กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 1897|ตอบกลับ: 11

อยากรู้ถึงการทำบุญให้ถึงคนที่จากไปครับ

[คัดลอกลิงก์]

14

กระทู้

0

เพื่อน

213

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
132
ความดี
46
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
5-8-2018
โพสต์เมื่อ 20-8-2016 02:49:22 |ดูโพสต์ทั้งหมด
[size=28.2286px]ผมเสียมารดาไปเมื่อต้นปี ในใจจังคิดถึงและรู้สึกโหยหาอยู่ ผมศึกษาพุทธวัจนะมาระยะหนึ่งแล้ว ผมทำทานเป็นประจำ ด้วยการถวายอาหารพระ การบริจาค การทำสมาธิตามโอกาศ  ผมอยากทราบว่า ทำทานอย่างไร อุทิศบุญอย่างไร มารดาจึงจะได้รับผลนั้

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5776
ความดี
3495
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-12-2018
โพสต์เมื่อ 20-8-2016 08:39:22 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ผมเสียมารดาไปเมื่อต้นปี ในใจจังคิดถึงและรู้สึกโหยหาอยู่
ผมศึกษาพุทธวัจนะมาระยะหนึ่งแล้ว
ผมทำทานเป็นประจำ ด้วยการถวายอาหารพระ การบริจาค
การทำสมาธิตามโอกาศ  ผมอยากทราบว่า
ทำทานอย่างไร อุทิศบุญอย่างไร มารดาจึงจะได้รับผลนั้น

*********************************************
หนึ่งในหน้าที่บุตรที่พึงกระทำต่อมารดาบิดาที่ล่วงลับ คือ
การกระทำทักขิณา(ทานคือสิ่งของทำบุญ) ในเรื่องของการให้ทานนั้นมีหลักอยู่ว่า

1. ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมไม่มีไม่ให้ผล
ผลทานที่ให้นั้นไม่สูญเปล่าแก่ทายก(ผู้ให้) นั้น
ผลแห่งทานแม้ไม่มีผู้รับ ผู้ให้ทานนั้นย่อมได้รับผลแห่งทานนั้นไม่ขาดตกบกพร่องไป

2. ทานที่มีผู้รับ ผู้ให้ย่อมสำเร็จด้วยการให้นั้น

3. สัตว์นรก เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา
ยังอัตภาพแก่ขันธ์ทั้งหลายที่ไปบังเกิดในภพนั้นด้วยอาหารของสัตว์นั้นๆ
อาหารที่สัตว์นั้นๆในภพนั้นๆได้ไปเกิด พึงได้จากการกระทำกรรมที่ทำมาก่อนแล้วในภพก่อนๆ ของสัตว์นั้นๆ ให้ผล

4.ฐานะแห่งทานอุทิศให้แก่ผู้ตายที่เป็นญาตินั้น
ถ้าผู้นั้นตายไปแล้ว ไปเกิดอยู่ในภูมิของเปรตแล้ว
นั่นเป็นฐานะที่จะได้รับผลแห่งการอุทิศนั้น

5. ไม่มีเลยที่ญาติผู้ล่วงลับของเราที่จะไม่หลงเหลือเป็นเปรตอยู่

6. ผู้ถึงพร้อมด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ กับ ผู้ถึงพร้อมด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐
ทั้งสองนั้นเป็นผู้ให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า...
แต่ผลต่างของ ผู้ถึงพร้อมด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐
เมื่อกายแตกทำลายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

ส่วนผู้ถึงพร้อมด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐
เมื่อกายแตกทำลายไปย่อมเข้าถึงกำเนิดเดรัจฉาน
และทานที่ให้นั้นไม่สูญเปล่า(ทั้งสองกรณี)
ทานย่อมให้ผลแก่ขันธ์ทั้งหลายอันเป็นที่บังเกิดของอัตภาพนั้นๆของสัตว์เหล่านั้น

สัตว์ที่ไปเกิดในสุคติภพ ย่อมได้เสวยผลแห่งทานของตนที่กระทำมาแล้วในกาลที่ผ่านมาในภพก่อนๆ
หากเกิดเป็นมนุษย์ ก็ได้เสวยผลแห่งทานที่เป็นของมนุษย์
หากเกิดเป็นเทวดาก็ได้เสวยผลแห่งทานที่เป็นทิพย์ของเทวดา
ส่วนสัตว์ที่ไปเกิดในกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน ก็ย่อมได้เสวยผลแห่งทานของตนที่กระทำมาแล้วในกาลที่ผ่านมาในภพก่อนๆ
ซึ่งทั้งสามกรณีมีความประณีตของทานตามกำลังที่ตนได้กระทำมาแล้วในภพก่อนๆ
และทานนั้นก็เหมาะสมตามอัตภาพที่สัตว์นั้นๆได้ไปเกิด ด้วยผลแห่งทานที่สัตว์นั้นๆกระทำมาในกาลก่อนๆ

14

กระทู้

0

เพื่อน

213

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
132
ความดี
46
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
5-8-2018
โพสต์เมื่อ 20-8-2016 13:56:02 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบพระคุณครับ ผมจะรัษาการให้ทานไว้ให้เสมอ
คำถาม ... แล้วในส่วนการเจริญเมตา เพื่อให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว มีหลักในการปฎิบัติอย่างไรครับ  

ในระหว่างที่มารดามีชีวิต ก็ทำทานบริจากเป็นหลักเช่นกัน  ก่อนเสียชีวิตในระหว่างป่วย ผมได้เปิดพุทธวิจนะให้แม่ได้ฟัง  แต่ไม่ได้ฟังไปจนหมดลม เนื่องจากมีช่วงหนึ่งที่คณะแพทยืเข้าช่วยชีวิตมีการทำด้านการยื้อชีวิตหลายอย่าง จนในที่สุดแม่ก็จากไปครับ  ก่อนที่แม่จะจากไปผมได้คุยกับแม่ว่า แม่พักผ่อนนะแม่ไม่ต้องห่วงอะไร เดียวทุกอย่างลูกจะเป็นคนทำแทนแม่เอง  แล้วแม่ก็หลับไป

คำถามคือ   การที่แม่ได้ยินได้ฟังพุทธวัจนะในระหว่างที่ป่วยอยู่ จนถึงเสียชีวิต  แต่ไม่ได้ฟังตลอดจนสิ้นใจ จะมีผลและอานิสงค์ อยู่หรือไม่
            
ขอบพระคุณครับ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5776
ความดี
3495
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-12-2018
โพสต์เมื่อ 20-8-2016 16:05:29 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 20-8-2016 16:08

คำถาม ... แล้วในส่วนการเจริญเมตา เพื่อให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว มีหลักในการปฎิบัติอย่างไรครับ  
***********************************************
การเจริญเมตตาภาวนานั้น ทรงตรัสเพื่อละความพยาบาท
เป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่เบียดเบียนกัน แก่สัตว์ผู้ที่เราพึงแผ่ออกไป
ไม่ได้เพื่อให้เกิดผลบุญแก่สัตว์นั้นๆที่เราพึงแผ่ออกไปให้
(ตามที่ผมกล่าวว่าไว้ กระทู้นี้ http://webboard.watnapp.com/foru ... 5338&extra=page%3D1)
แต่อานิสงส์กลับเกิดขึ้นอย่างมากมายแก่ผู้ที่เจริญเมตตาภาวนาอยู่แล้วแผ่ไป

เรื่องนี้ผมพอจะเข้าใจความรู้สึกของคุณผู้ถาม
เพราะต้องการให้แม่ได้รับอานิสงส์หรือผลแห่งบุญที่ตนได้กระทำ
แต่ด้วยหลักแห่งกรรมที่ว่า สัตว์มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม
สัตว์กระทำกรรมที่เป็นส่วนแห่งบุญใด สัตว์ย่อมเสวยผลแห่งบุญนั้นจากโลกนี้ไปสู่ปรโลก
อุปมาด้วยญาติที่คอยต้อนรับญาติที่กลับมา
พระองค์จึงมีปกติกล่าวเสมอว่า บุคคลพึงกระทำกรรมดีสั่งสมไว้ภพหน้า
สัตว์ทั้งหลายนั้นจะเป็นไปตามกรรมเข้าถึงผลแห่งบุญและบาป
สัตว์ผู้ที่มีกรรมเป็นบุญ จะไปสู่สุคติภูมิ
เพราะบุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า เหมือนเงาติดตามตน

เมตตาภาวนานั้น อานิสงส์เกิดมีมาก ถึงขนาดทรงอุปมาส่วนแห่งบุญกิริยาวัตถุใด
ยังไม่ถึงเศษเสี้ยวที่ ๑๖ ของการเจริญเมตตาฌาน
(มีอานิสงส์ยิ่งขึ้นไปกง่าการสมาทานรักษาศีล แต่อานิสงส์แห่งการเจริญอนิจสัญญา มีมากที่สุด)

เมตตาภาวนา เป็นหนึ่งในธรรมเครื่องปรุงแต่ง ต้องอาศัยนิมิตเป็นอารมณ์ของจิต
เมื่อจะประสงค์แผ่เมตตาเพื่อละความพยาบาท ก็ต้องละนิวรณ์ ๕
เป็นเครื่องกางกั้นจิต ซึ่งทำให้จิตทุรพล เสียก่อน
เมื่อนิวรณ์ ๕ ไม่ครอบงำจิตแก่บุคคลนั้นแล้ว
อาศัยความตั้งมั่นของจิตนั้น น้อมไปถึงความเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่พยาบาท
แล้วอาศัยบุคคลนั้นๆ เป็นอารมณ์ แผ่ไปยังบุคคลนั้น
การกระทำลักษณะนี้ยังอาศัยนิมิตอันเป็นที่ตั้งเพื่อน้อมจิตให้เกิดความเป็นสมาธิ
(อาศัยวิตก วิจาร อยู่ แต่เมตตาที่ไม่มีวิตก วิจาร ก็มี และประณีตยิ่งขึ้น)
ชื่อว่าขณะนั้นเป็นจิตที่มีกำลัง อุปมาด้วยเสียงกลองที่ตีออกไป
ผู้มีสัญญา(ในเสียงกลอง) แต่ที่ไกล ย่อมหมายรู้และรับรู้ได้ อย่างนี้ครับ
เมตตาภาวนานั้น ทรงตรัสว่าอาศัยปัจจัยปรุงแต่ง ถูกปรุงแต่งแล้ว
หากผู้เจริยเมตตาภาวนานั้นตั้งอยู่ในธรรมนั้นถึงสมถะ และ วิปัสสนา
โดยเห็นชอบด้วยปัญญาตรงตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า
แม้ธรรมนั้น ก็เกิดมีขึ้นเพราะเหตุแห่งปัจจัยปรุงแต่ง มีความเกิดขึ้น แปรปรวนไปและดับไปเป็นธรรมดา
ก็บรรลุถึงความสิ้นอาสวะได้ด้วยเหตุแห่งธรรม (สมถะ และ วิปัสสนา) นั้น
หากยังไม่บรรลุ เพลิดเพลินต่อธรรมนั้น ก็จะเป็นโอปปาติกะ จะปรินิพพานในภพนั้น ไม่หวนกลับมาสู่โลกนี้อีก
จะสังเกตว่า อานิสงส์นั้นเกิดมีมากแก่ผู้ปฏิบัติ ยังไม่เคยศึกษาพบเจออานิสงส์มีแก่ผู้ถูกแผ่ไป มากมายถึงเพียงนี้ครับ

ส่วนข้อที่จะทำให้พึงมีผลมาก มีอานิสงส์มากแก่มารดานั้น พระองค์ทรงตรัสว่า
เมื่อเขา(มารดา) ระลึกได้ ให้ผู้เป็นลูกพึงเป็น
ผู้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย
ตามประกอบธรรมเป็นเครื่องสงบแห่งจิตในภายใน
เป็นผู้ไม่เหินห่างจากฌาน
ประกอบพร้อมด้วยวิปัสสนา และ
เป็นผู้พอใจในเสนาอันสงัด(พึงวิเวกเพื่อการหลีกเร้น)
เมื่อมารดาระลึกถึงข้อนี้ได้ พระองค์ทรงตรัสด้วยพระองค์เองว่า
มารดา(รวมถึงญาติสายโลหิตของเราทั้งหลาย) ซึ่งตายจากไปแล้ว
มีจิตเลื่อมใส ระลึกถึงคุณข้อนี้ของผู้เป็นลูกชายได้
นั่นจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่ออานิสงส์ เพื่อผลมาก บังเกิดมีแก่เขานั้น

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5776
ความดี
3495
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-12-2018
โพสต์เมื่อ 20-8-2016 16:08:39 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 20-8-2016 16:10

การที่แม่ได้ยินได้ฟังพุทธวัจนะในระหว่างที่ป่วยอยู่ จนถึงเสียชีวิต  
แต่ไม่ได้ฟังตลอดจนสิ้นใจ จะมีผลและอานิสงค์ อยู่หรือไม่

****************************************************
ประโยชน์แห่งการฟังธรรมตามกาลและการพิจารณาธรรมนั้นตามกาล
ให้เป็นไปโดยชอบที่พระองค์ทรงตรัสไว้มีได้ถึงความสิ้นอาสวะโดยลำดับ
การที่ลูกชายได้ให้มารดาฟังพุทธพจน์นั้นย่อมมีอานิสงส์จากไม่เคยได้ฟัง ก็เป็นผู้ได้ฟัง
เมื่อได้ฟังแล้วก็ย่อมถึงความแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น
บรรเทาความสงสัย ยังความเห็นให้ถูกต้องและย่อมเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสอยู่
อานิสงส์ ๖ ประการ ของผู้ได้ฟังธรรมตามกาลอันควร แบ่งได้ ๒ กลุ่ม คือ
หากยังละสังโยชน์ ๕ ยังไม่ได้ ก็จะละสังโยชน์ ๕ ได้
หากละสังโยชน์ ๕ ได้แล้ว ก็จะน้อมไปสู่นิพพาน
ทั้งสองกลุ่มนี้ จะได้อานิสงส์ ด้วย ๓ อาการ คือ
๑. ได้ฟังจากพระตถาคต
๒. ได้ฟังจากสาวกของพระตถาคต
๓.  ตรึกตรองใคร่ครวญด้วยใจถึงธรรมนั้นได้เอง

ทั้งนี้นั้นขึ้นกับอินทรีย์ของผู้เป็นแม่ขณะนั้นว่าพร้อมที่จะรับและเพ่งด้วยใจถึงธรรมข้อนั้นๆได้หรือไม่
ซึ่งการให้ผลของกรรมแก่ผู้ทำกาละคือตายนั้น แบ่งได้ ๓ ระดับ คือ
กรรมอันบุคคลนั้นกระทำมาแล้วในอดีต ให้ผล ๑
กรรมอันบุคคลนั้นกระทำมาแล้วในปัจจุบัน ให้ผล ๑
และ กรรมใกล้ตายอันเขาสมาทานอยู่นั้น ๑

เราผู้เป็นลูก หากไม่มีญาณหยั่งรู้ถึงการจำแนกกรรมอย่างที่ผู้มีญาณหยั่งรู้กระทำได้
ทางที่กระทำปกป้องความหวาดกลัวในการทำกาละ คือ
ให้มารดา บิดา เป็นผู้มีศรัทธา มีศีล มีสุตะ มีจาคะ และ ปัญญา อบรมมาแล้ว ตลอดกาลยาวนาน
เพราะศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ของผู้ใดที่อบรมมาอย่างดีแล้ว แม้ขาดสติไปในที่ใดๆ
กาลกิริยา(เวลาใกล้ตาย) เขานั้นจะไม่เลวทราม เป็นคุณชาติไปสู่เบื้องบน บรรลุถึงคุณวิเศษ
ส่วนอีกพระสูตร ทรงตรัสให้เป็นผู้ประกอบด้วย ธรรม ๔ ประการ คือ คุณธรรมแห่งโสดาบัน
ได้แก่เลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ และมีศีลอันเป็นที่รักใคร่ของพระอริยะ
ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทต่อตัณหา ไม่ถูกทิฏฐิลูบคลำ และเป็นไปเพื่อสมาธิ

ดังนั้นอานิสงส์ที่แม่ได้ฟังธรรมตอนที่ยังมีสติ สัมปชัญญะ
ย่อมให้ผลเมื่อจะกระทำกาละได้ แม้ไม่ได้ฟังตลอด
ให้นึกถึงกรรมที่จะส่งผลแก่แม่ มี ๓ ระดับ
หากในเวลาใกล้ตายนั้น ใคร่ครวญได้ เพ่งตรองตามด้วยใจ
ก็มีอานิสงส์ตามที่กล่าวไว้เช่นกันครับ

14

กระทู้

0

เพื่อน

213

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
132
ความดี
46
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
5-8-2018
โพสต์เมื่อ 20-8-2016 20:03:41 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย mcat009 เมื่อ 20-8-2016 20:11

สาธุครับ สาธุ  .... แล้วในฐานะของบุตร ผู้ยังอยู่ในโลก .. ผมพิจารณาถึง อริยสัจ 4 ประการ  เพือบรรเทาความคิดถึง และความเศร้า  ในบางครั้งความคิดก็สงบ  บางครั้งก็ทำไม่สำเร็จ .ผมพิจารณาในส่วนของ ธรรม 5 ประการที่บุคลไม่พึงได้ตามปรถณา  และ ในส่วนของความทุกข์ที่มาจาก การพลัดพรากจากของที่รักที่พอใจ  ...

คำถามคือ .. ผมควรทำอย่างไรจึงจะสมควร เมื่อความคิดเช่น ความคิดถึง ระลึกถึง โหยหา และควมเศร้าเข้ามาในจิต เป็นผัสะทางจิต  ... บางครังการละนันทิ ก็ทำได้  และ ในบางครั้ง เวลาเกิดแรงๆ ก็ทำไม่ได้ จนส่งผลให้ต้องร้องไห้ออกมา  .. ผมควรปฎิบัติอย่างไรครับ

0

กระทู้

0

เพื่อน

15

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
8
ความดี
2
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
21-8-2016
โพสต์เมื่อ 21-8-2016 09:14:44 |ดูโพสต์ทั้งหมด
mcat009 ตอบกลับเมื่อ 20-8-2016 20:03
สาธุครับ สาธุ  .... แล้วในฐานะของบุตร ผู้ยังอยู่ในโลก .. ...

น่าจะเป็นประโยชน์ (อ่านหลายๆ รอบนะ)

อะทาสิ เม อะกาสิเม ญาติมิตตา สะขา จะเม,
บุคคลมาระลึกถึงอุปการะอันท่านได้ทำแก่ตนในการก่อนว่า, ผู้นี้ได้ให้สิ่งนี้แก่เรา, ผู้นี้ได้ทำกิจนี้ของเรา, ผู้นี้เป็นญาติเป็นมิตร เป็นเพื่อนของเรา, ดังนี้.

เปตานัง ทักขิณัง ทัชชา ปุพเพ กะตะนะมะนุสสะรัง,
ก็ควรให้ทักษิณาทาน, เพื่อผู้ละโลกนี้ไปแล้ว.

นะ หิ รุณณัง วาโสโก วา ยาวัญญา ปะริเทวะนา.
การร้องไห้ก็ดี. การเศร้าโศรกก็ดี หรือการร่ำไรรำพันอย่างอื่นก็ดี, บุคคลไม่ควรทำทีเดียว,

นะตัง เปตานะมัตถายะ.
เพราะว่าการร้องไห้เป็นต้นนั้น, ไม่เป็นประโยชน์แก่ญาติทั้งหลาย, ผู้ละโลกนี้ไปแล้ว.

เอวัง ติฏฐันติ ญาตะโย,
ญาติทั้งหลาย, ย่อมตั้งอยู่อย่างนั้น,

อะยัญจะ โข ทักขิณา ทินนา,
ก็ทักษิณาทานนี้แล, อันท่านให้แล้ว

สังฆัมหิ สุปะติฏฐิตา,
ประดิษฐานไว้ดีแล้วในสงฆ์,

ทีฆะรัตตัง หิตายัสสะ ฐานะโส อุปปะกัปปะติ,
ย่อมสำเร็จประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้วนั้น, ตลอดกาลนาน ตามฐานะ,

โส ญาติธัมโม จะ อะยัง นิทัสสิโต,
ญาติธรรมนี้นั้น, ท่านได้แสดงให้ปรากฏแล้ว,

เปตานะ ปูชา จะกะตา อุฬารา,
แลบูชาอันยิ่งท่านก็ได้ทำแล้ว, แก่ญาติทั้งหลาย, ผู้ละโลกนี้ไปแล้ว,

พะลัญจะ ภิกขูนะมะนุปปะทินนัง,
กำลังแห่งภิกษุทั้งหลาย, ชื่อว่าท่านได้เพิ่มให้แล้วด้วย,

ตุมฺเหหิ ปุญญัง ปะสุตัง อะนัปปะกันติ.
บุญไม่น้อย, ท่านได้ขวนขวายแล้ว, ดังนี้แล.

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5776
ความดี
3495
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-12-2018
โพสต์เมื่อ 22-8-2016 16:17:32 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แล้วในฐานะของบุตร ผู้ยังอยู่ในโลก
ผมพิจารณาถึง อริยสัจ 4 ประการ  
เพือบรรเทาความคิดถึง และความเศร้า  
ในบางครั้งความคิดก็สงบ  
บางครั้งก็ทำไม่สำเร็จ

********************
อริยสัจ ๔ ประการ ทรงตรัสว่า เป็นที่ประชุมลงของกุศลธรรมทั้งหมด
ทรงอุปมาด้วยรอยเท้าของสัตว์ที่เที่ยวไปบนแผ่นดิน
รอยเท้าทั้งหมดของสัตว์เหล่านั้น ถึงการประชุมลงที่รอยเท้าช้าง
เพราะรอยเท้าช้างเป็นของใหญ่ ฉันนั้นเหมือนกัน

ทุกขอริยสัจ คือ กำหนดหมายรู้ว่า ขันธ์อันเป็นที่ยึดมั่นนั้นคือ กองทุกข์ ได้แก่
รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ (หรือได้แก่ อายตนะภายใน ๖)
ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ตัณหาอันเป็นเหตุเกิดขึ้นของทุกข์ เป็นสิ่งที่ควรละ (หรืออวิชชา)
ทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ความดับของทุกข์ คือความสิ้นไปแห่งตัณหา เป็นสิ่งที่ควรกระทำให้แจ้ง(หรือ วิชชา วิมุตติ)
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ ปฏิปทา(ทางดำเนิน)ได้แก่ อริยมรรค ๘ ประการ
ให้ถึงความสิ้นทุกข์ควรทำให้มาก ทำให้เจริญ (หรือ สมถะ วิปัสสนา)

ความเพลินใดที่เข้าไปมีอยู่ใน รูปทั้งหลาย ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร และในวิญญาณ
ความเพลินใดนั้น เป็นเหตุเกิดขึ้นของทุกข์ (ทุกขสมุทัย)
ความเพลินจะประกอบด้วยราคะติดตามมาเสมอ

เป็นธรรมดาที่คุณผู้ถาม ยังต้องมีความวิตก กลุ้มรุมจิต
หากยังละซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจของความเพลินนั้นยังไม่ได้(องค์แห่งตัณหา)
เพราะกระแสแห่งตัณหานั้นย่อมพัดพาไปซึ่งอารมณ์ทั้งปวงที่เป็นอกุศลธรรม
เมื่อเพลินไปในอายตนะใด อันเป็นเหตุเกิดขึ้นของผัสสะ(ที่จะทำให้เกิดทุกข์ตามมา)
การละเสียได้ซึ่งความเพลินนั้นก็คือ กลับมาสู่ภพแห่งตน อันได้แก่ กายคตาสติทั้งหลาย
จิตหลุดไปสู่อารมณ์ใดที่เป็นบาปอกุศล(นำไปสู่ความเศร้าโศก ระทมใจ คร่ำครวญ ร้องไห้อยู่)
พระศาสดาทรงตรัสว่าให้เป็นผู้มีความฉลาดในวาระจิตของตน ว่า
เมื่อมีจิตเศร้าหมอง มีเหตุแห่งทุกข์อยู่ พึงตั้งไว้ซึ่งความเพียร ความจางคลาย(วิราคะ) ก็ย่อมมีได้ ดังนี้
กระทำฉันทะ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขมักเขม้น ความเพียรอันไม่ถอยกลับ
เป็นผู้ที่อาศัยสติ เป็นธรรมคอยอารักขาจิต ปกป้องจิตไว้
มีธรรมเครื่องตัดกระแส(แห่งบาปอกุศลธรรมนั้น) ให้ขาดด้วยปัญา
เพื่อดับอกุศลธรรมนั้นโดยเร็ว เท่ากับอุปมาไฟที่กำลังเผาผมบนศีรษะ จะต้องรีบดับไฟนั้นให้ไว ฉันนั้น

ธรรม ๕ ประการนี้ ที่ควรพิจารณาเนืองๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำจัดความมัวเมาในชีวิต
ต้องอาศัยการใคร่ครวญด้วยปัญญา ผู้มีปัญญาจึงรู้ได้ ผู้ไม่มีปัญญาย่อมไม่รู้
ปัญญาอันจะมีเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์จะพึงมีเกิดขึ้นมาได้ ต้องอาศัยธรรมที่เป็นที่มาแห่งปัญญา ได้แก่
การเข้าไปหาสัปบุรุษ การฟังสัทธรรม มีสุตะ สอบถามเนื้อความ
การกระทำในใจโดยแยบคาย การหลีกออก ๒ อย่าง คือ กาย และ ใจ
มีความเพียร การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
และมีปกติเห็นถึงความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์
ขอให้ทราบว่าความทุกข์โศก คร่ำครวญ ร่ำไห้ ระทมใจ ถึงความหลงใหล
นั้นเป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้(ไม่ใช่เพื่อละ ไม่ให้เกิด)
กำหนดรู้โดยความไม่เที่ยง เกิดจากเหตุปัจจัยอันไม่เที่ยงปรุงแต่งแล้วเกิดมีขึ้น มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ผู้ได้สดับย่อมไม่เล็งเห็นว่า นั่นเป็นของเรา ย่อมพ้นไปได้จากสิ่งที่เป็นทุกข์นั้นได้

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5776
ความดี
3495
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-12-2018
โพสต์เมื่อ 22-8-2016 16:20:47 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คำถามคือ .. ผมควรทำอย่างไรจึงจะสมควร
เมื่อความคิดเช่น ความคิดถึง ระลึกถึง โหยหา
และควมเศร้าเข้ามาในจิต เป็นผัสะทางจิต  
บางครังการละนันทิ ก็ทำได้  
และ ในบางครั้ง เวลาเกิดแรงๆ ก็ทำไม่ได้
จนส่งผลให้ต้องร้องไห้ออกมา  
ผมควรปฎิบัติอย่างไรครับ

**********************
ตั้งความเพียรให้มาก เป็นผู้มีสติเพื่อยังธรรมคือ ความไม่ประมาทให้เกิดขึ้น
กำลังของปัญญานั้น พิจารณา อย่างนี้ว่า
ธรรมเหล่าใดอันเป็นเหตุให้เกิดขึ้นของความคร่ำครวญ อาลัย ร่ำไร
เป็นความพอใจ คอยติดตาม คอยสยมมัวเมา เหตุเกิดของทุกข์ ธรรมเหล่านั้น เป็นอกุศล
ธรรมเหล่าใดอันเป็นการนำออกซึ่งฉันทราคะ
ความกำหนัด มัวเมา ด้วยอำนาจของความเพลิน ธรรมนั้นเป็นกุศล

ธรรมใดเป็นธรรมไม่ควรเสพ ธรรมใดเป็นธรรมควรเสพ
ธรรมใดมีโทษ ธรรมใดไม่มีโทษ
นี้เป็นกำลังของปัญญา(ที่สามารถใคร่ครวญ แยกแยะได้)

คุณผู้ถาม ต้องอาศัยกำลังของปัญญา เพื่อเป็นเสมือนศาสตราประหาร
ความกำหนัดด้วยความเพลิน เป็นองค์แห่งตัณหา
ดุจกระแสที่จะพัดพาไปสู่อารมณ์ทั้งปวงอันเป็นเหตุเกิดของทุกข์
สตินั้นเป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องมีขึ้นมาให้ได้ไว ว่าเรากำลังถูกความทุกข์กลุ้มรุมจิตอยู่
ให้อาศัยปัญญาใคร่ครวญในธรรมทั้งหลาย ถึงความเป็นของไม่เที่ยง
แม้ความทุกข์ก็ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน และมีอันต้องดับไปเป็นธรรมดา
ผู้ที่ความทุกข์รวบรัดอยู่ต้องเป็นผู้อบรมจิตด้วยปัญญา

"ความทุกข์ ความโศก ความร่ำไร รำพัน
ความไม่สบายกายและใจและความคับแค้นใจ
เกิดจากสิ่งอันเป็นที่รักทั้งสิ้น
เมื่อไม่มีสิ่งอันเป็นที่รัก ย่อมไม่เศร้าโศก ..."

14

กระทู้

0

เพื่อน

213

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
132
ความดี
46
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
5-8-2018
โพสต์เมื่อ 22-8-2016 23:38:35 |ดูโพสต์ทั้งหมด
สาธุครับ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 14-12-2018 23:48 , Processed in 0.109708 second(s), 4 queries , Apc On.

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน