กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 2525|ตอบกลับ: 16

ต้องอาบัติปาราชิกแล้วกลับมาบรรพชาอุปสมบทใหม่

[คัดลอกลิงก์]

2

กระทู้

0

เพื่อน

70

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
51
ความดี
9
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-5-2019
โพสต์เมื่อ 3-9-2016 15:40:40 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย phaisit_k เมื่อ 3-9-2016 15:43



กระผม นายไพสิฐ เกียรติเลขา อายุ 43 ปี อยู่จังหวัดสงขลาครับ เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา (จำไม่ได้ครับ) กระผมได้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบท 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 บวชอยู่ได้นาน 1 ปี ได้ทำผิดศีลร้ายแรงคือ ต้องอาบัติปาราชิกข้อเสพเมถุน คือกระผมฝึกโยคะ (อาสนะโยคะ) แล้วเกิดความรู้สึกทางเพศ จึงได้คู้ตัวทำหลังอ่อน อมองคชาติตัวเอง โดยไม่รู้มาก่อนเลยว่า เข้าข่ายต้องอาบัติปาราชิก เพราะเข้าใจว่า ต้องทำกับมนุษย์ หรือสัตว์อื่นเท่านั้นไม่รู้มาก่อนเลยว่า อมองคชาติตัวเองก็ถือว่าต้องอาบัติปาราชิก

กระผมจึงได้กลับไปเรียนมหาวิทยาลัยต่อ ในคณะวิจิตรศิลป์ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้เสพยาเสพติดมาแล้ว 2-3 ปีกลับมาเรียนต่อ ก็เสพยาเสพติดอีก จนมีอาการเสียสติ ประสาทหลอน เป็นโรคจิตประสาทเรื้อรัง (schizoaffective disorder) ทำให้เรียนมหาวิทยาลัยไม่จบ ได้กลับมารักษาโรคจิตประสาทอยู่บ้าน

จากนั้น ตัดสินใจเข้าพิธีบรรพชาอุปสมบท เป็นครั้งที่ 2 เพราะคิดลังเลใจว่า บวชครั้งแรกอาจจะยังไม่ต้องอาบัติปาราชิก บวชอยู่นาน 2 ปีกว่าจึงลาสิกขาบทออกมา

ถึงตอนนี้กระผมรู้แล้วว่า การบวชครั้งแรก กระผมต้องอาบัติปาราชิกแล้วแน่นอน จึงทำให้การบรรพชาอุปสมบทครั้งที่ 2 เป็นโมฆะ เป็นได้แค่ฆารวาสห่มผ้าเหลือง เป็นการสร้างกรรมดำอย่างหาประมาณมิได้ในพระพุทธศาสนา ความรู้สึกผิดบาปได้ตามกัดกินใจของผมตลอดมา ทำให้ผมทุกข์ใจมาก อีกทั้งยังป่วยด้วยโรคจิตประสาทเรื้อรังอีกด้วย ครับ

ทุกวันนี้กระผมอยู่กับชีวิตที่มืดมน กินยาจิตเวชทุกวัน รักษาโรคจิตประสาทมานาน 19 ปีแล้ว มีชีวิตอยู่ไปวันๆ ไร้จุดหมาย ไม่ได้ทำการงานอะไร ค่ากินค่าอยู่ก็ยังต้องเป็นภาระ ใช้เงินบำนาญของคุณแม่คุณพ่ออยู่ ซึ่งตอนนี้คุณแม่คุณพ่อก็แก่ชรามากแล้ว คุณพ่อล้มป่วยด้วยโรคหลายโรค คุณแม่ก็สุขภาพไม่ดีเหมือนกันครับ



1

กระทู้

4

เพื่อน

489

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
312
ความดี
54
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
29-11-2016
โพสต์เมื่อ 3-9-2016 19:50:58 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ปาราชิก ไม่งอกงามใน สมณเพศ
ไม่ใช่ไม่งอกงามในธรรมวินัยนี้
ดังนั้น อนาคต ของคุณ ก็คือ ปัจจุบัน
ที่ไม่เควรนื่องด้วยอดีต

กระทำอารมณ์อยู่กับปัจจุบัน
มีลมหายใจเป็นเครื่องกำหนด
นี่คือ เป้าหมายที่ไปของคุณ
แนะนำอ่าน
ธาตุวิภังคสูตร   มูลปริยายสูตร มหานิทานสูตร มหาตัณหาสังขยาสูต

18

กระทู้

0

เพื่อน

514

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
267
ความดี
131
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
11-2-2018
โพสต์เมื่อ 3-9-2016 23:06:34 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ผมไม่รู้ศีลของพระ เลยไม่รู้ว่าที่คุณไพสิฐทำ มันคืออาบัติปาราชิกหรือเปล่า  แต่เท่าที่ผมทราบ อาบัติปาราชิก คือ หมดจากความเป็นพระ   แต่ไม่ได้แปลว่า  จะหมดสิ้นจากความดีทุกอย่างแล้วนี่ครับ  คุณไพสิฐยังมีหนทาง มีทางออกอยู่ครับ

ถ้าจะหมดหนทางจริงๆ คือ คนที่ทำอนันตริยกรรม ๕(ทำพระพุทธเจ้าห้อโลหิต,ฆ่าแม่,ฆ่าพ่อ,ฆ่าพระอรหันต์,ทำสงฆ์ให้แตกแยก)   

ทางออกคุณไพสิฐมี  ก็คือ ฝึกอานาปานสติครับ   อานาปานสติแก้บาปอกุศลได้ทุกเรื่อง  เอาใจอยู่กับลมหายใจอย่างเดียวเลยครับ  เวลาที่ใจไปคิดถึงบาปที่ทำมาแล้วเมื่อไร  อย่าไปสนใจ  ดึงจิตกลับมาอยู่ที่ลมหายใจอย่างเดียว  อดีตมันผ่านไปแล้วไงครับ  คิดไปก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว  นั่งคิด นั่งนึกเสียใจให้ตายก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้วล่ะ

https://www.youtube.com/watch?v=zwSenXKcuL0

เข้า youtube พิมพ์ " พุทธวจน อานาปานสติ " หาฟังเอาเลยครับ มีตั้งหลายคลิป
ส่วนโรคจิต โรคประสาทเรื้อรังอะไรนั่นน่ะ  ผมว่าอานาปานสติก็เอาอยู่ครับ  หายแน่ถ้าฝึกอานาปานสติให้เยอะๆ   

ฝึกอานาปานสติลูกเดียวเลยครับ  ชีวิตคุณไพสิฐจะดีขึ้นแน่นอน   

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 4-9-2016 11:57:24 |ดูโพสต์ทั้งหมด
หากจะกล่าวโดยย่อ ขอให้คุณเจ้าของกระทู้ พึงอาศัยการเข้าหาสัปบุรุษ(กัลยาณมิตรธรรม)
เพื่อให้เกิดการได้ฟังสัทธรรม และมีศรัทธา ย่อมยังการใคร่ครวญ พิจารณาในธรรม
ถึงความแยบคายในธรรม และจะทำให้มีสติ สัมปชัญญะ ถึงความสำรวมในอินทรีย์เกิดมีได้
เมื่อนั้น จะปฏิบัติธรรมใดๆให้สมควรแก่ธรรม  ก็เป็นไปได้โดยง่าย (ปฏิปทานี้เป็นไปเพื่อความบรรลุเป็นโสดาบัน)

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 4-9-2016 11:59:47 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขออธิบายเพิ่มขึ้นดังนี้ว่า

การพิจารณาในธรรมให้ถึงความแยบคายนั้น
ซึ่งพระองค์ทรงตรัสว่าเป็นเบื้องต้นแห่งการเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ
จำเป็นต้องอาศัยการฟังสัทธรรม ทรงจำธรรม
จะเป็นผู้อยู่ในธรรม ไม่ทำให้จิตถึงความฟุ้งซ่าน หรือ หดหู่
ขอให้คุณเจ้าของกระทู้เป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน
เมื่อจิตนั้นถูกกลุ้มรุมด้วยอกุศลธรรมใด พึงเป็นผู้ได้เฉพาะซึ่งสติ
เหมือนเครื่องตรวจตรา ในที่นั้น กั้นกระแสแห่งอกุศลธรรมนั้น
และพึงตัดให้ขาดด้วยศาสตร คือ ปัญญา เห็นว่า
อกุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เกิดมีขึ้นแล้ว ย่อมถึงความเป็นของปรุงแต่งขึ้นมา หาสาระไม่ได้
มีอันต้องดับไปเพราะความเป็นของที่อาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมานั่นเอง
เจริญ ความไม่เที่ยงอย่างนี้บ่อยๆนะครับ จิตย่อมน้อมไปตามธรรมนั้นๆ
แล้วจะพบว่า อะไรๆในโลกนี้ ล้วนไม่ควรยึดมั่นถือมั่นได้เลย แล้วจะไม่ถูกทุกข์ท่วมทับ



พระโคดมทรงตรัสว่า
กุศลธรรม หรือ อกุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่จะพึงบังเกิดขึ้น มีจิตนั้นเป็นเหตุให้ตั้งขึ้น
จิตเหล่าใด ที่ถูกพัวผันด้วยโลภะ(ราคะ) โทสะ และโมหะ
ย่อมเป็นจิตที่ไม่ดำเนินไปตรง ไม่พ้นดี ติดไปในความกำหนัด
ส่วนจิตเหล่าใด ที่ไม่ถูกพัวผันด้วย โลภะ(ราคะ) โทสะ และโมหะ
ย่อมเป็นจิตที่ดำเนินไปตรง พ้นดี ไม่ติดไปในความกำหนัด
เพราะ โลภะ(ราคะ) โทสะ และโมหะ นั้น เป็นรากเหง้าของอกุศลมูลเหล่านั้น
เพราะอวิชชานั้นเป็นประธานให้เข้าถึงอกุศลธรรมเหล่านั้น
บุคคลย่อม 'หลง' กระทำกรรมด้วย กาย วาจา หรือด้วยใจ
อันมีจิตกลุ้มรุมอยู่อกุศลมูลเหล่านี้ ย่อมเป็นกรรมที่มีโทษ
คือ มีความเบียดเบียน ย่อมก่อความทุกข์เป็นวิบาก อันได้แก่เบียดเบียดตนเอง ผู้อื่น หรือ ทั้งสองฝ่าย
พระองค์ทรงตรัสว่า ความไม่เกรงกลัวต่อบาป และไม่สดุ้งกลัวต่ออกุศลธรรม
เป็นสิ่งที่มีตามมาจากความหลงด้วยอวิชชานั้น
(อันจะให้กระทำกรรมอันมีโทษตามมาด้วย กาย วาจา หรือ ด้วยใจ)

ดังนั้น ธรรม คือ หิริ และ โอตตัปะ คือ ความเกรงกลัว และ สะดุ้งกลัวต่อบาปอกุศลธรรม  
พึงเกิดมีขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติเพื่อความดับแห่งอกุศลธรรมเหล่านั้น

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 4-9-2016 12:01:09 |ดูโพสต์ทั้งหมด
วิบากของทุกข์ และการเกิดขึ้นแห่งสติ

ขณะนี้คุณเจ้าของกระทู้ถูกความทุกข์รวบรัดจิตเข้าแล้ว มีทุกข์อันถูกหยั่งลงแล้ว
อันทำให้เกิดผลแห่งทุกข์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาสอง อย่างนี้ว่า
เป็นผู้ถึงความหลงใหล ฟุ้งซ่านถึงความวิปลาส หรือ ย่อมแสวงหาหนทางออกจากทุกข์สักหนึ่งหรือสองวิธี จากสัปบุรุษ

ขอให้เป็นผู้แสวงหาหนทางแห่งการออกไปได้จากทุกข์นี้ ด้วยการคบสัปบุรุษ
เพราะเขาผู้มีความทุกข์หยั่งลงแล้ว เมื่อพบสัปบุรุษ ย่อมได้ฟังสัทธรรมของพระศาสดา
เพราะการได้ฟังสัทธรรมของพระศาสดา ย่อมเป็นผู้ถึงซึ่งศรัทธาแล้วในธรรมนั้น
เพราะการเป็นผู้ถึงศรัทธาในธรรมอันตนได้ฟังมาแล้วนั้น เขาย่อมใคร่ครวญธรรมนั้นโดยแยบคายได้
เพราะการเป็นผู้ใคร่ครวญธรรมนั้นโดยแยบคาย สติและสัมปชัญญะย่อมเกิดมีขึ้นแก่เขานั้น
เพราะเป็นผู้ได้แล้วซึ่งสติและสัมปชัญญะ ธรรม ๒ อย่างคือ หิริ และ โอตตัปปะย่อมเกิดมีขึ้น
เขาย่อมแยกแยะได้ว่า ธรรมเหล่าใดที่เสพแล้ว กุศลเสื่อมลง อกุศลเจริญ ขึ้น
ธรรมเหล่านั้นเป็นโทษ อันเราไม่ควรเสพ
ความสำรวมในอินทรีย์ทั้งหลายจะบังเกิดมีขึ้นแก่เขานั้น
ความวิตกถึงธรรมนั้น  (อกุศลที่เกิดมีขึ้น) ย่อมเสื่อมไป
เมื่อความตรึกในธรรมนั้นเสื่อมไป ความพอใจในธรรมนั้น ย่อมเสื่อมไป
นี้เป็นอุบายอันเป็นเครื่องออกซึ่งฉันทะ คือ ความพอใจในอกุศลธรรมเหล่านั้น

ในเมื่อเรานั้นยังเป็นผู้อยู่ในทุกข์ ประกอบอยู่ด้วยทุกข์อย่างนี้
มีจิตอันถูกกลุ้มรุมด้วยอกุศลธรรมเป็นอันมาก
แต่เพราะเมื่อได้อาศัยสัปบุรุษแล้ว เกิดศรัทธา ย่อมถึงการเป็นผู้ปฏิบัติ อย่างนี้ว่า
ให้ปลูกความพอใจ มีความพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตตั้งจิตไว้ เพื่อ
ความไม่บังเกิดของอกุศลธรรมทั้งหลาย
เพื่อกำจัดอกุสลธรรมทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นแล้ว
เพื่อยังกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดให้มีขึ้น
และเพื่อความตั้งมั่น เจริญงอกงามในกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว
แม้เราจะเป็นผู้มีเหตุแห่งทุกข์อยู่ เมื่อเริ่มตั้งความเพียรอย่างนี้
วิราคะ คือ ความพ้นไปแห่งทุกข์ย่อมมีได้
ผู้มีความพยายาม ย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยสติอันเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง
สตินี้มีประโยชน์ในที่ทั้งปวงอย่างนี้ ตามที่ได้อธิบายมาแล้ว ว่า
ย่อมยังหิริ โอตตัปปะ ให้เกิดมีขึ้น ย่อมยังการสำรวมอินทรีย์ให้เกิดมีขึ้น ถึงความเป็นผู้ไม่ประมาท
ผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยความไม่ประมาทอันเป็นธรรมเครื่องรักษาจิตด้วยสติ
เขาผู้นั้นย่อมจะเข้าถึงความแปรปรวนไปแห่งจิตเหล่าใดที่พัวผันด้วย
ราคะ(กำหนัด)  ฉันทะ(พอใจ)  นันทิ(ความเพลิน) ตัณหา(ความทะยานอยาก)
ใน อารมณ์ใด ย่อมไม่ใช่ฐานะที่มีได้เลย
เป็นผู้ไม่หวาดสะดุ้ง กลัว ถึงความเป็นผู้มีความหวาดเสียว ในอารมณ์ใดๆ
ที่จะพึงเห็น พึงได้ยิน ได้ทราบ ได้รู้ พิจารณาด้วยใจแล้ว
อารมณ์แม้นั้น ย่อมไม่มีแก่เขา เพราะความหมดเสียแล้วซึ่งความยึดมั่น

2

กระทู้

0

เพื่อน

70

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
51
ความดี
9
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-5-2019
โพสต์เมื่อ 6-9-2016 14:09:06 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย phaisit_k เมื่อ 6-9-2016 14:11

คุณพ่อป่วยมากครับ หลังขาวก็ป่วยมากครับ ทรมานทุกข์
ผมเครียดปวดหัวครับ
เมื่อคืน กินยา clopaze ไป 50 mg ครับ สาธุ สาธุ สาธุ

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 6-9-2016 19:49:48 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 7-9-2016 10:48

ถ้าว่าตามที่เล่า ตอนแรกคิดว่าน่าจะไม่เข้าปาราชิก 4 แต่ขอแก้ว่าเข้าครับ ซึ่งได้รับแจ้งจากผู้รู้ว่า มีบัญญัติปาราชิก ในวินัยเล่ม 1 ข้อ58 ซึ่งได้เปิดอ่านแล้วมีจริงๆด้วย



66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 6-9-2016 19:53:08 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 7-9-2016 10:52

ถ้าต้องการทราบเรื่อง อริยวินัย ตามลิงค์นี้ครับ
http://watnapp.com/book/download ... E0%B8%B1%E0%B8%A2/2

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 6-9-2016 20:15:21 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 7-9-2016 10:46

แม้ว่าจะผิดพลาดไปแล้วในอดีต ก็ตาม แต่สัตว์โลกเวียนดีเวียนร้ายกันไปไม่ต่างกันสำหรับผู้ที่ยังเป็นปุถุชนยังมิได้เป็นอริยะหรือปฏิบัติเพื่อเป็นอริยะ และทางแก้มีอยู่

[๔๔๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถานเขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ภิกษุชาวเมืองปาวาประมาณ ๓๐ รูป ทั้งหมดล้วนแต่เป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรถือทรงผ้าไตรจีวรเป็นวัตร แต่ทั้งหมดล้วนยังเป็นผู้มีสังโยชน์อยู่ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ            

[๔๔๖] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า ภิกษุชาวเมืองปาวาประมาณ ๓๐ รูปเหล่านี้แล ทั้งหมดล้วนถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือเที่ยว-*บิณฑบาตเป็นวัตร ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือทรงไตรจีวรเป็นวัตร ทั้งหมดล้วนยังมีสังโยชน์ ถ้ากระไรหนอ เราพึงแสดงธรรมโดยประการที่ภิกษุเหล่านี้จะพึงมีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่น ณ อาสนะนี้ทีเดียว ลำดับนั้นแล พระ-*ผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระ-*ผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฯ            

[๔๔๗] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้ยังมีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โลหิตที่หลั่งไหลออกของพวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมาซึ่งถูกตัดศีรษะโดยกาลนานนี้ กับน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ สิ่งไหนจะมากกว่ากันภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายย่อมทราบธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า โลหิตที่หลั่งไหลออกของพวกข้าพระองค์ผู้ท่องเที่ยวไปมา ซึ่งถูกตัดศีรษะโดยกาลนานนี้แหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย ดังนี้ ฯ            

[๔๔๘] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูกละๆ พวกเธอทราบธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ ถูกแล้ว โลหิตที่หลั่งไหลออกของพวกเธอ ผู้ท่องเที่ยวไปมาซึ่งถูกตัดศีรษะโดยกาลนานนี้ นี้แหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลยเมื่อเธอทั้งหลายเกิดเป็นโค ซึ่งถูกตัดศีรษะตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย เมื่อเธอทั้งหลายเกิดเป็นกระบือ ซึ่งถูกตัดศีรษะตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า ... เมื่อเธอทั้งหลายเกิดเป็นแกะ ... เกิดเป็นแพะ ... เกิดเป็นเนื้อ ... เกิดเป็นสุกร ... เกิดเป็นไก่ ... เมื่อพวกเธอถูกจับตัดศีรษะโดยข้อหาว่า เป็นโจรฆ่าชาวบ้านตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า ... ถูกจับตัดศีรษะโดยข้อหาว่าเป็นโจรคิดปล้น ... ถูกจับตัดศีรษะ โดยข้อหาว่าเป็นโจรประพฤติผิดในภรรยาของผู้อื่น ตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า น้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ... พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ            

[๔๔๙] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างพอใจชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาค เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของภิกษุชาวเมืองปาวาประมาณ ๓๐ รูป พ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ฯ

ดังนั้น ให้อภัยตัวเอง แล้วสำรวมระวังไม่ทำอีก น้อมจิตไปรักศรัทธาในพระพุทธเจ้า ให้นึกถึงพระเมตตาของพระองค์ที่มีให้เราคือสัตว์โลกผู้เกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดา แล้วให้ศึกษาพุทธวจน คำสอนที่ออกจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ถ้าท่านได้รู้ได้ฟังมาก่อนท่านจะสบายไปนานแล้ว ให้เข้าไปอ่านด้วยศรัทธา  พุทธวจนนี้ล่ะจะดับทุกข์ดับกรรมของพวกเราได้แน่ ตามลิ้ง ต่อไปนี้ ถ้าว่างให้อ่านเลย อ่านทั้งวันทุกวัน

http://watnapp.com/files   

สำหรับฟังบรรยายธรรม
https://m.youtube.com/channel/UCNFAVAcWUuCYhYtO1RM9sLA
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 16-9-2019 03:03 , Processed in 0.074032 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน