กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 1524|ตอบกลับ: 2

ว่าด้วยภาษาบาลี

[คัดลอกลิงก์]

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 2-9-2016 16:35:14 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เนื้อหาจาก
https://sites.google.com/site/up ... home/rak-phasasastr
ซึ่งพบว่ามีเนื้อหาที่ถูกนำไปใช้ในหลายๆ ที่
[size=13.3333px]บาลีคืออะไร มีกำเนิดมาอย่างไร
  • ปัจจุบันเมื่อเราถึงพูดภาษาบาลี เราก็เข้าใจกันว่าเป็นภาษาที่บันทึกพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งรวมอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกทั้งสามหมวดและเป็นภาษาที่พระพุทธองค์ทรงใช้ประกาศคำสอนในระหว่างที่ยังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ อันที่จริงแล้ว คำว่า ปาลิ หรือ บาลี ในภาษาไทยนี้ เพิ่งจะปรากฏว่าบูรพาอาจารย์ท่านนำมาใช้ในฐานะเป็นชื่อของภาษาเมื่อประมาณ ๕๐๐ - ๖๐๐ ปีที่แล้วมานี่เอง คำว่า ปาลิ มีปรากฏการณ์ให้เห็นเป็นครั้งแรกในอรรถกถา และในคัมภีร์วิสุทธิมรรคของท่านพุทธโฆษาจารย์ ผู้มีชีวิตอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๑๐ หรือ ๑๑ แต่นั่นก็ในความหมายว่าเป้นพุทธวจนะหรือเป็นเนื้อความเดิมในพระไตรปิฎก หาใช่ความหมายเป็นชื่อของภาษาไม่ เช่น " อิมานิ ตาว ปาลิยํ, อฏถกถายํ ปน... " แปลว่า " ที่ว่ามานี้มีในพระบาลี (พุทธวจนะ) แต่ในอรรถกถานั้น... " (จากคัมภีร์วิสุทธิมรรค) และในสามัญผลสุตฺตวณฺณนา แห่งคัมภีร์สุมงฺคลวิลาสินี อันเป็นอรรถกถาของคัมภีร์ทีฆนิกาย ตอนที่วิเคราะห์ คำว่า " มหจฺจราชานุภาเวน " นั้น ท่านพุทธโฆษาจารย์ได้ชี้ให้เห็นว่า คำว่า มหจฺจ นี้บางแห่งในพระไตรปิฎก เขียนว่า " มหจฺจา " ก็มี โดยท่านเขียนไว้ว่า " มหจฺจา อิติ ปิ ปาลิ " ซึ่งแปลว่า " คำนี้เขียนว่า มหจฺจา ก็มีในพระบาลี " (ปาลีในที่นี้หมายถึงเนื้อความเดิมในพระไตรปิฎก) และนับตั้งแต่ยุคของท่านพุทธโฆษาจารย์เรื่อยมาจนถึวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐ ก็มีผู้ใช้คำว่า ปาลิ ในความหมายสองประการดังกล่าวมานี้ในงานวรรณกรรมต่าง ๆ ซึ่งรจนาขึ้นเป็นภาษาบาลี ในประเทศลังกา เช่น คัมภีร์ปรมฺตถทีปนี คัมภีร์จุลวงศ์ มหาวงศ์ และคัมภีร์สัทธัมมสังคห เป็นต้น ครั้นหลังจากพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐ คำว่า ปาลิ นี้ จึงนำมาใช้ในฐานะเป็นชื่อของภาษาที่ใช้บันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้า หรืออีกนัยหนึ่งคือ พระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนาฝ่ายหีนยาน หรือเถรวาท จนแพร่หลายเป็นประเพณีสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้
  • เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า ย้อนหลังตั้งแต่ยุคของท่านพุทธโฆษาจารย์ขึ้นไปนั้น คำว่า ปาลิ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร จึงได้กลายมาเป็นชื่อภาษาดั่งที่เราทราบ และใช้กันอยู่เกี่ยวกับเรื่องนี้ บรรดาผู้รู้เรื่องภาษาโบราณของอินเดียต่างมีความเห็นยืดยาว และผิดแผกแตกต่างกันออกไป ในที่นี้จะสรุปเอาเฉพาะแต่ที่เป็นความเห็นที่ล่าที่สุด และที่มีผู้เห็นพ้องด้วยมากที่สุดในอินเดีย มาเสนอไว้
  • คำว่า ปาลิ นี้ไม่ปรากฏว่ามีใช้ที่ไหนเลย นอกจากในพระไตรปิฎก ได้กล่าวมาแล้วว่า คำว่า ปาลิ เริ่มมีใช้ในยุคของท่าน พุทธโฆษาจารย์ ความหมายในขั้นแรกนั้นว่า เป็นพุทธวัจนะ หรือเป็นเนื้อความเดิมในพระไตรปิฎก ก็แหละท่านพุทธโฆษาจารย์ได้คำนี้มาจากไหน โดยอาศัยหลักฐานอะไรเล่า
[size=13.3333px]
* พระเจ้าอโศกมีพระชนม์ชีพอยู่หลังจากพุทธปรินิพพาน ประมาณ ๒๗๐ ปี

* นายภรตสิงห์ อุปาธยาย กล่าวว่า มาคธีเป็นวิวัฒนาการขั้นแรกจากภาษาพระเวทมาเป็นภาษาปรากฤต

จากหนังสือ ภารตวิทยา หน้า ๒๕๗ ถึง ๒๕๙




66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 2-9-2016 16:38:55 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 2-9-2016 16:51

เนื้อหาจาก (ต่อ)
https://sites.google.com/site/up ... home/rak-phasasastr
ซึ่งพบว่ามีเนื้อหาที่ถูกนำไปใช้ในหลายๆ ที่
บาลีคืออะไร มีกำเนิดมาอย่างไร

คัมภีร์ในพระไตรปิฎก มีคำว่า ปริยาย ใช้อยู่ในที่หลายแห่ง บางแห่งก็ใช้สมาสกับคำว่้า ธมฺม บางแห่งก็ใช้โดดเดี่ยว เช่น ใน พรหมชาลสุตฺต แห่งคัมภีร์ทีฆนิกาย มีข้อความว่า โก นาโม อยํ ภนฺเต ธมฺมปริยาโยติ (แปลว่า พระคุณเจ้า คำสอนอันว่าด้วยธรรมะนี้มีชื่อว่ากระไร) และในสามัญญผลสุตฺตแห่งคัมภีร์ทีฆนิกายเดียวกันนี้ ก็มีข้อความอีกว่า ภควตา อเนก ปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต (แปลว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงประกาศพระธรรมด้วยคำสอนหลายประการ) เป็นที่ประจักษ์แจ้งว่า ในสถานที่เช่นนี้ ความหมายของคำว่าปริยาย ก็คือ คำสอนของพระพุทธองค์นั่นเอง

กาลเวลาล่วงมา คำว่า ปริยาย ได้กลายเป็น ปลิยาย โดย ร เปลี่ยนไปเป็น ล ซึ่งเป็นธรรมดาของการเปลี่ยนแปลงทางเสียงของภาษา ดั่งจะเห็นได้จากศิลาจารึกของพระเจ้าอโศก * ที่ตำบลภาพรู (Bhabru) ซึ่งมีการใช้คำว่า ธมฺม - ปลิยาย ในความหมายว่าเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ เช่นเดียวกัน กล่าวคือ " อิมานิ ภนฺเต ธมฺม ปลิยายานิ... เอเตน ภนฺเต ธมฺม ปลิยายานิ อิจฉานิ กิํงติ พหุเก ภิกฺขุปาเย ภิกฺขุนิเย จา อภิขินํ สุนยุ จ เหวํ เหวา อุปาสกา จ อุปาสิกา จา " แปลความว่า " พระคุณเจ้าทั้งหลาย เหล่านี้คือพระธรรมคำสอนคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ โยม(พระเจ้าอโศก -ผู้แปล) ปรารถนาจะให้ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลายได้ฟัง และปฏิบัติตามคำสอนเหล่านี้อยู่เสมอ "

กาลเวลาล่วงมาอีก คำว่า ปลิยาย ได้กลายเป็น ปาลิยาย แล้วย่อลงเหลือเพียงแต่ ปาลิ ส่วน ยาย นั้นหายไป
(ทั้งนี้ ตามทรรศนะของผู้รู้ในอินเดีย ซึ่งปรากฏในหนังสือ ประวัติวรรณคดีบาลี* ของนายภรตสิงห์ อุปาธยาย M.A. ดังกล่าวแล้ว -ผู้เขียนเรื่องนี้)

ที่กล่าวมานี้คือประวัติความเป็นมาตลอดจนความหมายเดิมของคำว่า บาลี ซึ่งเมื่อตกมาถึงสมัยท่านพุทธโฆษาจารย์ ผู้มีชีวิตอยู่หลังจากพระเจ้าอโศกประมาณ ๖๐๐ หรือ ๗๐๐ กว่าปี ได้นำมาใช้ในความหมายว่าเป็น พุทธวจนะ หรือเป็นเนื้อความเดิมในพระไตรปิฎก แล้วในที่สุดก็ได้กลายเป็นวิสามานยานามของภาษาหนึ่ง ดั่งที่เราได้พิจารณากันมาแล้ว
* พระเจ้าอโศกมีพระชนม์ชีพอยู่หลังจากพุทธปรินิพพาน ประมาณ ๒๗๐ ปี
* นายภรตสิงห์ อุปาธยาย กล่าวว่า มาคธีเป็นวิวัฒนาการขั้นแรกจากภาษาพระเวทมาเป็นภาษาปรากฤต
จากหนังสือ ภารตวิทยา หน้า ๒๕๗ ถึง ๒๕๙

***และมีผู้รู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า วิชาในบาลีสนามหลวงวิชาหนึ่ง ชื่อ แปลมคธเป็นไทย ไม่ใช้ แปลบาลีเป็นไทย เพราะว่า
ข้อสอบมีทั้งบาลีหรืออรรถกถา สำหรับผู้ที่ถือความว่าหมายว่าบาลีคือพุทธวจนะคือคำสอนนั้น จะแย้งได้ว่านี่ไม่ใช่พุทธวจน นั่นอง***

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 2-9-2016 16:41:07 |ดูโพสต์ทั้งหมด
บาลีคืออะไร มีกำเนิดมาอย่างไร

คำว่าบาลี หรือ ปาลิ นั้นเพิ่งจะปรากฏว่าบูรพาจารย์นำมาใช้เป็นชื่อของภาษาเมื่อ 500-600 ปีที่ผ่านมาเอง ก่อนหน้านี้ไม่ปรากฏว่าเป็นชื่อภาษา แต่ภาษาบาลีนั้นเป็นแค่พุทธวจนะหรือเป็นเนื้อความเดิมในพระไตรปิฎก ตามความเห็นล่าสุดของบรรดาผู้รู้ภาษาโบราณของอินเดีย และมีผู้เห็นด้วยมากที่สุด คือ คำว่า ปาลิ มีปรากฎใช้ในพระไตรปิฎก เริ่มใช้ในยุคของท่านพุทธโฆษาจารย์ สมัยพุทธศตวรรษที่ 10 หรือ 11 ก็คือ มีคำว่า ปริยาย ที่ใช้ในคัมภีร์ไตรปิฎก ซึ่งหมายถึง คำสอนของพระพุทธองค์ เวลาผ่านไป คำว่า ปริยาย ได้กลายเป็น ปลิยาย เปลี่ยนจาก ร เป็น ล เห็นได้จากศิลาจารึกของพระเจ้าอโศก และต่อมาอีก ได้กลายเป็น ปาลิยาย แล้วก็ได้ย่อลงเหลือแต่ ปาลิ ส่วน ยาย นั้นหายไป แล้วที่สุดที่กลายเป็นชื่อเรียกภาษาที่รู้จักกัน

ความแตกต่างระหว่างภาษาสันสกฤตกับบาลี

จากที่ได้กล่าวมาจะเห็นว่า ภาษาสันสกฤตกับภาษาบาลีนั้นมีกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกัน คือ จากภาษาพระเวท แต่ภาษาสันสกฤตได้รับการจัดระเบียบขึ้น มีขอบเขตอยู่จำกัด และเข้มงวดในหลักทางไวยากรณ์มาก ส่วนภาษาบาลีพัฒนามาตามธรรมชาติ ไม่ต้องถูกจำกัดขอบเขต เหมือนอย่างภาษาสันสกฤต ภาษาบาลีจึงง่ายกว่าภาษาสันสกฤตมาก แต่ถ้าหากจะให้สาธยายอย่างถี่ถ้วนก็คงจะยืดยาว จึงขอยกเพียงประการที่สำคัญ ดังนี้

ประการแรก คือ ภาษาสันสกฤตมีสระและพยัญชนะมากกว่าภาษาบาลี

ประการที่สอง

- สันสกฤตมี 3 พจน์ คือ เอกพจน์ ทวิพจน์ และพหูพจน์ ส่วนบาลีมีเพียงแค่ เอกพจน์ กับ พหูพจน์

- บาลีมี 7 วิภัตติเหมือนสันสกฤต แต่วิภัตติที่ 4 และ 6 ของบาลีมักจะเหมือนกัน เช่นเดียวกับพหูพจน์ในวิภัตติที่ 3 และที่ 5

- บาลีไม่มีการใช้คำที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะ แต่สันสกฤตมี

- การแจกรูปของบาลีง่ายกว่าสันสกฤต

ประการที่สาม

- ในด้านการใช้กริยา บาลีอาจจะมีใช้เหมือนสันสกฤต แต่อาจจะเลี่ยงได้ เลือกใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ แต่สันสกฤตจะเลี่ยงไม่ได้

- รากศัพท์ในภาษาสันสกฤตแบ่งออกเป็น 10 หมวด แต่บาลีมีเพียง 7 หมวด

- กาลและมาลา ในสันสกฤตมี 10 แต่ในบาลีมีเพียง 8

ดังที่กล่าวมาเห็นได้ว่า ภาษาบาลีง่ายกว่าภาษาสันสกฤตมาก แม้เสียงภาษาสันสกฤตยังออกยากกว่าเสียงภาษาบาลี

ภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทย

ภาษาไทยมีคำภาษาบาลีและสันสกฤตอยู่มากจนอาจคิดว่าเหมือนบางคำเป็นคำภาษาไทยเอง ภาษาบาลีเป็นภาษาพระธรรมของพระพุทธเจ้า ส่วนภาษาสันสกฤตเป็นภาษาของพระผู้เป็นเจ้าฝ่ายพราหมณ์ ซึ่งไทยเราได้นับถือทั้งสองอย่าง ภาษาไทยจึงมีคำทั้งสองภาษาอยู่มากมาย แต่ก่อนนั้นเมื่อชาวไทยตั้งถิ่นฐานลงในประเทศไทย สมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ประกาศตั้งสุโขทัยเป็นราชธานีจนถึงรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง ได้แต่งตั้งสมณทูตไปสืบพุทธศาสนา และรับลัทธิลังกาวงศ์ ซึ่งเป็นพุทธศาสนาฝ่ายหีนยาน เข้ามาเป็นศาสนาประจำชาติไทย เรายอมรับและยึดมั่นในพระธรรมวินัย และการแสดงพระธรรมเทศนาก็ต้องใช้ภาษาบาลีในพระไตรปิฎกขึ้นนำก่อนแล้วจึงแปลเป็นไทย ภาษาบาลีจึงเริ่มแทรกเข้ามาในภาษาไทย พวกที่มีความรู้ก็ย่อยศึกษาจากพระภิกษูที่ประจำตามวัดต่าง ๆ และชาวไทยก็นิยมใช้จนถึงบัดนี้

ภาษาสันสกฤต ยกย่องกันว่าเป็นภาษาสูง เพราะมาจากพระเวทซึ่งเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของพวกพราหมณ์ และเป็นภาษาประจำพุทธศาสนาลัทธิมหายาน เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 6 มีชาวอินเดียเดินทางมาค้าขายตามแถบแหลมอินโดจีน เนื่องมาจากแผ่นดินและราชวงศ์ในอินเดียคงจะเกิดจลาจลวุ่นวาย ผู้ที่รักสงบ หรืออาจจะหวังโชคลาภรัก หรือผู้ที่ผจญภัยไปตายเอาดาบหน้า ได้เดินทางหาถิ่นที่อยู่ใหม่ และนำศาสนาของตน คือ ศาสนาพราหมณ์ไปเผยแผ่ด้วย รวมทั้งภาษาด้วย คือ สันสกฤต เมื่อถึงแถบอินโดจีนหรือสุวรรณภูมินี้ ชนชาติในแถบนี้จึงได้รับสิ่งต่าง ๆ จากชาวอินเดียไปด้วย ภาษาสันสกฤตจึงเริ่มเข้ามาปะปนในภาษาไทย โดยเฉพาะราชสำนักราชาธิปไตย
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 17-10-2019 22:21 , Processed in 0.047812 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน