กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
12
กลับไป ตั้งกระทู้ใหม่
เจ้าของ: zmata

การดับ

[คัดลอกลิงก์]

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 15-9-2016 20:15:53 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 16-9-2016 11:35

1.ทั้งฝ่ายอภิธรรม หรือฝ่ายพุทธวจน โดยส่วนตัวไม่เคยเห็นการบัญัติว่า วิญญาณที่เกิดดับนั้นคือดวงเดียวกัน
2.สัตว์เป็นผู้เดินมรรค
3.ลองพิจารณาความเห็นของภิกขุชื่อสาติ ครับ
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=12&A=8041&Z=8506

17

กระทู้

0

เพื่อน

1569

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1231
ความดี
177
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
9-9-2019
โพสต์เมื่อ 16-9-2016 10:01:25 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย zmata เมื่อ 28-9-2016 08:46
pungkung ตอบกลับเมื่อ 15-9-2016 20:15
1.ทั้ั้งฝ่ายอภิธรรม หรือฝ่ายพุทธวจน โดยส่วนตัวไม่เคย ...

2.สัตว์เป็นผู้เดินมรรค

สัตว์ประกอบด้วยวิญญาณขันธ์และขันธ์อื่นอีก1-4ขันธ์ สัตว์ไม่ใช่ขันธ์ที่ 6 สัตว์เดินมรรคด้วยวิญญาณขันธ์และขันธ์อื่นที่เหลือเพื่อไม่มีตัณหาอุปาทานในวิญญาณขันธ์และขันธ์อื่นที่เหลือ จุดประสงค์ คือ วิญญาณขันธ์หรือจิตหลุดพ้นจากจิตในจิต กายในกาย เวทนาในเวทนา และธรรมขันธ์ที่เหลือ จิตหรือวิญญาณจึงหยุดทำงานจึงดับไม่เกิดในภพอื่นต่อไปเพราะไมมีตัณหาอุปาทาน เหมือนเครื่องยนต์ดับเพราะหมดน้ำมัน เหมือนเมล็ดพืชน้ำเลี้ยงเหี้ยวแห้งตกบนผืนนาก็ไม่งอก
แต่วิญญาณและเครื่องยนต์ เมล็ดพืชยังมีอยู่

พระสูตร เรื่อง สาติ
"วิญญาณอาศัยจักษุและรูปทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า จักษุวิญญาณ วิญญาณอาศัยโสตและเสียงทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า โสตวิญญาณ วิญญาณอาศัยฆานะและกลิ่นทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ฆานวิญญาณ วิญญาณอาศัยชิวหาและรสทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าชิวหาวิญญาณ วิญญาณอาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้งหลายเกิดขึ้นก็ถึงความนับว่ากายวิญญาณ วิญญาณอาศัยมนะและธรรมารมณ์ทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่ามโนวิญญาณ"


จักขุ+รูป โสต+เสียง ฆานะ+กลิ่น ชิวหา+รส กาย+โผฏฐัพพะ มนะ+ธรรมารมณ์ = สฬายตนะ
ดังนั้นพระสูตรนี้ระบุว่า วิญญาณ อาศัยสฬายตนะเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า วิญญาณ ๖
วิญญาณมีเหตุเกิดได้ ๓ แบบ ?
๑. สฬายตนะ เป็นปัจจัยจึงมี วิญญาณ
๒. นามรูป เป็นปัจจัยจึงมี วิญญาณ
๓. สังขาร เป็นปัจจัยจึงมี วิญญาณ?


66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 16-9-2016 12:03:51 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 16-9-2016 14:42

ฯอย่าพึ่งเชื่อว่าสิ่งนี้เท่านั้น จริงสิ่งอื่นเปล่า / ให้นำไปเทียบเคียงกับพระวินัยและพระสูตรก่อนฯ

เท่าที่รู้มาในบางแง่มุม ซึ่งยังไม่รู้โดยตลอดในปฏิจจสมุปบาท ซึ่งจะได้สิกขาต่อไป
เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย
สังขารทั้งหลายในที่นี้น่าจะหมายถึง ขันธ์5 หรือสังขตธรรมทั้งหมด
ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมีขึ้นแล้วเมื่อมีอวิชชา
ซึ่งสมบูรณ์ในตัว ส่วนสายถัดๆลงไป
เป็นการอธิบายความเห็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน
และในบางกรณีก็เป็นปัจจัยแก่กันและกัน คือ นามรูปเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ และวิญญาณก็เป็นปัจจัยแก่นามรูปด้วย
วิญญาณและนามรูป ก็คือขันธ์5 หรือสังขตธรรม

โดยส่วนตัวก็ยังมีข้อสงสัย บางอย่างที่เคยสงสัยก็ไม่สงสัยอีกต่อไป
เมื่อได้สิกขามาตามลำดับ จากประสบการณ์การพิจารณาควรพิจารณา
ตามแนวพระสูตร โดยทั่วไปรวมผมด้วย อาจเป็นเพราะเราถูกฝึกมา
ในระบบการศึกษา ซึ่งมักจะต้องการความคิดรวบยอด หรือบทสรุป
เป็นของตัวเอง ด้วยภาษาของตัวเอง ด้วยตรรกหรือระเบียบวิธี(method)ของตัวเอง
ซึ่งอาจมีช่องโหว่ หรือไม่สมบูรณ์ หรือคลาดเคลื่อนก็ได้ แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา

สังเกตจากการถามธรรมะกับท่านอาจารย์ คนมักจะกล่าวขึ้นต้นว่า "จะพอรับฟังได้ไหม..."
...นั้นก็คือความคิดรวบยอดของเขานั่นเอง ซึ่งบางครั้ังก็สอดคล้อง หรือไม่สอดคล้อง
หรือขัดกับพระสูตร ก็มีต่างๆนานา สาเหตุมีหลายประการ เช่น ความเข้าใจในนิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งอาจมีหลายนัยอาจหยิบผิดหรือคลาดเคลื่อน ความไม่ครอบคลุมในสุตะในเรื่องนั้น ความซับซ้อนลึก การจำมาผิดในรายละเอียดบางส่วน ตรรกะที่อาจคลาดเคลื่อน ฯลฯ

ดังนั้น จึงควรยึดพุทธวจนเป็นหลัก ก่อนแล้วค่อยพิจารณาไปตามแนวนั้น ความคิดรวบยอดของเราต้องเผื่อใจไว้ว่า
อาจมีข้อบกพร่องก็ได้ จนกว่าเราจะเห็นแจ้งด้วยปัญญาในเรื่องนั้นๆจริง ที่มากกว่าระดับสัญญาการวิเคราะห์และตรรกะ
อริยบุคคลย่อมคลายความสงสัยไปได้ตามส่วน จนถึงพระอรหันต์ก็หมดสงสัยในอริยธรรมทั้งหลาย

และถ้าสงสัยในบทแห่งธรรมว่าเป็นพุทธวจนจริงหรือไม่ ก็ให้ใช้หลักมหาปเทศ4

แสดงความคิดเห็น

zmata  อย่าพึ่งเชื่อว่าพระไตรปิฎกนี้เท่านั้นลอกบันทึกถูกจริงสิ่งอื่นเปล่า  โพสต์เมื่อ 16-9-2016 13:31
zmata  ขอบคุณครับ  โพสต์เมื่อ 16-9-2016 13:30

17

กระทู้

0

เพื่อน

1569

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1231
ความดี
177
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
9-9-2019
โพสต์เมื่อ 16-9-2016 14:27:07 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย zmata เมื่อ 28-9-2016 13:30
pungkung ตอบกลับเมื่อ 16-9-2016 12:03
ฯอย่าพึ่งเชื่อว่าสิ่งนี้เท่านั้น จริงสิ่งอื่นเปล่า  ...

สังขาร เกิดขึ้นที่ส่วนกลางของสายปฏิจจสมุปบาท และ อวิชชา เป็น สังขาร ?

[๕๐๙] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สังขาร มีเท่าไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ สังขารเหล่านี้ มี ๓ ประการคือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็กายสังขาร เป็นอย่างไร วจีสังขารเป็นอย่างไร จิตตสังขารเป็นอย่างไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า เป็นกายสังขาร
วิตกและวิจาร เป็นวจีสังขาร
สัญญาและเวทนา เป็นจิตตสังขาร.

วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เหตุไร ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า จึงเป็นกายสังขาร วิตกและวิจาร จึงเป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนา จึงเป็นจิตตสังขาร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าเหล่านี้ เป็นธรรมมีในกายเนื่องด้วยกาย ฉะนั้น ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า จึงเป็นกายสังขาร บุคคลย่อมตรึกย่อมตรองก่อนแล้ว จึงเปล่งวาจา ฉะนั้น วิตกและวิจาร จึงเป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนา เป็นธรรมมีในจิต เนื่องด้วยจิต ฉะนั้นสัญญาและเวทนา จึงเป็นจิตตสังขาร ฯลฯ

[๕๑๓] ลำดับนั้น วิสาขอุบาสก ชื่นชม อนุโมทนา ภาษิตของธรรมทินนาภิกษุณี แล้วลุกจากอาสนะ อภิวาทธรรมทินนาภิกษุณี ทำประทักษิณแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลเรื่องที่ตนสนทนาธรรมกถากับธรรมทินนาภิกษุณีให้ทรงทราบทุกประการ.
เมื่อวิสาขอุบาสกกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาค จึงตรัสว่า ดูกรวิสาขะ ธรรมทินนาภิกษุณีเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก แม้หาก ท่านพึงสอบถามเนื้อความนั้นกะเรา แม้เราก็พึงพยากรณ์เนื้อความนั้น เหมือนที่ธรรมทินนาภิกษุณี พยากรณ์แล้ว เนื้อความแห่งพยากรณ์นั้น เป็นดังนั้นนั่นแล ท่านพึงทรงจำไว้อย่างนั้นเถิด.
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว วิสาขอุบาสก ชื่นชม ยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฉะนั้นแล.

ที่มา http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=12&A=9420&Z=9601

[๑๒๔] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติ รูปขันธ์ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติเวทนาขันธ์ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติ สัญญาขันธ์อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่ง การบัญญัติสังขารขันธ์ อะไรหนอแลเป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติวิญญาณขันธ์ ฯ

พ. ดูกรภิกษุ มหาภูตรูป ๔ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติรูปขันธ์ ผัสสะ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติเวทนาขันธ์ ผัสสะเป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติ สัญญาขันธ์ ผัสสะเป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติสังขารขันธ์ นามรูปเป็นเหตุ เป็น ปัจจัย แห่งการบัญญัติวิญญาณขันธ์ ฯ

ที่มา http://www.etipitaka.com/read/thai/14/79/

[๑๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไร อาสวะทั้งหลาย
ได้สดับแล้ว จึงสิ้นไปโดยลำดับ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ในโลกนี้ ไม่ได้
เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในอริยธรรม มิได้รับแนะนำในอริยธรรม ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ
ไม่ฉลาดในสัปปุริสธรรม ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร
ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไร
เป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขาร
นั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น
แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา
สัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุง
แต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง
อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ แม้อย่างนี้ เห็นอยู่
อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.

ที่มา http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=17&A=2111&Z=2227
12
กลับไป ตั้งกระทู้ใหม่
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 19-9-2019 21:37 , Processed in 0.059350 second(s), 20 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน