กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 1306|ตอบกลับ: 5

สอบถามวิธีการแผ่เมตตาค่ะ

[คัดลอกลิงก์]

16

กระทู้

0

เพื่อน

244

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
147
ความดี
55
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
6-1-2018
โพสต์เมื่อ 22-8-2016 20:56:32 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ตอนนี้เท่าที่เข้าใจคือให้แผ่เมตตาตอนจิตปราศจากนิวรณ์ แผ่ไปยังทิศต่างๆ เปรียบบุรุษเป่าสังข์..
ที่ทำอยู่คือน้อมความรู้สึกเมตตาขึ้นมาที่จิตค่ะแล้วก็แผ่ไปทิศ 6 หรือ นึกถึงบุคคลที่เราอยากแผ่ไปให้
ยังสับสนว่าน้อมจิตเมตตาแล้วแผ่ออกจากเรา ไปทางทิศต่างๆ หมายถึงเราต้องนึกหรือส่งจิตถึงคนนั้นไหมคะ?


19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 23-8-2016 06:30:33 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เมตตาภาวนา เป็นหนึ่งในธรรมเครื่องปรุงแต่ง ต้องอาศัยนิมิตเป็นอารมณ์ของจิต
เมื่อจะประสงค์แผ่เมตตาเพื่อละความพยาบาท ก็ต้องละนิวรณ์ ๕
เป็นเครื่องกางกั้นจิต ซึ่งทำให้จิตทุรพล เสียก่อน
เมื่อนิวรณ์ ๕ ไม่ครอบงำจิตแก่บุคคลนั้นแล้ว
อาศัยความตั้งมั่นของจิตนั้น น้อมไปถึงความเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่พยาบาท
แล้วอาศัยบุคคลนั้นๆ เป็นอารมณ์ แผ่ไปยังบุคคลนั้น
การกระทำลักษณะนี้ยังอาศัยนิมิตอันเป็นที่ตั้งเพื่อน้อมจิตให้เกิดความเป็นสมาธิ
(อาศัยวิตก วิจาร อยู่ แต่เมตตาที่ไม่มีวิตก วิจาร ก็มี และประณีตยิ่งขึ้น)
ชื่อว่าขณะนั้นเป็นจิตที่มีกำลัง อุปมาด้วยเสียงกลองที่ตีออกไป
ผู้มีสัญญา(ในเสียงกลอง) แต่ที่ไกล ย่อมหมายรู้และรับรู้ได้ อย่างนี้ครับ

ไม่ได้หมายความนึกถึงไปในทิศนั่นหรือทิศนี้
แต่อาศัยบุคคลนั้นๆ เป็นอารมณ์ เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว
นี้จึงเรียกว่า เมตตาภาวนา เป็นธรรมเครื่องปรุงแต่งจิต
แต่ก็มีตรัสไว้เช่นกันว่า เมตตาภาวนาที่ไม่มีวิตก และ วิจาร ก็มีอยู่  ซึ่งจะประณีตขึ้น

ผู้ที่จะเข้าถึงเมตตาภาวนา จะไม่ต่างจากการเข้าถึงปฐมฌานเลย  คือ อกุศลธรรม และ กามสัญญา ย่อมไม่มีแล้ว
จิตจึงจะมีกำลังได้ และ เกิด ปิติ สุข จนถึง อุเบกขา ในที่สุด

ดังนั้นหากจะเจริญเมตตาภาวนา สิ่งแรกที่ต้องกระทำ คือ ละนิวรณ์ ๕ และ ทำจิตให้เป็นอารมณ์เดียว ก่อนครับ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 23-8-2016 07:06:55 |ดูโพสต์ทั้งหมด
น้อมจิตเมตตาแล้วแผ่ออกจากเรา ไปทางทิศต่างๆ หมายถึงเราต้องนึกหรือส่งจิตถึงคนนั้นไหม
*****************************************************************
เมตตาภาวนา วัตถุประสงค์เพื่อละความพยาบาท ไม่มีเวร  
ไม่ได้ทรงตรัสว่า การแผ่เมตตาไปยังบุคคล เพื่อให้เขาได้ผลบุญจากเรา
แต่การแผ่เมตตานั้น เพื่อ ละความพยาบาท หรือ การสอดสวมเวรแก่กัน
อานิสงส์ ๑๑ ประการ ย่อมได้รับแก่ผู้เจริญเมตตาฌานนั้น (เช่น หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ...)

เมื่อจิตตั้งมั่น มีอารมณ์เดียว (ปราศจากอกุศลธรรม และกามสัญญา) ก็น้อมจิตไปเพื่อการนี้
เป็นสัญญาในความตั้งมั่น ถึงบุคคลใด โดยไม่ได้นึกว่าหน้าตาแบบนี้ๆ
เช่นหากเรานึกถึงสีแดง เราไม่ได้จำเป็นต้องเขียนเป็นตัวอักษรว่า สีแดง แล้วจึงนึกขึ้นได้
แต่สัญญาเกิดมีขึ้น เป็นสิ่งที่รู้แจ้งแล้วว่า สีแดง เป็นอย่างไร
เมื่อจะนำบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ ก็เช่นกัน ไม่ได้ปรุงแต่งให้เห็นเป็นหน้าเขา รูปร่างเขา ทำอย่างนั้น อย่างนี้
แต่สัญญาในบุคคล(รูปนั้น) ปรากฏขึ้น เป็นสิ่งที่รู้แจ้งขึ้นมาเอง
น้อมจิตไปถึงความไม่มีเวร ไม่มีภัย เป็นจิตที่ไพบูลย์ ไม่มีประมาณ( ขึ้นกับความตั้งมั่นของจิต)
เมตตาที่ประกอบด้วย วิตก วจาร หรือ ไม่มีวิตก มีวิจาร หรือ ไม่มีทั้งวิตก วิจาร
ประกอบด้วย ปิติ สุข หรือ ท้ายสุดประกอบด้วยอุเบกขา นั้นก็แล้วแต่กำลังสมาธิที่บุคคลนั้นเจริญได้

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 23-8-2016 14:44:54 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 23-8-2016 14:56

ขอกราบนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ฯอย่าพึ่งเชื่อว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นไม่จริงฯ

******
กกจูปมสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/read/?12/263-273
******
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ในข้อนั้น พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้
ว่า จิตของเราจักไม่แปรปรวน เราจักไม่เปล่งวาจาลามก เราจักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งอันเป็นประโยชน์
เราจักมีจิตเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน เราจักแผ่เมตตาจิตไปถึงบุคคลนั้น และเราแผ่เมตตาจิต
อันไพบูลย์ ใหญ่ยิ่ง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปตลอดโลก ทุกทิศทุกทาง
ซึ่งเป็นอารมณ์ของจิตนั้น ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาด้วยอาการดังที่กล่าวมา
นี้แล.
*******
[๕๘] ดูกรชีวก ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ เธอมีใจ
ประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่ง อยู่ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้
ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าโดยความมีตนทั่วไปใน
ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร
ไม่มีความเบียดเบียนอยู่
********
                 อหิสูตร
         [๖๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน  อารามของท่าน
อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งในกรุงสาวัตถีถูกงูกัด
ทำกาละแล้ว ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมากพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคม
แล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ภิกษุรูปหนึ่งในเมืองสาวัตถีนี้ถูกงูกัด ทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุนั้นชะรอยจะไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปยังสกุลพญางูทั้ง ๔ เป็นแน่ ก็ถ้าเธอพึงแผ่เมตตาจิตไปยัง
สกุลพญางูทั้ง ๔ ไซร้ ก็ถ้าเธอพึงแผ่เมตตาจิตไปยังสกุลพญางูทั้ง ๔ ไซร้  เธอก็ไม่พึงถูกงูกัดทำ
กาละ ตระกูลพญางู ๔เป็นไฉน คือ ตระกูลพญางูชื่อวิรูปักข์ ๑ ตระกูลพญางูชื่อเอราปถะ ๑
ตระกูลพญางูชื่อฉัพยาปุตตะ ๑ ตระกูลพญางูชื่อกัณหาโคตมกะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุนั้น
ชะรอยจะไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปยังสกุลพญางู ๔ จำพวกนี้เป็นแน่ ก็ถ้าเธอพึงแผ่เมตตาไปยังตระกูล
พญางูทั้ง ๔ นี้ไซร้ เธอก็ไม่พึงถูกงูกัดทำกาละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุแผ่เมตตาจิต
ไปยังตระกูลพญางู ๔ จำพวกนี้เพื่อคุ้มครองตน เพื่อรักษาตน เพื่อป้องกันตน ฯ

ความเป็นมิตร ของเรา จงมีกับ สกุลพญางู ทั้งหลาย ชื่อวิรูปักข์
ความเป็นมิตรของเราจงมีกับ สกุลพญางู ทั้งหลาย
ชื่อเอราปถะ ความเป็นมิตร ของเราจงมีกับ สกุลพญางู
ทั้งหลายชื่อฉัพยา    ปุตตะ ความเป็นมิตรของเราจงมีกับ
สกุลพญางูทั้งหลายชื่อ กัณหาโคตมกะ ความเป็นมิตรของ
เราจงมีกับสัตว์ทั้งหลายที่ ไม่มีเท้า ความเป็นมิตรของเรา
จงมีกับสัตว์จำพวก ๒ เท้า ความเป็นมิตรของเราจงมีกับ
สัตว์จำพวก ๔ เท้า ความเป็น     มิตรของเราจงมีกับสัตว์
จำพวกมีเท้ามาก สัตว์ไม่มีเท้าอย่าเบียดเบียนเรา
สัตว์ ๒ เท้าอย่าเบียดเบียนเรา สัตว์๔ เท้า  อย่าเบียดเบียนเรา
สัตว์มีเท้ามากอย่าเบียดเบียนเรา ขอ สรรพสัตว์ทั้งปวงที่
มีลมปราณ มีชีวิตเป็นอยู่ จงได้พบเห็นความเจริญเถิด
อย่าได้มาถึงโทษอันลามกน้อยหนึ่งเลย ฯ
       พระพุทธเจ้ามีพระคุณหาประมาณมิได้ พระธรรมมีคุณหาประมาณมิได้  พระสงฆ์มีคุณ
หาประมาณมิได้ สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย คือ งู แมลงป่องจะขาบ แมลงมุม ตุ๊กแก หนู
ล้วนมีประมาณ ความรักษาอันเรากระทำแล้วความป้องกันอันเรากระทำแล้ว ขอหมู่สัตว์ทั้งหลาย
จงหลีกไปเสีย เรานั้นกำลังนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอยู่ กำลังนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง ๗
พระองค์อยู่ ฯ
********

จากที่สังเกตจากพระสูตร การแผ่เมตตา ต้องมีจิตที่ประกอบด้วยเมตตาซึ่งเป็นสังขารขันธ์เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต ส่วนจะแผ่ไปอย่างไร ก็คือแผ่ไปในอารมณ์ของจิตนั่นเอง อาจเป็นบุคคลคนเดียว กลุ่มคน หรือ มวลชน หรือ สัตว์โลกทั้งปวง หรือสัตว์โลกทั้งปวงทุกทิศทาง อันนี้ก็แล้วแต่กำลังของเมตตาจิต การที่จะสามารถแผ่เมตตาชนิดไม่เลือกหน้า คือไปในสัตว์โลกทั้งปวงในขณะนั้นได้ แสดงว่าขณะนั้นไม่มีพยาบาทในใครๆเลยในโลกเป็นอารมณ์



19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 27-8-2016 10:02:17 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 27-8-2016 10:03

การแผ่เมตตา (เมตตาเจโตวิมุตติ เมตตาภาวนา เมตตาฌาน)

พิจารณาได้ว่า
1.ไม่ได้เป็นการแผ่ส่วนบุญกุศลไปให้แก่ผู้ล่วงลับ เพื่อหวังให้ผู้ล่วงลับได้บุญกุศลนั้นที่ผู้แผ่ได้กระทำเป็นกรรมขึ้นมา ทั้งนี้ เพราะอาศัยหลักที่ว่า สัตว์ทั้งหลายนั้นมีกรรมเป็นของตน

2.การแผ่เมตตา มีอานินสงส์หลัก เพื่อละความไม่มีเวร ไม่มีภัย การไม่สวมสอดเวรให้แก่กัน(ของผู้แผ่ กับ สัตว์เหล่าอื่น) เพื่อละพยาบาท

3.การแผ่เมตตา จำเป็นต้องอาศัยจิตที่ตั้งมั่นแล้วเป็นอารมณ์เดียว ปราศจากนิวรณ์ ๕ อกุศลธรรม และกามสัญญา เป็นเบื้องต้นมาก่อน

4. เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วเป็นอารมณ์เดียว จิตที่มีความสงบรำงับ ย่อมน้อมไปในทิศใดๆ ได้ง่าย มีบุคคลนั้นๆ เป็นอารมณ์ ถึงความไม่มีเวร ไม่เบียดเบียน

5.บทพยัญชนะที่แผ่ไปยังเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ตลอดทุกทิศทาง ไม่ได้หมายถึงใช้ความคิดปรุงแต่งให้เกิดภาพไปยังทิศเบื้องบน
เบื้องล่าง เบื้องขวาง และ ทุกทิศทาง แต่การที่จิตมีอารมณ์เดียว ตั้งมั่นดีแล้วในเมตตาฌาน เมื่อน้อมจิตไปในทิศใดๆ ย่อมไปสู่ทิศนั้นๆได้เอง อุปมาด้วยอากาศไม่ได้ตั้งอยู่ในที่ไรๆเลย

6. คำว่าอาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ไม่ได้หมายถึง การสร้างภาพจินตนาการถึงบุคคลนั้น
ว่าหน้าตาอย่างนี้ๆ อย่างนั้นๆ ไม่ได้สร้างภาพว่าบุคคลนั้นๆอยู่ทิศบน ทิศล่าง
การกระทำเช่นนั้นย่อมทำให้สมาธิที่ตั้งมั่นถึงความไม่ตั้งมั่น เป็นแน่
เพราะเป็นความฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ทั้งปวง
แต่เมื่อจิตตั้งมั่นดีแล้วเป็นอารมณ์เดียว ถึงความเป็นผู้มีกำลังในเมตตาฌานนั้น
อาศัยธรรมเครื่องปรุงแต่ง ได้แก่ความไม่มีเวร ไม่มีภัย
ไม่มีความเบียดเบียน ในสัตว์ บุคคลใดนั้น (นี้เรียกธรรมเครื่องปรุงแต่ง-อภิสงฺขตา)
เมื่อจะตั้งใจ ตริตรองถึงสัตว์ บุคคลใด ( อภิสญฺเจตยิต) ก็น้อมไปสู่บุคคลนั้น(หรือ สัตว์ทั้งปวง)
โดยไม่ได้สร้างภาพ นึกภาพออกมาเป็นรูปร่าง ว่าเขาอยู่ตรงทิศนั้น ทิศนี้
หากแต่เมื่อจิตน้อมไปยังเรื่องนั้น ย่อมสำเร็จได้ด้วยความน้อมไปแล้วในเรื่องนั้น(สัตว์ บุคคล) ณ ที่นั่น (ทิศใดนั้น)

จึงอยากให้ทราบว่า ธรรมเครื่องปรุงแต่ง ไม่ได้สร้างภาพขึ้นมาเป็นนิมิตแห่งจิต
แล้วปรุงแต่งว่า อยู่ในทิศบน แล้วเลื่อนลงมาทิศล่าง แล้วเลื่อนไปยังทิศขวาง และ แผ่ขยายออกไปในทิศทั้งปวง
การกระทำอย่างนั้น จิตย่อมห่างจากสมาธิ เพราะซัดส่ายไปในอารมณ์

แต่เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นอย่างดีแล้ว ไม่ว่าจะเกิดจาก
1.การอาศัยนิมิตแห่งความไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่มีความเบียดเบียนในสัตว์ บุคคล นั้น แล้วกระทำให้จิตตั้งมั่น
นี้่เรียกว่า จิตดำรงอยู่ ถูกชักนำไปด้วยอาการอย่างนั้นๆ ถึงความที่จิตมีอารมณ์เดียว และตั้งมั่นได้เป็นที่สุด
สมัยนี้ นิวรณ์ ๕ อกุศลธรรม และกามสัญญา ย่อมรำงับไป หากจะพึงน้อมจิตไปยังสติปัฏฐาน ๔ ก็กระทำได้โดยง่าย เป็นต้น
2.หรือความตั้งมั่นเกิดจาก การที่บุคคลนั้น กระทำนิวรณ์ ๕ อกุศลธรรม และกามสัญญา ให้รำงับไปเป็นเบื้องต้นได้แล้ว
ถึงความที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียว กำลังแห่งจิตที่ตั่งมั่นอย่างนั้นแล้ว
เป็นจิตมีกำลัง เมื่อจะน้อมไปในสิ่งใดๆ  ก็จะไปได้โดยง่าย
หากน้อมไปยัง เมตตาภาวนา อันเป็นเจโตวิมุตติอาศัยอารมณ์หาประมาณไม่ได้
ก็กระทำได้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด กระทำได้ในทิศท้้งปวง อย่างนี้
(กรณีที่ ๒ นี้ จะเป็นสำหรับผู้มีปกติอยู่ด้วย สุขวิหารธรรม คือเข้าถึงสมาธิได้ไว
ไม่ได้อาศัยอารมณ์ใดที่ถึงการปรุงแต่งขึ้นมาเป็นนิมิตคืออารมณ์ของจิตแล้วจึงตั้งมั่นได้)

16

กระทู้

0

เพื่อน

244

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
147
ความดี
55
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
6-1-2018
โพสต์เมื่อ 12-9-2016 14:37:15 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 27-8-2016 10:02
การแผ่เมตตา (เมตตาเจโตวิมุตติ เมตตาภาวนา เมตตาฌาน)

พ ...

ขอบคุณค่ะ อนุโมทนาสาธุค่ะ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 16-9-2019 03:21 , Processed in 0.052690 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน