุตตะเพิ่มเข้ามาอีก / สังขารูปปัตติสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=14&A=4497&Z=4713

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 7-9-2016 11:55:43 |ดูโพสต์ทั้งหมด
1.สัตว์ไม่ได้ตามปรารถนาของสิ่งใดๆที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง
2.กรรมเป็นของสัตว์ ติดตามไปเหมือนเงาติดตามตน
3.กรรมย่อมส่งผลแก่สัตว์ แต่ไม่ได้ตามปรารถนากรรมที่ให้ผลน้อยขอให้ได้ผลมาก กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน ขอให้เกิดผลในอนาคต หรือกรรมที่ให้ผลในอนาคต ขอให้เกิดผลในปัจจุบัน แต่กรรมย่อมเป็นของให้ผลเมื่อผลของกรรมนั้นผลิ
4.การตามรู้ถึงวิบากแห่งกรรมนั้นเป็นอจินไตย ให้ทราบเพียงแต่ว่า การส่งผลนั้นมีทั้งในปัจจุบัน ในกาลถัดมา และถัดออกไปอีก
5.กรรมที่เป็นกรรมหนักอันเป็นบาปย่อมให้ผลในภพหน้า
6.ผู้มีศรัทธา และ ศีล ย่อมส่งผลกรรมที่ดีในภพปัจจุบันได้เลย ทั้งโภคะ จนถึง นิพพาน

แสดงความคิดเห็น

อัครา  รบกวนขยายความด้วยครับ ขอบคุณครับ  โพสต์เมื่อ 8-9-2016 09:16
อัครา  5.กรรมที่เป็นกรรมหนักอันเป็นบาปย่อมให้ผลในภพหน้า -->ต้องภพหน้าเหรอครับ   โพสต์เมื่อ 8-9-2016 08:00

100

กระทู้

6

เพื่อน

5280

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3763
ความดี
807
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-9-2019
โพสต์เมื่อ 7-9-2016 23:24:11 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอขอบคุณทุกความเห็นครับ

ขอแสดงความเห็นครับ
1.เมื่อรวม2พระสูตรนี้คือ 14/318 สังขารูปปัตติสูตร และ 21/61 ปัตตกรรมสูตร
ก็ดูเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้ได้ธรรมที่น่าใคร่ฯ ทั้งในชาตินี้ และชาติหน้า ได้ดี
2.ในตอนที่ตั้งกระทู้ เหตุที่เคลือบแคลงสงสัยในการสำเร็จความปรารถนา เพราะผมคิดจากตัวผมเองว่า ผมก็มีธรรมทั้ง 5 ทำไมยังไม่สมหวังสักที โดยลืมไปว่า ธรรมทั้ง5 นั้นก็เป็นกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งผลของกรรม ก็มีทั้งในปัจจุบัน ในเวลาถัดมา และเวลาถัดมาอีก  กำหนดเวลาหรือกะเวลาในผลให้ได้ดั่งใจเราไม่ได้จึงมีความเคลือบแคลงในเหตุสมปรารถนา
  1.1 สังขารูปปัตติสูตร แสดงเหตุสำเร็จความปรารถนา หลังตาย และ          ปัจจุบัน --> ในแง่เข้าถึงเจโตวิมุตติ  ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้
  1.2 ปัตตกรรมสูตร เป็นไปเพื่อให้ได้ใน ลาภ ยศ อายุยืน เข้าถึงโลกสวรรค์
        -  "ดูกรคฤหบดี ธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ธรรม ๔ ประการนี้ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก"
             ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ --> คือ เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะให้ได้ ไม่ใช่ว่าจะได้ ใน วัน เวลา จำนวน ขนาด สถานที่ ตามที่ปราถนา
        - ปัญญา ในพระสูตรนี้ จะเห็นว่าชี้ไปที่การละนิวรณ์5 เพราะถ้าไม่ละ "ย่อมทำกิจที่ไม่ควรทำ ไม่ยินดีกิจที่ควรทำ ย่อมเสื่อมจากยศและความสุข" --> กิจควรทำ ก็น่าจะเกี่ยวในทางโลก ถ้าละนิวรณ์5ได้ ก็ย่อมทำกิจที่ควรทำ ยินดีกิจที่ควรทำ ย่อมทำให้เจริญได้จริง

2.สรุป เพื่อความเข้าใจชัด ไม่สับสน
  2.1 สังขารูปปัตติสูตร แสดงเหตุ สำเร็จความปรารถนา หลังตาย, ในปัจจุบันคือสิ้นอาสวะ
  2.2 ปัตตกรรมสูตร แสดงเหตุ เป็นไปเพื่อให้ได้ --> ไม่น่าใช้คำว่า เหตุสำเร็จความปรารถนา เหมือนสังขารูปปัตติสูตร

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 8-9-2016 11:55:21 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 8-9-2016 13:12

ขอนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคอรหันสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
อย่าพึ่งเชื่อว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นไม่จริง

ผมก็ไม่เคยอ่านพระสูตรนี้อย่างละเอียด แต่วันนี้ได้อ่านแล้ว พบประเด็นที่น่าสนใจคือ

ใน ปัตตกรรมสูตร
1.พระองค์ใช้คำว่า อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ และด้วย สัทธาสัมปทา ๑ สีลสัมปทา ๑ สองข้อนี้ ก็น่าจะเพียงพอต่อความเป็นโสดาบันขึ้นไป
2.อิเมส  โข  คหปติ จตุนฺน ธมฺมาน อิฏฺาน
กนฺตาน   มนาปาน   ทุลฺลภาน   โลกสฺมึ   จตฺตาโร  ธมฺมา  ปฏิลาภาย
ส วตฺตนฺติ   กตเม    ///ส่วนตัวชอบใจหมายความเอาว่า ดูกร คหบดี ธรรมทั้งหลาย 4 ประการ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ที่ได้โดยยากในโลก ธรรมทั้งหลาย 4 ประการ ทำให้เป็นไปได้พร้อมเพื่อให้ได้อย่างนั้นเป็นไฉน
3.ในเหตุ ปัญญาสัมปทา ยังระบุถึงกิจที่ควรทำไม่ควรทำ และไปขยายกิจที่ควรทำในวรรคถัดไปอีก ซึ่งมีนัยว่าการมีธรรม 4 ประการซึ่งเป็นเหตุที่เป็นเหตุหลักแล้ว ไม่ได้มีแบบทื่อๆ ยังมีรายละเอียดที่เป็นเหตุที่ย่อยลงไปอีกในเหตุหลักนั้นอีก ขยายๆลงไปอีก ซึ่งถ้ามีธรรมทั้ง 4 ประการบริบูรณ์จริง ธรรมย่อยๆก็จะบริบูรณ์ตามไปด้วย
5.ดูกรคฤหบดี อริยสาวกนี้แล ย่อมเป็นผู้กระทำกรรมอันสมควร ๔
ประการ ด้วยโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลัง
แขน มีเหงื่อโทรมตัว ประกอบในธรรมได้มาแล้วโดยธรรม*** จะเห็นว่า โภคทรัพย์ที่จะได้มา ต้องขยันหมั่นเพียร สั่งสมเก็บออม ด้วยการทำงานหนักจนเหงื่อโทรมตัวเป็นอาทิ และต้องสุจริตด้วย นี่ก็แสดงว่านี่คือเสี้ยวหนึ่งของรายละเอียดที่ว่า  และจะโยงไปอีก ความขยัน ความสุจริต ขยันอย่างไร ฯ ก็จะแยกไปอีกในสูตรอื่น ว่าที่พระองค์ตรัสเรื่องทำยังไงไม่ให้ทรัพย์ฉิบหายบ้าง ให้ทรัพย์งอกงามในอาชีพนั้นๆ อาชีพนี้ ต้องทำอย่างไรบ้าง อาชีพอะไรไม่ควรทำบ้าง ฯลฯ


ใน สังขารูปปัตติสูตร ที่มีธรรมอันเป็นเหตุ 5 ประการ เพิ่มสุตตะ เข้ามาอีก
มีเชิงอรรถจากศัพท์ว่า สงฺขารูปปตฺติ คำว่าสังขารในที่นี้หมายถึงความปรารถนา อีกทั้งมีข้อความว่ามีภิกขุอาจคิดว่า โอหนอเราพึง.../ เห็นว่าความปรารถนาแบบต่างๆในเทวโลกขั้นต่างๆ ไปถึงวิมุติ  รวมเข้าไปเป็นหนึ่งในเหตุด้วย
ส่วนใน ปัตตกรรมสูตร แม้ว่าไม่ได้มีข้อความตั้งความปรารถนาโดยชัดแจ้ง ก็เป็นความปรารถนาโดยปริยาย เพราะเป็นธรรมที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจในโลก อีกทั้งในเมื่อ เป็นโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลัง
แขน มีเหงื่อโทรมตัว ประกอบในธรรมได้มาแล้วโดยธรรม ก็แสดงถึงความพยายามในตัว อาจปรารถนาหรือไม่ ปรารถนามากน้อยเพียงใด คงขึ้นอยู่กับภูมิธรรมของผู้นั้น

โดยทั่วไปถ้ายังไม่วิมุตติ ก็คงจะพัวพันกันความปรารถนาไม่มากก็น้อย ในแง่ใดแง่หนึ่ง แม้อรหันตมรรคบุคคล ก็น่าจะยังปรารถนาในนิพพาน

ในเรื่องที่เกี่ยวกับความปรารถนาน่าจะไปเทียบกันพระสูตรบุรุษคั้นเม็ดงาด้วย

18

กระทู้

0

เพื่อน

514

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
267
ความดี
131
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
11-2-2018
โพสต์เมื่อ 8-9-2016 22:06:26 |ดูโพสต์ทั้งหมด
โภคะ  ก็หมายถึงสมบัติที่สามารถนำมาใช้สอยได้


ขอบคุณครับ  หายงงละต่อไป

100

กระทู้

6

เพื่อน

5280

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3763
ความดี
807
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-9-2019
โพสต์เมื่อ 9-9-2016 09:04:03 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบคุณครับ
ขอแสดงความเห็นครับ
1 สังขารูปปัตติสูตร ถ้าประกอบพร้อมบริบูรณ์ด้วย ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา
    - การปราถนาจะเป็นนู้น เป็นนี่ตามพระสูตร "หลังตาย" แน่นอนว่าจะได้สมปราถนา เพราะเป็นการเอาจิตไปตั้งไว้ "หลังตาย" โดยมีเหตุปัจจัยเกื้อหนุนพร้อมอยู่แล้ว จาก ศรัทธา ฯ
   - การปราถนาสิ้นอาสวะ ใน "ปัจจุบัน" ก็ได้แน่ ถ้าทำให้สมบูรณ์ บริบูรณ์ พร้อมใน ศรัทธา ฯ
2. ปัตตกรรมสูตร
   - พระสูตรแสดง เหตุทางโลก (ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา) เพื่อให้ได้ความเจริญทางโลก ไม่ใช่หวังลมๆ แล้งๆว่าเรามี [ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา]ในแบบโลกุตระ แล้วจะมีลาภ ยศ ไหลมาเทมา (มีธรรมทางโลกุตระอาจได้ลาภ ยศ ไหลมาเทมาก็ได้แต่ผมคิดเเบบคฤหบดีนอนเบียดบุตร)
   - ถ้ากระทำกรรมอันสมควร ๔ ประการ "ในทางโลก" ซึ่งก็ใช้ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา กำกับ(พระองค์อธิบาย ศรัทธาฯไปในการกระทำทางโลก) ก็จะเจริญทางโลกได้ (ลาภ ยศ อายุยืน)
   - จะเห็นว่า การได้มาซึ่ง ลาภ ยศ อายุยืน ก็มาจากเหตุที่จับต้องได้ พิสูจน์ได้ เห็นๆได้ถ้ากระทำกรรมอันสมควร ๔ ประการ(มีศรัทธา ฯ แฝงในกระทำกรรมอันสมควร) ตามพระสูตร
3. สรุปทั้งสองพระสูตร เป็นไปตามกรรมบัญญัติอยู่ ไม่ได้ มีอะไรดลบันดาล หรือ ตัวช่วยวิเศษอะไร

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 18-9-2019 06:14 , Processed in 0.054804 second(s), 20 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน