กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 2592|ตอบกลับ: 10

ว่าด้วยคำว่า ฉนฺทโส

[คัดลอกลิงก์]

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 5-9-2016 15:13:39 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 5-9-2016 16:32

เล่ม 25 ข้อ 378
อคฺคิหุต มุขา ยฺา        
สาวิตฺติ ฉนฺทโส มุข

มหาจุฬา
การบูชาไฟเป็นการบูชายัญอันประเสริฐ
ว่าด้วยเรื่องฉันท์ สาวิตรีฉันท์เป็นฉันท์อันดับแรก

มหามกุฏ
ยัญทั้งหลายมีการบูชาไฟเป็นประมุข
ฉันท์ทั้งหลาย มีสาวิตรีฉันท์เป็นประมุข

หลวง
ยัญทั้งหลายมีการบูชาไฟเป็นประมุข
ฉันท์ทั้งหลาย มีสาวิตติฉันท์เป็นประมุข

เล่ม 13 ข้อ 611
อคฺคิหุตฺตมุขา ๑ ยฺา      
สา วิตฺติ ฉนฺทโส มุข

หลวง
ยัญทั้งหลายมีการบูชาไฟเป็นประมุข
คัมภีร์สาริตติศาสตร์ เป็นประมุขแห่งคัมภีร์ฉันท์

มหามกุฏ
ยัญทั้งหลายมีการบูชาไฟเป็นประมุข
คัมภีร์สาวิตติศาสตร์ เป็นประมุขแห่งคัมภีร์ฉันท์

มหาจุฬา
การบูชาไฟเป็นการบูชายัญอันประเสริฐ
ว่าด้วยเรื่องฉันท์  สาวิตรีฉันท์เป็นฉันท์อันดับแรก

เล่ม 5 ข้อ 87
อคฺคิหุตฺตมุขา ๑ ยฺา    สาวิตฺตี ฉนฺทโส มุข

หลวง
ยัญทั้งหลายมีการบูชาไฟเป็นหัวหน้า
สาวิตติฉันท์ เป็นยอดของฉันทศาสตร์

มหามกุฏ
ยัญทั้งหลายมีการบูชาไฟเป็นหัวหน้า   
สาวิตติฉันท์ เป็นยอดของฉันทศาสตร์

มหาจุฬา
ยัญพิธีมีการบูชาไฟเป็นประธาน
สาวิตตีฉันท์ เป็นประธานของพระเวท



66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 5-9-2016 15:14:06 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 5-9-2016 16:31

เล่ม 7 ข้อ 180
[๑๘๐]  เตน  โข  ปน  สมเยน  เมฏฺโกกุฏฺา  ๓  นาม ภิกฺขู
เทฺว  ภาติกา  โหนฺติ  พฺราหฺมณชาติกา  กลฺยาณวาจา กลฺยาณวากฺกรณา ฯพ
เต       เยน       ภควา       เตนุปสงฺกมึสุ       อุปสงฺกมิตฺวา
ภควนฺต    อภิวาเทตฺวา   เอกมนฺต   นิสีทึสุ   ฯ   เอกมนฺต   นิสินฺนา
โข    เต    ภิกฺขู    ภควนฺต   เอตทโวจุ   เอตรหิ   ภนฺเต   ภิกฺขู
นานานามา   นานาโคตฺตา   นานาชจฺจา   นานากุลา   ปพฺพชิตา   เต
สกาย   นิรุตฺติยา   พุทฺธวจน   ทูเสนฺติ   หนฺท   มย  ภนฺเต  พุทฺธวจน
ฉนฺทโส   อาโรเปมาติ   ฯ   วิครหิ   พุทฺโธ   ภควา   กถ  หิ  นาม
ตุเมฺห    โมฆปุริสา   เอว   วกฺขถ   หนฺท   มย   ภนฺเต   พุทฺธวจน
ฉนฺทโส   อาโรเปมาติ   เนต   โมฆปุริสา  อปฺปสนฺนาน  วา  ปสาทาย
ฯเปฯ    วิครหิตฺวา    ธมฺมึ    กถ   กตฺวา   ภิกฺขู   อามนฺเตสิ   น
ภิกฺขเว    พุทฺธวจน    ฉนฺทโส    อาโรเปตพฺพ    โย    อาโรเปยฺย
อาปตฺติ   ทุกฺกฏสฺส   อนุชานามิ   ภิกฺขเว   สกาย  นิรุตฺติยา  พุทฺธวจน
ปริยาปุณิตุนฺติ


66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 5-9-2016 15:26:45 |ดูโพสต์ทั้งหมด
หลวง
[๑๘๐] สมัยนั้น ภิกษุสองรูปเป็นพี่น้องกัน ชื่อเมฏฐะและโกกุฏฐะเป็นชาติ
พราหมณ์ พูดจาอ่อนหวาน เสียงไพเราะ เธอสองรูปนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวาย
บังคม นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลว่า พระ    พุทธเจ้าข้า บัดนี้ ภิกษุทั้งหลายต่างชื่อ
ต่างโคตร ต่างชาติ ต่างสกุลกันเข้ามา   บวช พวกเธอจะทำพระพุทธวจนะให้ผิดเพี้ยนจากภาษาเดิม
มิฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะขอยกพระพุทธวจนะขึ้นโดยภาษาสันสกฤต
         พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆะบุรุษทั้งหลาย ไฉน พวก   เธอจึงได้
กล่าวอย่างนี้ว่า มิฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะขอยกพระพุทธวจนะ ขึ้นโดยภาษาสันสกฤตดังนี้
เล่า ดูกรโมฆะบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่น   ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชน
ที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา  รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึง
ยกพุทธวจนะขึ้นโดยภาษา    สันสกฤต รูปใดยกขึ้น ต้องอาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เรา
อนุญาตให้เล่าเรียนพุทธวจนะตามภาษาเดิม ฯ

มหามกุฏ
[๑๘๐]  สมัยนั้น  ภิกษุสองรูปเป็นพี่น้องกัน   ชื่อเมฏฐะและโกกุฏฐะ
เป็นชาติพราหมณ์   พูดจาอ่อนหวาน    เสียงไพเราะ    เธอสองรูปนั้นเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้า   ถวายบังคมนั่ง   ณ   ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   แล้วกราบทูลว่า
พระพุทธเจ้า   บัดนี้   ภิกษุทั้งหลายต่างชื่อ  ต่างโคตร  ต่างชาติ  ต่างสกุลกัน
เข้ามาบวช    พวกเธอจะทำพระพุทธวจนะให้ผิดเพี้ยนจากภาษาเดิม    มิฉะนั้น
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะขอยกพระพุทธวจนะขึ้นโดยภาษาสันสกฤต.
           พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า  ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน
พวกเธอจึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า  มิฉะนั้น    ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะยกพระพุทธ-
วจนะขึ้นโดยภาษาสันสกฤตดังนี้เล่า   ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย   การกระทำของ
พวกเธอนั่น  ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...ครั้นแล้ว
ทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุไม่พึงยก
พุทธวจนะขึ้นโดยภาษาสันสกฤต  รูปโดยกขึ้น  ต้องอาบัติทุกกฏ.
           เราอนุญาตให้เล่าเรียนพุทธวจนะตามภาษาเดิม.

มหาจุฬา
{๑๘๐} [๒๘๕]    สมัยนั้นภิกษุ    ๒    รูป    ชื่อเมฏฐะและโกกุฏฐะ    เป็นพี่น้องกัน    เกิดใน
ตระกูลพราหมณ์    พูดจาอ่อนหวานมีเสียงไพเราะ    ภิกษุทั้ง    ๒    รูปนั้นเข้าไปเฝ้าพระ
ผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ    ครั้นถึงแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง    ณ    ที่สมควร
กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า    “พระพุทธเจ้าข้า    เวลานี้ภิกษุต่างชื่อ    ต่างโคตร    ต่าง
เชื้อชาติ    ต่างตระกูลพากันออกบวช    ภิกษุเหล่านั้นทำพระพุทธพจน์ให้ผิดเพี้ยนด้วยภาษา
ของตน๑    ขอวโรกาส    ข้าพระพุทธเจ้าจะขอยกพระพุทธพจน์ขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต”๒
            พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า    “ฯลฯ    โมฆบุรุษทั้งหลาย    ไฉนพวกเธอ
จึงกล่าวอย่างนี้ว่า    ‘ขอวโรกาส    ข้าพระพุทธเจ้าจะขอยกพระพุทธพจน์ขึ้นเป็นภาษา
สันสกฤต’เล่า    โมฆบุรุษทั้งหลาย    การกระทำอย่างนี้    มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส
ฯลฯ”    ครั้นทรงตำหนิแล้ว    ฯลฯ    ทรงแสดงธรรมีกถารับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า    “ภิกษุ
ทั้งหลาย    ภิกษุไม่พึงยกพุทธวจนะขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต    รูปใดยกขึ้น    ต้องอาบัติ
ทุกกฏ    ภิกษุทั้งหลาย    เราอนุญาตให้เล่าเรียนพุทธวจนะด้วยภาษาของตน”

๑ ภาษาของตน  คือ  ภาษามคธซึ่งมีสำนวนโวหารตามแบบที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส  (วิ.อ.  ๓/๒๘๕/๓๑๗)
๒ ฉนฺทโส  คือ  สกฺกตภาสาย  =  ภาษาสันสกฤต  (วิ.อ.  ๓/๒๘๕/๓๑๗)

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 5-9-2016 15:35:54 |ดูโพสต์ทั้งหมด
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฉันทลักษณ์ หมายถึง ลักษณะบังคับของคำประพันธ์ไทย ซึ่งกำชัย ทองหล่อให้ความหมายไว้ว่า ฉันทลักษณ์ คือตำราที่ว่าด้วยวิธีร้อยกรองถ้อยคำหรือเรียบเรียงถ้อยคำให้เป็นระเบียบตามลักษณะบังคับและบัญญัติที่นักปราชญ์ได้ว่างเป็นแบบไว้ ถ้อยคำที่ร้อยกรองขึ้นตามลักษณะบัญญัติแห่งฉันทลักษณ์ เรียกว่า คำประพันธ์[1] และได้ให้ความหมายของ คำประพันธ์ คือถ้อยคำที่ได้ร้อยกรองหรือเรียบเรียงขึ้น โดยมีข้อบังคับ จำกัดคำและวรรคตอนให้รับสัมผัสกัน ไพเราะ ตามกฎเกณฑ์ที่ได้วางไว้ในฉันทลักษณ์ โดยแบ่งเป็น 7 ชนิด คือ โคลง ร่าย ลิลิต กลอน กาพย์ ฉันท์ กล ซึ่งก็คือ ร้อยกรองไทย นั่นเอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฉันท์ เป็นลักษณ์หนึ่งของร้อยกรองในภาษาไทย ที่บังคับเสียงหนัก - เบาของพยางค์ ที่เรียกว่า ครุ - ลหุ ฉันท์ในภาษาไทยรับแบบมาจากประเทศอินเดีย ตำราฉันท์ที่เก่าแก่ที่สุดของอินเดียเป็นภาษาสันสกฤต คือ ปิงคลฉันทศาสตร์ แต่งโดยปิงคลาจารย์ ส่วนตำราฉันท์ภาษาบาลีเล่มสำคัญที่สุดได้แก่ คัมภีร์วุตโตทัยปกรณ์ ผู้แต่งคือ พระสังฆรักขิตมหาสามี เถระชาวลังกา แต่งเมื่อ พ.ศ. 1703 เป็นที่มาของ คัมภีร์วุตโตทัย ซึ่งเป็นต้นตำหรับการแต่งฉันท์ของไทย[1] เมื่อคัมภีร์วุตโตทัยแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทย กวีจึงได้ปรับปรุงให้เหมาะกับขนบร้อยกรองไทย เช่น จัดวรรค เพิ่มสัมผัส และเปลี่ยนลักษณะครุ-ลหุแตกต่างไปเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความไพเราะของภาษาไทยลงไป

ฉันท์ ในคัมภีร์วุตโตทัยได้แปลงเป็นฉันท์ไทยครบทั้ง 108 ชนิด ในสมัยรัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยนายฉันท์ ขำวิไล เป็นผู้ดัดแปลงเพิ่มเติมจนครบถ้วนและจัดพิมพ์รวมเล่มทั้งหมดในปี พ.ศ. 2474 ใช้ชื่อว่า ฉันทศาสตร์

นอกเหนือจากฉันท์ทั้ง 108 ชนิดดังกล่าวแล้ว กวีได้ทดลองประดิษฐ์ฉันท์ในรูปแบบใหม่ ๆ โดยดัดแปลงจากฉันท์เดิมบ้าง โดยเลียนเสียงเครื่องดนตรีบ้าง หรือโดยแรงบันดาลใจจากฉันท์ต่างประเทศ หรือชื่อบุคคลสำคัญบ้าง อย่างไรก็ตาม ฉันท์ที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ล้วนจัดอยู่ในประเภทฉันท์วรรณพฤติทั้งสิ้น[2]

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 5-9-2016 15:49:42 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 6-9-2016 00:04

http://www.watpaknam.org/content.php?op=dsn_24
ข้อที่ ๒ รองลงไป สาวิตฺติ ฉนฺทโส มุขํ สาวิตติศาสตร์เรื่องนี้เป็นคัมภีร์ของพราหมณ์เขา สาวิตติศาสตร์นี่แหละเป็นคัมภีร์สำคัญของเขา ถ้าเรียนจบคัมภีร์สาวิตติศาสตร์แล้วละก็เป็นโปรเฟสเซอร์ อาจารย์ใหญ่ทีเดียว เป็นครูอาจารย์อย่างใหญ่ทีเดียว คัมภีร์อื่นๆ ที่รองลงไปก็ฉันทศาสตร์ รองสาวิตติศาสตร์ลงไป แต่ว่าคัมภีร์ใดคัมภีร์หนึ่งจะท่วมทับคัมภีร์สาวิตติศาสตร์นั้นไม่ได้ สาวิตติศาสตร์ต้องเป็นคัมภีร์ใหญ่

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 5-9-2016 16:14:09 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 20-11-2016 09:13

เล่ม 25 ข้อ 358
พฺราหฺมโณ เจ ตฺว พฺรูสิ     มฺจ พฺรูสิ อพฺราหฺมณ
  ต ต สาวิตฺตึ ปุจฺฉามิ       ติปท จตุวีสตกฺขร
....
ฯ...
ถ้าว่าท่านกล่าวว่าเราเป็นพราหมณ์
แต่ท่านกล่าวกะเราผู้มิใช่พราหมณ์
เพราะเหตุนั้น เราขอถามสาวิตรีซึ่งมีบท ๓
        มีอักขระ ๒๔ กะท่าน ฯ....


66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 5-9-2016 17:29:08 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 6-9-2016 09:33

https://th.wikipedia.org/wiki/%E ... 5%E0%B8%A3%E0%B8%B5

สาวิตรี (Sāvitrī) มีความหมายว่า ผู้ยังให้เกิดแสงสว่าง ผู้ยังให้เกิดชีวิตใหม่ หรือผู้ขับเคลื่อน และอาจหมายถึง
วัฒนธรรมฮินดู
สาวิตา (Savitā) - สุริยเทพตามความเชื่อฮินดู ปรากฏในคัมภีร์อิรุพเพท
สาวิตรี - คําสดุดีสุริยเทพสาวิตาในคัมภีร์อิรุพเพท ชื่อเต็มคือ คายตรีมนตร์ (Gāyatrī Mantra)

https://dict.longdo.com/search/% ... 0%E0%B8%9E%E0%B8%97
ไทย-ไทย: พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ [เชื่อมโยงจาก royin.go.th แบบอัตโนมัติและผ่านการปรับแก้]
อิรุพเพท        [รุบเพด] น. ฤคเวท. (ป.).
ฤคเวท        [รึกคะเวด] น. ชื่อคัมภีร์ที่ ๑ ของพระเวท ใช้ภาษาสันสกฤตรุ่นเก่าที่สุด ประพันธ์เป็นฉันท์ มีอายุประมาณ ๕๐๐ ถึง ๑,๐๐๐ ปีก่อนพุทธกาล, อิรุพเพท ก็ว่า. (ส.; ป. อิรุพฺเพท). (ดู เวท, เวท ประกอบ).

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 5-9-2016 17:35:47 |ดูโพสต์ทั้งหมด

มหามกุฏ เล่ม 11 ข้อ 143
***************
  เรื่องอัมพัฏฐามาณพ
           (๑๔๓) ก็สมัยนั่นแล  อัมพัฏฐมาณพ  ศิษย์ของพราหมณ์โปกขร-
สาติ  เป็นผู้คงแก่เรียน ทรงจำมนต์ได้ รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุ๑
และคัมภีร์เกตุภะ๒     พร้อมทั้งประเภทแห่งอักษร    มีคัมภีร์อิติหาส๓  เป็น
ที่ ๕  เป็นผู้เข้าใจตัวบท  ช่ำชองในไวยากรณ์  ชำนาญในคัมภีร์โลกายตะ๔
และมหาปุริสลักษณะ       อันอาจารย์ยอมรับและรับรองในคำสอนอันเป็น
ไตรเพท   อันเป็นของอาจารย์ของตนว่า   ฉันรู้สิ่งใด  เธอรู้สิ่งนั้น  เธอรู้
สิ่งใด  ฉันรู้สิ่งนั้น.   ครั้งนั้นแล   พราหมณ์โปกขรสาติ   เรียกอัมพัฏฐ-
มาณพมากล่าวว่า   พ่ออัมพัฏฐะ   พระสมณโคดมศากยบุตรพระองค์นี้
ทรงผนวชแล้วจากศากยสกุล  เสด็จจาริกไปในโกศลชนบทพร้อมด้วยภิกษุ
สงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ  ๕๐๐  รูป   ถึงอิจฉานังคลคามโดยลำดับ   ประทับ
*****************
๑.  คัมภีร์ว่าด้วยชื่อของสิ่งของต่าง ๆ มีต้นไม่เป็นต้น.
๒.  คัมภีร์ว่าด้วยวิชาการกวี  ศาสตร์ที่เป็นอุปกรณ์แก่กวี.
๓.  คัมภีร์ที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์พงศาวดาร  มีมหาภารตยุทธเป็นต้น  ซึ่งประพันธ์กันไว้
แต่โบราณกาล  นับเป็นคัมภีร์ที่  ๕  คือ
-นับคัมภีร์อิรุพเพทเป็นที่  ๑  
-คัมภีร์ยชุพเพทเป็นที่  ๒  
-คัมภีร์สามเพทเป็นที่  ๓  
-และคัมภีร์อาถรรพเพทเป็นที่  ๔  
-คัมภีร์อิติหาสนี้  จึงนับเป็นที่  ๕.
๔.  คัมภีร์ว่าด้วยเรื่องไม่น่าเชื่อต่าง ๆ.

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 5-9-2016 17:58:22 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เล่ม 25 ข้อ 358
สุนทริกสูตรที่ ๔
        [๓๕๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
        สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกา แคว้นโกศลชนบท ก็สมัย
นั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ครั้นบูชาไฟ บำเรอการบูชาไฟอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกา ครั้งนั้นแล
สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ครั้นบูชาไฟบำเรอไฟแล้วลุกขึ้นจากอาสนะ เหลียวดูทิศทั้งสี่โดยรอบ
ด้วยคิดว่า ใครหนอแล ควรบริโภคเข้าปายาสที่เหลือนี้ สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้เห็น
พระผู้มีพระภาคประทับนั่งทรงคลุมพระกายตลอดพระเศียรอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง จึงถือเอาข้าว
ปายาสที่เหลือด้วยมือซ้าย ถือเต้าน้ำด้วยมือข้างขวา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคได้ทรงเปิดพระเศียรออก เพราะเสียงฝีเท้าของสุนทริกภารทวาช
พราหมณ์ ครั้งนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์คิดว่า ท่านผู้นี้เป็นคนโล้นๆดังนี้แล้ว ปรารถนา
จะกลับจากที่นั้น ลำดับนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ดำริว่าแม้พราหมณ์บางพวกในโลกนี้ก็
เป็นคนโล้น ผิฉะนั้นเราพึงเข้าไปถามถึงชาติ ทีนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ท่านมีชาติอย่างไร ฯ
        ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ด้วยพระคาถาว่า
        [๓๕๙] เราไม่ใช่พราหมณ์ ไม่ใช่ราชโอรส ไม่ใช่แพศย์หรือใครๆเรากำหนด
        รู้โคตรของปุถุชนแล้ว ไม่มีความกังวล เที่ยวไปด้วยปัญญาในโลก เรา
        นุ่งห่ม (ไตรจีวร) สังฆาฏิ ไม่มีเรือน ปลงผมแล้ว มีตนดับความ
        เร่าร้อนแล้ว ไม่คลุกคลีกับด้วยมนุษย์ (มาณพ) ทั้งหลายในโลกนี้
        เที่ยวไปอยู่ ท่านถามถึงปัญหาเกี่ยวด้วยโคตรอันไม่สมควรกะเรา ดูกร
        พราหมณ์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์ย่อมถามกับพวกพราหมณ์ด้วยกันว่า
        ท่านเป็นพราหมณ์หรือหนอ ถ้าว่าท่านกล่าวว่าเราเป็นพราหมณ์แต่ท่าน
        กล่าวกะเราผู้มิใช่พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราขอถามสาวิตรีซึ่งมีบท ๓
        มีอักขระ ๒๔ กะท่าน

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 5-9-2016 18:21:43 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 20-11-2016 08:45

ขอกราบนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ฯอย่าพึ่งเชื่อว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นไม่จริงฯ


จากข้อมูลตัวอย่างการใช้คำทั้งที่เป็นพุทธวจน และวิชาการภายนอก ข้างต้น สังเคราะห์และสันนิษฐานว่า

ประเด็นทรงห้ามภิกขุยกพุทธวจน ขึ้นโดย ฉันทโส (สังเกตว่า พระองค์ทรงตำหนิโดยใช้ ประโยคว่า ///ดูกรโมฆะบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส .../// แล้วพระสูตรก็ย่อไป โทษที่ทรงชี้ที่ปรากฏโดยย่อนี้เป็นเชิงโทษทางวินัย มิใช่โทษทางมรรคและปฏิปทา แต่เนื้อหาในส่วนนี้ที่ทรงชี้โทษย่อไว้ไม่ปรากฏเนื้อความเต็ม และโทษคือ อาบัติทุกกฏ)

แต่อย่างไรก็ตาม ก็คือ ความพยายามแต่งใหม่จากพุทธวจนเดิมเป็นฉันทโสนั่นเอง ไม่ว่าฉันทโส จะแปลว่าอะไรก็ตาม

ฉนฺทโส คือ ฉันท์ เป็นลักษณะหนึ่งของร้อยกรอง ที่บังคับเสียงหนัก - เบาของพยางค์ ที่เรียกว่า ครุ - ลหุ กำเหนิดจากประเทศอินเดีย ซึ่งจากข้อมูล  คัมภีร์ ฤคเวท   [รึกคะเวด] น. ชื่อคัมภีร์ที่ ๑ ของพระเวท ใช้ภาษาสันสกฤตรุ่นเก่าที่สุด ประพันธ์เป็นฉันท์ มีอายุประมาณ ๕๐๐ ถึง ๑,๐๐๐ ปีก่อนพุทธกาล, อิรุพเพท ก็ว่า. (ส.; ป. อิรุพฺเพท).

ประเด็นการแปลคำว่า ฉนฺทโส ว่าสันสกฤต นั้น อยู่ที่ว่า ในสมัยนั้นนอกจากภาษาพระเวทคือสันสกฤตรุ่นเก่าที่สุด(ราก) แล้ว ภาษาอื่นที่มิใช่ภาษาพระเวท จะแต่งเป็น ฉนฺทโส มีหรือไม่ เพราะพระสูตรนี้มิได้ระบุประเภทของภาษาไว้โดยตรง ระบุแต่ว่าเป็น ฉนฺทโส แต่ก็น่าสนใจที่ในพระบาลีก็มีปรากฏว่าพระผู้มีพระภาคก็ทางตรัสคาถาเป็นพุทธวจน เช่นกัน และต้องให้ผู้รู้ทางภาษาศาสตร์ไขว่า คาถานั้นมีรูปแบบทางศัพท์ ทางฉันทลักษณ์ ทางไวยยากรณ์ ต่างจาก ในคำภีร์พระเวทหรือไม่ และ ฉนฺทโส ก็มีตัวอย่างการใช้ในพุทธวจนที่ระบุถึง สาวิตฺติ ฉนฺทโส (ซึ่งมีบท ๓ มีอักขระ ๒๔ )
ข้อมูลภาษาสันสกฤต https://th.wikipedia.org/wiki/%E ... 1%E0%B8%A4%E0%B8%95

ด้วยข้อมูลแวดล้อมที่ว่า     *** ฯ [๒๘๕]   สมัยนั้นภิกษุ    ๒    รูป    ชื่อเมฏฐะและโกกุฏฐะ เป็นพี่น้องกัน เกิดในตระกูลพราหมณ์   พูดจาอ่อนหวานมีเสียงไพเราะ ฯ *** ด้วยทั้งสองรูปเป็นคนที่มาจากตระกูลพราหมณ์ การพูดไพเราะอ่อนหวาน ก็น่าจะแสดงถึงความเชี่ยวชาญทางภาษา คาดว่าเพราะเหตุดังกล่าว อรรถกถาและผู้แปล จึงหมายเอา ฉนฺทโส ในเจตนาของ เมฏฐะและโกกุฏฐะ คือ ฉันทโสโดยภาษาพระเวทหรือภาษาที่เป็นรากของสันสกฤตหรือสันสกฤตโบราณ ซึ่งภิกขุทั้งสองน่าจะชำนาญตามสันนิษฐานข้างต้น บริบทชี้ไปที่จะแต่งแบบพระเวทนั่นเองเพราะพระเวทก็เป็นฉันท์ แต่นี้เป็นบริบทแวดล้อมในพระสูตร มิได้ระบุชัดแจ้งไว้ในพระสูตร

ถ้าแปลแบบตรงๆโดยคำต่อคำ  ฉนฺทโส คือคำฉันท์ชนิดเป็นคำประพันธ์ร้อยแก้ว ส่วนเรื่องภาสาหรืออักขรที่จะใช้ไม่ได้ระบุเจาะจง และมีเจตนาจะดัดแปลงแต่งใหม่จากพุทธวจน เป็นบทร้อยกลองอย่างที่ใช้ในคำภีร์พระเวท

ในพุทธวจนที่ระบุถึง สาวิตฺติ ฉนฺทโส (ซึ่งมีบท ๓ มีอักขระ ๒๔ ) ในความหมายทางพราห์มซึ่งจากข้อมูล สาวิตรี  คือ คําสดุดีสุริยเทพสาวิตาในคัมภีร์อิรุพเพท ชื่อเต็มคือ คายตรีมนตร์ (Gāyatrī Mantra)  ดังนั้น สาวิตรีฉันท์ ก็คือ ร้อยกรองประเภทฉันท์ที่มีใช้ในคัมภีร์อิรุพเพทด้วยนั่นเอง และในพระคัมภีร์พระเวทย่อมใช้ภาษาพระเวท หรือบางที่ใช้ว่าภาษาสันสกฤตรุ่นเก่า
  
การแปล นิรุตติยา ฉันทโส และพุทธวจนะ ที่น่าสนใจ
https://www.facebook.com/permali ... &id=152209734820303


http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=7000.20
***ความเชื่อดั้งเดิมของพราหมณลัทธิทั้งหลายที่ถือว่า สาวิตรีคาถาเป็นต้นกำเนิดของคัมภีร์พระเวท  ก่อนที่จะสาธยายพระเวทจะต้องสาธยายสาวิตรีคาถาเป็นปฐมบทก่อน***
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 19-9-2019 16:20 , Processed in 0.094314 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน