กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 2014|ตอบกลับ: 10

พระสูตรเกียวกับผู้ล่วงลับ

[คัดลอกลิงก์]

14

กระทู้

0

เพื่อน

213

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
132
ความดี
46
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
5-8-2018
โพสต์เมื่อ 19-8-2016 14:15:33 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ผมเสียมารดาไปเมื่อต้นปี ในใจจังคิดถึงและรู้สึกโหยหาอยู่ ผมศึกษาพุทธวัจนะมาระยะหนึ่งแล้ว ผมทำทานเป็นประจำ ด้วยการถวายอาหารพระ การบริจาค การทำสมาธิตามโอกาศ  ผมอยากทราบว่า ทำทานอย่างไร อุทิศบุญอย่างไร มารดาจึงจะได้รับผลนั้

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5776
ความดี
3495
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-12-2018
โพสต์เมื่อ 20-8-2016 08:40:53 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 20-8-2016 09:09

ผมเสียมารดาไปเมื่อต้นปี ในใจจังคิดถึงและรู้สึกโหยหาอยู่
ผมศึกษาพุทธวัจนะมาระยะหนึ่งแล้ว ผมทำทานเป็นประจำ
ด้วยการถวายอาหารพระ การบริจาค การทำสมาธิตามโอกาศ  
ผมอยากทราบว่า ทำทานอย่างไร อุทิศบุญอย่างไร มารดาจึงจะได้รับผลนั้น

*******************************
พระศาสดาทรงตรัสอยู่เป็นปกติว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน
เป็นทายาท(ผู้รับมรดกแห่งกรรมที่ตนกระทำไป)แห่งกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด(เกิดแต่กรรม)  เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นที่พึ่ง(ที่แล่นไปสู่)
กรรมนั้นย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีต แตกต่างกัน

เมื่อมารดาได้เสียชีวิตไปแล้ว หากยังไม่ได้กระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์(หมดตัณหา)
กรรมที่ท่านกระทำมา ย่อมส่งผลให้ท่านไปเกิดในภพใหม่
เป็นไปตามกรรม คือ กรรมในอดีตให้ผล กรรมที่กระทำในปัจจุบันให้ผล หรือ กรรมในเวลาใกล้ตายให้ผล
ซึ่งการตามรู้ว่าท่านจะได้ผล(วิบาก)แห่งกรรมใดนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรตามรู้
แต่เมื่อท่านกระทำกาละ(ตาย)ไปแล้ว สิ่งที่ บุตรพึงกระทำ คือ การกระทำทักขิณา(สิ่งของควรแก่การทำบุญ)
ท่านจะได้รับหรือไม่นั้น เราไม่สามารถตามรู้ได้ (ยกเว้นผู้มีญาณหยั่งรู้)
การจะได้รับผลแห่งทานที่เราอุทิศให้แก่ผู้ล่วงลับนั้น มีเพียงฐานะเดียว คือ ผู้ล่วงลับนั้นได้ไปเกิดเป็นภพแห่งเปรต
หากไม่มีผู้รับทานนั้น ญาติฝ่ายเหล่าอื่นของเราที่เป็นเปรตก็จะได้แทน
เพราะ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน จะได้ผลแห่งทาน ตามกำลังที่ตนได้ทำมาแล้วในอดีตทั้งสิ้น
สัตว์จึงมีอาหารเป็นของตนเอง เช่น หากเกิดเป็นมนุษยื ก็จะมีอาหารของมนุษย์เสวยผลแห่งทานนั้น
หากเกิดเป็นเทวดา ก็จะมีอาหารของเทวดาเสวยผลแห่งทานนั้น
หากเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็จะได้อาหารของสัตว์เดรัจฉานเสวยผลแห่งทานนั้น
หากเกิดเป็นเปรต ก็จะมีอาหารของเปรตเสวยผลแห่งทานที่ญาติอุทิศให้นั้น
ประณีต หยาบ แตกต่างกัน ตามผลแห่งทานที่ได้กระทำมา

ดังนั้นคุณผู้ถามต้องวางความพอใจในการเศร้าโศกและอาลัยคอยติดตามอยู่
พระองค์ได้ตรัสว่าฐานะ ๕ ประการที่ควรพิจารณาเนืองๆ คือ
เรามีความแก่ ความเจ็บ ความตาย การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก และ สัตว์ทั้งหลายนั้นมีกรรมเป็นของตน
เราต่างเกิดมามีมารดามาแล้วนับไม่ถ้วน การได้เกิดมาในอัตภาพนี้ และ มารดาที่เสียไปแล้วในภพนี้
เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆภพที่ตนได้เสียใจ คร่ำครวญ ร้องไห้อยู่ มาตลอดกาลยาวนาน
ด้วยอุปมาที่เทียบเท่ามากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ จึงทรงตรัสให้เราเป็นผู้ที่เบื่อหน่าย คลายกำหนัด
ในการแสวงหาหนทางแห่งการไม่ต้องเกิดอีกต่อไป เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบัน
การคร่ำครวญ อาลัย การติดตาม ความสยบมัวเมา นี้เป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์
คุณผู้ถามอยากจะทำให้ทุกข์(ทั้งจากการเสียมารดาในครั้งนี้) สิ้นไป
ควรกระทำการนำออกซึ่งฉันทราคะในความยึดมั่นทั้งหลายที่ครอบงำจิตอยู่ในขณะนี้
การพิจารณาว่าสัตว์ทั้งหลายจะมีกรรมเป็นของตน จะพึงละความห่วงใยในเรื่องนี้ๆได้

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5776
ความดี
3495
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-12-2018
โพสต์เมื่อ 20-8-2016 08:44:26 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ดูกรนายคามณี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษในโลกนี้เว้นจาก
ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจาผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ
ไม่มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตไม่พยาบาท มีความเห็นชอบหมู่มหาชนพึงมาประชุมกันแล้วสวด
วิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบบุรุษนั้นว่า ขอบุรุษนี้เมื่อตายไป จงเข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นเมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาตนรก เพราะเหตุการสวดวิงวอน สรรเสริญ หรือเพราะเหตุการประนมมือเดิน
เวียนรอบของหมู่มหาชนบ้างหรือ ฯ
คา. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
[๖๐๑] พ. ดูกรนายคามณี เปรียบเหมือนบุรุษลงยังห้วงน้ำลึกแล้วพึงทุบหม้อเนยใส
หรือหม้อน้ำมัน ก้อนกรวดหรือก้อนหินที่มีอยู่ในหม้อนั้น พึงจมลง เนยใสหรือน้ำมันที่มีอยู่ใน
หม้อนั้นพึงลอยขึ้น หมู่มหาชนพึงมาประชุมกันแล้วสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดิน
เวียนรอบเนยใสหรือน้ำมันนั้นว่าขอจงจมลงเถิดท่านเนยใสและน้ำมัน ขอจงดำลงเถิดท่านเนย
ใสและน้ำมัน ขอจงลงภายใต้เถิดท่านเนยใสและน้ำมัน ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
เนยใสและน้ำมันนั้นพึงจมลง พึงดำลง พึงลงภายใต้ เพราะเหตุการสวดวิงวอน  สรรเสริญ
หรือเพราะเหตุการประนมมือเดินเวียนรอบของหมู่มหาชนบ้างหรือ ฯ
คา. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรนายคามณี ฉันนั้นเหมือนกัน บุรุษใดเว้นจากปาณาติบาต  อทินนาทาน
กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะไม่มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตไม่
พยาบาท มีความเห็นชอบ หมู่มหาชนจะพากันมาประชุมแล้วสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนม
มือเดินเวียนรอบบุรุษนั้นว่า ขอบุรุษนี้เมื่อตายไป จงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็จริง
แต่บุรุษนั้นเมื่อตายไปพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ

99

กระทู้

6

เพื่อน

5138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3644
ความดี
795
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
13-12-2018
โพสต์เมื่อ 20-8-2016 16:42:57 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๑
[๑๙๙] ดูกรคฤหบดีบุตร มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้า อันบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน
๕ คือ ด้วยตั้งใจไว้ว่าท่านเลี้ยงเรามา เราจักเลี้ยงท่านตอบ ๑ จักรับทำกิจของท่าน ๑ จักดำรง
วงศ์สกุล ๑ จักปฏิบัติตนให้เป็นผู้สมควรรับทรัพย์มรดก ๑ก็หรือเมื่อท่านละไปแล้ว ทำกาล
กิริยาแล้ว จักตามเพิ่มให้ซึ่งทักษิณา ๑ ฯ

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๒ หน้า1095
คหบดีบุตร !  ทิศเบื้องหน้า คือ มารดาบิดา อันบุตรพึงปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการ ดังนี้ว่า ท่านเลี้ยงเราแล้ว เราจักเลี้ยงท่าน ๑ เราจักทำกิจของท่าน ๑  เราจักดำรงวงศ์สกุล ๑ เราจักปฏิบัติตนเป็นทายาท ๑ เมื่อท่านทำ   กาละล่วงลับไปแล้ว เราจักกระทำทักษิณาอุทิศท่าน ๑.

----------------
ขอแสดงความเห็นครับ
1. มีแค่พระสูตรเดียวที่ตรัสถึงว่าทำอย่างไรเมื่อมารดาบิดา ทำกาละ ก็คือ ทำทักษิณา
2. แล้วทักษิณาทำอย่างไร มีหลายพระสูตรที่เกี่ยวข้อง ลองดูในกระทู้นะครับ เช่น
ข้อสงสัยใน ชาณุสโสณีสูตร เกี่ยวกับให้ทานเพื่อสำเร็จแก่ญาติผู้ล่วงลับ
http://webboard.watnapp.com/foru ... 65&fromuid=2327

3. ขอสรุปความเห็นคือ ทำทักษิณา แล้วมารดาบิดา จะได้
         3.1 เป็นอาหาร เมื่อท่านเกิดเป็นเปรต
หรือ  3.2 บุญ เมื่อท่านอนุโมทนาในกุศลที่เราทำ (คื่อท่านต้อง 1.รับรู้ว่าเราทำกุศล2.แล้วอนุโมทนา ซึ่งความยากคือท่านจะรับรู้ได้อย่างไร ในความเห็นผมการอธิษฐานสื่อไปให้ท่านรับรุ้ไม่ได้

4. การแผ่เมตตา มารดาบิดาจะได้
  ความรู้สึกถึงความไม่เบียดเบียน สบายใจ เหมือนโคแม่ลูกอ่อน (เล่ม5ข้อ88หน้า100) จากการที่เราเเผ่เมตตา ถ้าเรามีกำลีงสมาธิพอ

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 20-8-2016 21:08:57 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 20-8-2016 21:18

๔. ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุ
                      ว่าด้วยการทำบุญอุทิศให้เปรต
        พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
        [๘๙] บุคคลผู้ไม่ตะหนี่ ควรทำเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง คือปรารภถึงบุรพเปตชน
                เทวดาผู้สิงอยู่ในเรือน หรือท้าวมหาราชทั้ง ๔ ผู้รักษาโลก ผู้มียศ คือ
                ท้าวธตรัฐ ๑ ท้าววิรุฬหก ๑ ท้าววิรูปักษ์ ๑ ท้าวกุเวร ๑ ให้เป็นอารมณ์
                และพึงให้ทาน ท่านเหล่านั้นเป็นผู้อันบุคคลได้บูชาแล้ว และทายกก็ไม่
                ไร้ผล ความร้องไห้ ความเศร้าโศก หรือความร่ำไห้อย่างอื่น ไม่ควรทำ
                เลย เพราะความร้องไห้เป็นต้นนั้น ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ล่วงลับ
                ไปแล้ว ญาติทั้งหลายคงตั้งอยู่ตามธรรมดาของตนๆ อันทักษิณาทานนี้
                ที่ท่านเข้าไปตั้งไว้ดีแล้วในสงฆ์ให้แล้ว ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่บุรพเปต
                ชนโดยทันที สิ้นกาลนาน.
                       จบ ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุที่ ๔.

แสดงความคิดเห็น

อัครา  พระสูตรนี้ไม่น่าใช่พุทธวจนนะครับ ในบาลีไม่มีคำว่าพระผู้มีพระภาคตรั...  โพสต์เมื่อ 21-8-2016 14:06

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 20-8-2016 21:15:00 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 20-8-2016 21:22

๖. ทานสูตร
        [๒๐๔] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็น
พระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าสัตว์ ทั้งหลายพึงรู้ผลแห่งการจำแนกทานเหมือนอย่างเรารู้ไซร้ สัตว์ทั้งหลายยังไม่ให้แล้วก็จะไม่พึง
บริโภค อนึ่ง ความตระหนี่อันเป็นมลทิน จะไม่พึงครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่านั้น
ไม่พึงแบ่งคำข้าวคำหลังจากคำข้าวนั้นแล้วก็จะไม่พึงบริโภค ถ้าปฏิคาหกของสัตว์เหล่านั้นพึงมี

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่เพราะสัตว์ทั้งหลายไม่รู้ผลแห่งการจำแนกทานเหมือนอย่างเรารู้ ฉะนั้น
สัตว์ทั้งหลายไม่ให้แล้วจึงบริโภค อนึ่ง ความตระหนี่อันเป็นมลทินจึงยังครอบงำจิตของสัตว์
เหล่านั้น ฯ
        พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถา
ประพันธ์ดังนี้ว่า
        ถ้าว่าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้ผลแห่งการจำแนกทานเหมือนอย่างที่พระผู้มี
        พระภาคผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ตรัสแล้ว โดยวิธีที่ผลนั้นเป็นผลใหญ่ไซร้
        สัตว์ทั้งหลายพึงกำจัดความตระหนี่อันเป็นมลทินเสียแล้ว มีใจผ่องใส
        พึงให้ทานที่ให้แล้วมีผลมาก ในพระอริยบุคคลทั้งหลายตามกาลอันควร
        อนึ่งทายกเป็นอันมาก ครั้นให้ทักษิณาทาน คือ ข้าวในพระทักษิไณย
        บุคคลทั้งหลายแล้ว จุติจากความเป็นมนุษย์นี้แล้วย่อมไปสู่สวรรค์ และ
        ทายกเหล่านั้นผู้ใคร่กาม ไม่มีความตระหนี่ ไปสู่สวรรค์แล้วบันเทิง
        อยู่ในสวรรค์นั้น เสวยอยู่ซึ่งผลแห่งการจำแนกทาน ฯ
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ
         จบสูตรที่ ๖

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 20-8-2016 21:42:19 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ตัวอย่างการทำทักขิณา
http://www.84000.org/tipitaka/pi ... p;A=7909&Z=7947

14

กระทู้

0

เพื่อน

213

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
132
ความดี
46
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
5-8-2018
โพสต์เมื่อ 20-8-2016 21:49:22 |ดูโพสต์ทั้งหมด
สาธุ และ อนุโทนาใน กุศลจิต ที่ท่านทุกคนได้เข้ามาตอบคำถามครับ

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 20-8-2016 21:59:56 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 20-8-2016 22:14

ขอกราบนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ฯอย่าพึ่งเชื่อว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นไม่จริงฯ

การทำทักขิณาอุทิศ
1.ปรารภหรือระลึกถึงบิดามารดาให้เป็นอารมณ์แล้วให้ทาน
2.ทานหรือยัญหรือทักขิณานั้น คารประกอบด้วยองค์6จึงมีผลหาประมาณมิได้ ดังนี้
การทำสังฆทานอันประกอบด้วยองค์ประกอบ๖ประการ คือการทำทักขิณา และเมื่อระลึกถึงบิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้วแล้วให้สังฆทานอันมีองค์๖นี้ก็จะบริบูรณ์ยิ่ง
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=7909&Z=7947

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 20-8-2016 22:17:51 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 20-8-2016 22:54

...ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาชื่อนันทมารดาชาวเมืองเวฬุกัณฑกะนั้นถวายทักษิณาทาน
อันประกอบด้วยองค์ ๖ ประการ ในภิกษุสงฆ์มีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นประมุข
ก็ทักษิณาทานอันประกอบด้วยองค์ ๖ ประการเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย องค์ ๓ ของทายก
องค์ ๓ ของปฏิคาหก องค์ ๓ของทายกเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทายกในศาสนานี้ก่อน
ให้ทาน เป็นผู้ดีใจ ๑ กำลังให้ทานอยู่ย่อมยังจิตให้เลื่อมใส ๑ ครั้นให้ทานแล้วย่อมปลื้มใจ ๑
นี้องค์ ๓ ของทายก องค์ ๓ ของปฏิคาหกเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิคาหกในศาสนานี้
เป็นผู้ปราศจากราคะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจักราคะ ๑ เป็นผู้ปราศจากโทสะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัด
โทสะ ๑ เป็นผู้ปราศจากโมหะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดโมหะ ๑นี้องค์ ๓ ของปฏิคาหก องค์ ๓
ของทายก องค์ ๓ ของปฏิคาหก ย่อมมีด้วยประการดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทักษิณาทานที่
ประกอบด้วยองค์ ๖ ประการย่อมมีด้วยประการอย่างนี้แล การถือประมาณบุญแห่งทักษิณาทานที่
ประกอบด้วยองค์ ๖ ประการอย่างนี้ว่า ห้วงบุญห้วงกุศลมีประมาณเท่านี้นำสุขมาให้มีอารมณ์เลิศ
มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์
เกื้อกูล เพื่อสุข ดังนี้ ไม่ใช่ทำได้ง่าย โดยที่แท้บุญแห่งทักษิณาทานนั้น ย่อมถึงการนับว่า
เป็นห้วงบุญห้วงกุศลที่จะนับไม่ได้ประมาณไม่ได้ เป็นกองบุญใหญ่ทีเดียว
...ฯ

[size=33.3148px]///กำลังให้ทานอยู่ย่อมยังจิตให้เลื่อมใส ///
[size=33.3148px]ตามพจนานุกรม ทักขิณา ให้ความหมายว่า "ทานที่ให้โดยเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม"
[size=33.3148px]และพุทธวจนที่ว่า "...ทายกในศาสนานี้..."
[size=33.3148px]และ [size=18.6667px][๑๕๑][size=18.6667px]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษอย่างไร  คือสัตบุรุษในโลกนี้  ย่อมให้ทานโดยเคารพ  ทำความอ่อนน้อมให้ทาน  ให้ทานอย่างบริสุทธิ์  เป็นผู้มีความเห็นว่ามีผล  [size=18.6667px]จึงให้ทาน[size=18.6667px]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ  ฯ

[size=33.3148px]เห็นว่า เลื่อมใสในที่นี้หมายถึงเลื่อมใสในทานและผลแห่งทานใช่หรือไม่ ตามพุทธวจน







ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 15-12-2018 00:24 , Processed in 0.092716 second(s), 5 queries , Apc On.

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน