กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 2431|ตอบกลับ: 13

การดับ

[คัดลอกลิงก์]

17

กระทู้

0

เพื่อน

1569

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1231
ความดี
177
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
9-9-2019
โพสต์เมื่อ 21-7-2016 11:29:59 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย zmata เมื่อ 15-9-2016 09:10

รูปแบบการดับ
๑. หายวับ เช่น เปลวเทียน
๒. เน่าเปื่อยผุผัง เช่น อาหาร เสื้อผ้า
๓. แตกละเอียด เช่น แก้วน้ำ
๔. ละลายระเหย เช่น น้ำแข็ง
๕. ถูกบัง เช่น ดวงอาทิตย์ถูกเมฆหรือดวงจันทร์บัง
๖. กลมกลืน เช่น แสงดาวเดือนกลมกลืนไปกับท้องฟ้าตอนกลางวัน
๗. เจือจาง เช่น เกลือเค็มน้อยลงเมื่อเติมน้ำ หรือ ตกใจข่าวร้ายก่อนรู้ข่าวดีจึงพอใจข่าวดีแต่ยังตกใจข่าวร้ายอยู่บ้าง
๘. ตาธรรมดามองไม่เห็น เช่น แสงส่องเข้าหน้าต่างแต่ไม่เห็นเพราะไม่มีพื้นผนังฝุ่นละอองลอยรับแสงสะท้อน แต่แสงยังส่องอยู่
๙. ไม่ทำงาน เช่น เครื่องยนต์ไม่มีน้ำมันเติมจึงหยุดทำงาน เครื่องยนต์ยังมีอยู่แต่ใช้คำว่า เครื่องดับ
๑๐. อื่น ๆ โปรดระบุและยกตัวอย่าง....

รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ แต่ละขันธ์มีการดับแบบใด ?
ลมหายใจเข้าออกในฌาณ ๔ มีการดับแบบใด ?

.

13

กระทู้

3

เพื่อน

572

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
332
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
1-8-2019
โพสต์เมื่อ 21-7-2016 22:47:04 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย crème เมื่อ 21-7-2016 23:02

รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ แต่ละขันธ์มีการดับแบบใด ?
ลมหายใจเข้าออกในฌาณ ๔ มีการดับแบบใด ?

เข้าใจว่า รูปแบบการดับ คือ ดับแบบปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท
และ
ใน ปฐมฌาณ - วจีกรรม ดับ, ปฏิจจสมุปบาทสายวจีสังขาร ปฏิจจสมุปบาทสายกายสังขาร ปฏิจจสมุปบาทสายจิตตสังขาร ยังคงสลับกันทำงานอยู่ ครบ ทั้ง ๕ ขันธ์
ใน ทุติยฌาน - ปฏิจจสมุปบาทสายวจีสังขาร ดับ, เหลือแต่ ปฏิจจสมุปบาทสายกายสังขาร และ ปฏิจจสมุปบาทสายจิตตสังขาร ที่ยังคงสลับกันทำงานอยู่ ครบทั้ง ๕ ขันธ์
...
ใน จตุตถฌาน - ปฏิจจสมุปบาทสายกายสังขาร ดับ, เหลือแต่ ปฏิจจสมุปบาทสายจิตตสังขาร ที่ยังคงทำงานอยู่ ครบทั้ง ๕ ขันธ์ (เพราะอุเบกขาในจตุตถฌานนี้ เป็นอุเบกขาที่ยังเนื่องอยู่ด้วย รูป,เสียง,กลิ่น,รส,โผฏฐัพพะ)
ใน อากาสานัญจายตนะ - รูป(ขันธ์) ดับ, ปฏิจจสมุปบาทสายจิตตสังขาร ยังคงทำงานอยู่ แต่เหลือ ๔ ขันธ์ (วิญญาณฐิติเหลือ ๓ คือ เวทนา,สัญญา,สังขาร)
...
ใน สัญญาเวทยิตนิโรธ - สัญญา,เวทนา ดับ, ปฏิจจสมุปบาทสายจิตตสังขาร(มโนสังขาร???) ยังคงทำงานอยู่ แต่เหลือ ๒ ขันธ์ (วิญญาณฐิติเหลือ ๑ คือ สังขาร)

ไม่รับรองความถูกต้องนะคะ แค่ตอนนี้เข้าใจแบบนี้อยู่
ถ้าเข้าใจผิดไป รบกวนชี้แนะด้วยค่ะ

แสดงความคิดเห็น

pungkung  ถูกใจ  โพสต์เมื่อ 15-9-2016 09:42
zmata  ถูกใจ  โพสต์เมื่อ 22-7-2016 19:38

13

กระทู้

3

เพื่อน

572

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
332
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
1-8-2019
โพสต์เมื่อ 22-7-2016 09:38:33 |ดูโพสต์ทั้งหมด
นั่นไง เข้าใจผิดอยู่จริงๆ ด้วย

ใน สัญญาเวทยิตนิโรธ - สัญญา,เวทนา ดับ, ปฏิจจสมุปบาทสายจิตตสังขาร ดับ, แต่เหลือ ๒ ขันธ์ (วิญญาณฐิติเหลือ ๑ คือ สังขาร)
แต่ช่วงนี้ ต้องเปลี่ยนมาเรียกว่าเป็น มโนสังขาร แทนหรือป่าวไม่รู้นะคะ ต้องกลับไปค้นเพิ่มเติม

จูฬเวทัลลสูตร ในข้อ ๕๐๙-๕๑๐
http://www.84000.org/tipitaka/pi ... p;A=9420&Z=9601

แสดงความคิดเห็น

zmata  ขอบคุณครับ  โพสต์เมื่อ 22-7-2016 19:39
zmata  ถูกใจ  โพสต์เมื่อ 22-7-2016 19:38

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 23-7-2016 09:57:21 |ดูโพสต์ทั้งหมด
รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ แต่ละขันธ์มีการดับแบบใด ?
***********************************************************
คำว่าดับ คือ นิโรธ  
การดับของขันธ์อันเป็นที่ยึดมั่นถือมั่น ก็ทรงเรียกว่า ทุกขนิโรธ
หมายถึงความดับซึ่งตัณหา อันเป็นการทำให้เกิดขึ้นแห่งภพ
เป็นไปกันกับด้วยความกำหนัดเพราะความเพลิน
เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์ เพราะความดำริที่อาศัยราคะ
เป็นกระแสพัดพาไปสู่อารมณ์ทั้งปวง

สติเสมือนเครื่องตรวจตราเป็นเครื่องกั้นกระแสไว้
ปัญญาเป็นเสมือนศาสตรา ตัดกระแสแห่งธรรมทั้งปวงเหล่านั้น อันได้แก่

จักขุ จักขุวิญญาณ ธรรมที่รู้ได้ด้วยจักขุวิญญาณ
โสต โสตวิญญาณ ธรรมที่รู้ได้ด้วยโสตวิญญาณ ... เป็นต้น
ว่า นี้รูปทั้งหลาย นี้จักขุ นี้จักขุวิญญาณ
ความเกิดขึ้นของรูปทั้งหลาย ความเกิดขึ้นของจักขุ ความเกิดขึ้นของจักขุวิญญาณ
ความตั้งอยู่ไม่ได้ของรูปทั้งหลาย ความตั้งอยู่ไม่ได้ของจักขุ ความตั้งอยู่ไม่ได้ของจักขุวิญญาณ
การเห็นซึ่งความดับในธรรมลักษณะทั้งหลายเหล่านี้ เป็นอย่างนี้
เมื่อเป็นผู้มีปัญญาอันเป็นอริยะเช่นนี้ เจาะแทงตลอดซึ่งกิเลส เห็นสัจจะกำหนดความเกิด ดับขึ้นได้
ย่อมมีญาณเกิดขึ้นว่า ธรรมลักษณะทั้งหลายเหล่านั้น นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา
ความดับซึ่งสักกายะ(สักกายนิโรธ) คือ ความดับไม่เหลือซึ่งอุปาทานขันธ์ ย่อมมีเป็นลำดับ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 23-7-2016 10:00:03 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ลมหายใจเข้าออกในฌาณ ๔ มีการดับแบบใด ?
***********************************
การหายใจ ๆ นั้นไม่ใช่หมายถึงการเอาออกซิเจนเข้าสู่ปอดเพียงอย่างเดียว อย่างนั้นเราจะเรียกว่า การหายใจเป็นไปในภายนอก แต่การหายใจนั้นมีในระดับเซลล์ แม้ปอดจะยังไม่ทำงาน เช่นในเด็กที่อยู่ในครรภ์ แต่เราก็กล่าวว่าเด็กนั้นมีการหายใจได้ ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์เป็นหน่วยมีชีวิตระดับเล็กที่สุด ประกอบกันมากเข้าเรียกเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อรวมกันมากเข้าเรียกระบบกล้ามเนื้อ ระบบกล้ามเนื้อรวมกันมากเข้าเรียกว่าระบบโครงสร้างร่างกาย การทำงานของเซลล์มีทั้งแบบที่อาศัยออกซิเจน และไม่อาศัยออกซิเจน พลังงานที่จะใช้ในการดำรงชีวิตของมนุษย์นั้น เป็นพลังงานที่ได้มาในระดับเซลล์ คือ ATP ซึ่ง ATP นั้นจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิตอย่างมากเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตต่อไป ATP จะได้มาต้องอาศัย ออกซิเจนไปรับอิเลคตรอนในลำดับสุดท้าย จึงได้ ATP ออกมา แต่กรณีที่ร่างกายไม่ได้รับออกซิเจน การจะได้สารพลังงานที่เรียกว่า ATP นี้เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ จะได้มากจากการรับอิเลคตรอนของ กรดไพรูวิก ซึ่งไม่ใช่ออกซิเจนแล้ว ดังนั้น แม้จะไม่มีออกวซิเจนในกระแสเลือด เราก็ยังได้รับพลังงาน ATP เพื่อใช้ดำรงชีวิตของสัตว์ได้ แต่การหายใจแบบไม่ใช่ออกซิเจนนี้จะได้รับพลังงานน้อยกว่าการหายใจแบบใช้ออกซิเจนมาก ซึ่งก็เข้ากันกับผู้ได้สมาธิระดับที่สูงแล้ว พลังงานในการที่จะใช้นั้นจะลดลงอยู่แล้ว ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกนั้นเป็นกายสังขาร เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงร่างกาย แต่ลมหายใจก็ไม่ใช่ชีวิต และชีวิตที่ยังคงอยู่ ต้องประกอบด้วยลมหายใจเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต ทั้งสองอย่างนี้เกื้อกูลกันและต้องอยู่ด้วยกัน
-------------------------------------------------------------
ความดับนั้น หมายถึง ความสงบ รำงับไป ความสิ้นไป เสื่อมไปคลายไปและดับไป ไปแห่งสังขารทั้งหลาย
ดับไปเพราะไม่ถูกปรุงแต่งแล้ว เป็นสิ่งที่บุคคลนั้นรู้แจ้งว่าดับไป ถึงซึ่งความดับไปเหมือนเปลวไฟที่ไม่มีเชื้อ
(อสฺสาสปสฺสาสา    นิรุทฺธา    โหนฺติ)

แสดงความคิดเห็น

zmata  ขอบคุณครับ  โพสต์เมื่อ 23-7-2016 23:15

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 1-8-2016 16:51:13 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ให้ลองใช้แอพพระไตรปิฎก หาพระสูตรที่เกี่ยวเนื่อง แล้วค่อยๆพิจารณาตามที่พระศาสดาได้ตรัสไว้แบบคำต่อคำครับ มันจะแน่นอนกว่า เร็วกว่า รับประกันแนววิธีที่ไม่ผิดในการไตร่ตรองธรรม โดยเฉพาะธรรมะขั้นละเอียดครับ

แสดงความคิดเห็น

zmata  ขอบคุณครับ  โพสต์เมื่อ 1-8-2016 18:23

17

กระทู้

0

เพื่อน

1569

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1231
ความดี
177
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
9-9-2019
โพสต์เมื่อ 15-9-2016 09:09:56 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย zmata เมื่อ 15-9-2016 09:15
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 23-7-2016 09:57
รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขัน ...

- วิญญาณเหมือนเครื่องยนต์ตรงที่ถ้าไม่ทำงานเรียกว่า เครื่องดับหรือวิญญาณดับ เมื่อทำงานคือวิญญาณไปรับรู้ทางอายตนะ เรียกว่า วิญญาณเกิด หรือวิญญาณมีที่ตั้ง การดับรูปแบบที่ ๙ วิญญาณไม่ทำงานจึงเป็นการดับของวิญญาณขันธ์ ?
- สัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดแต่ละภพชาติมีสิ่งที่ใช้ระบุว่าเป็นสัตว์ตัวเดิมตัวเดียวกันคือมีวิญญาณดวงเดียวกันแต่เกิดดับเพราะวิญญาณไปทำงานที่อายตนะและขันธ์ต่าง ๆ หรือไปเกิดดับที่อายตนะและขันธ์ต่าง ๆ ตลอดเวลาที่วิญญาณหรือจิตยังไม่หลุดพ้น ?

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 15-9-2016 10:47:53 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 15-9-2016 11:37

ฯอย่าพึ่งเชื่อว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่าฯ

อุปมาการดับ ถ้าผมจำไม่ผิดที่เป็นอุปมาของพระศาสดา คือ กองไฟที่เกิดจากหญ้าและไม้ ซึ่ง จะคล้ายอุปมาเปลวเทียน
คือ พิจารณาสิ่งที่ปรากฏ คือ เปลวไฟ หรือ เปลวเทียน นั้นว่า เป็นสิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย มิได้มีขึ้นมาลอยๆ หรือมีมาแต่ก่อน หรือมีอัตตาตัวตนเป็นของตัวเองที่เที่ยงแท้ถาวร เป็นแต่เพียงเกิดจากการประกอบกันของสิ่งๆอื่นหรือที่เรียกว่าเป็นปัจจัย เมื่อเชื้อหมด เปลวไฟก็หายไป หายไปแปลว่าอะไร?

เปลวไฟที่เห็นก็เกิดดับ มิได้ต่อเนื่องอย่างที่เห็นเช่นเดียวกับจิต และในการเกิดดับนั้นในทางรูปสิ่งที่เรียกรวมว่าเปลวไฟนั้นล่ะมันก็คือ แสงและความร้อน ซึ่งมันไม่ได้หายไปใหนเพียงแต่เปลี่ยนรูปไปหรือกระจายตัวออกไป แต่ประเด็นไม่ต้องพิจารณาสาวออกไปเช่นนั้น เพราะประเด็นต้องการพิจารณาเฉพาะการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และหายไปของเปลวไฟ เท่านั้น เพราะสังขตธรรมไม่สามารถสาวไปต้นหรือปลายที่สุดได้ คือหาที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายมิได้

อุปมาการเกิดดับต้องเป็นอุปมาในทำนองสิ่งนี้เกิดจากอะไร ตั้งอยู่อย่างไร และเปลี่ยนแปลงหรือหายไปอย่างไร คำว่าหายไปนี้มันก็ชวนให้งง หายหรือดับไป คือ สภาวะที่กำหนดหมายนั้นไม่แสดงคุณสมบัติดังเดิม ก็ว่าหายหรือดับ แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวตนของมันหายหรือดับไป เพราะตัวตนของมันไม่มี  มันประกอบขึ้นจากสิ่งอื่น เมื่อสิ่งอื่นแยกย้าย สิ่งที่บัญญัติว่าตัวนี้ ก็เรียกว่าหายหรือดับไป มันไม่ได้หายไปหรือดับไปแบบจากอัตตาเป็นอนัตตา มันเป็นอนัตตามาแต่เดิม

เหมือนรถยนต์ประกอบด้วย ล้อ และ ตัวถัง เป็นต้น ตราบได้ยังเกาะกันอยู่ก็เรียกว่า รถ แยกกันเมื่อไหร่ก็ไม่เรียกว่า รถ เรีอกไปตามชื่อ ของชิ้นส่วนนัันไป ก็ว่า รถดับไปหายไป แท้จริงไม่มีอะไรหายไปใหนดับไปใหน เพียงแต่สิ่งที่เรียกว่า รถนั้นแปรสภาพไปเป็นอย่างอื่น เป็นเศษเหล็ก เท่านั้นเอง

แม้แต่วิญญาน ก็เป็นของเกิดดับ ต้องอาศัยเหตุปัจจัยในการเกิด คือ อาศัย อายตนะภายใน6(ตาย-กาย+ใจ และอายตนะภายนอก 6( อารมณ์ รูป-โผฏฐัพพะ+ธรรมาอารมณ์(เวทนา สัญญา สังขาร) ) และวิญญาณ6 ปัจจัยเหล่านี้ประกอบกัน จึงเกิดผัสสะ6 เมื่อเหตุแยกกันหรือหายไปหรือเปลี่ยนสภาพหรือไม่ประกอบกันพร้อมตามแบบ วิญญาณ ก็เรียกว่าดับ หรือหายไป แต่จริงๆ วิญญาณ ไม่ได้หายไปใหน เพราะมันไม่มีมาตั้งแต่แรก(มี หมายถึง มีแบบอัตตาตัวตน,มีด้วยตัวเองไม่ต้องอาศัยปัจจัย) มันเพียงปรากฏภาวะอย่างหนึ่งเมื่อมีเหตุประกอบ ไม่มีเหตุประกอบมันก็ไม่ปรากฎ จริงๆ คิดว่า ถ้าคำว่า หายไปดับไปทำให้งง ก็ลองเปลี่ยนไปใช้คำว่า ปรากฏขึ้นและไม่ปรากฏ ก็จะชัดเจนยิ่งขึ้น

คือการพิจารณาอุปมาพยายามมองให้เห็นว่าแม้แต่ตัวปัจจัยเองก็ไม่ไม่มีอยู่เที่ยงแท้ มันก็อาศัยปัจจัยก่อนหน้านี้อีก เป็นต่อๆทอดไป เพื่อลดความรู้สึกว่ามีบางสิ่งค่อนข้างเป็นตัวตั้งต้นแบบ เที่ยง หรือค่อนข้างคงตัว ยืนตัว

***พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่รู้แจ้ง    แทงตลอดอริยสัจ ๔ เราและพวกเธอจึงเร่ร่อนท่องเที่ยวไปสิ้นกาลนานอย่างนี้*** เพื่อให้ตรงตามพระศาสดา เราควรเปลี่ยนไปบัญญัติตามพระองค์ จากสัตว์เวียนว่ายตายเกิด เป็น "สัตว์เร่ร่อนท่องเที่ยวไป" แทน น่าจะอุปการะต่อการเปิดธรรมที่ถูกปิด เพราะในขั้นนี้เป็นธรรมละเอียดลึก นิยามต้องแม่นตรง

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 15-9-2016 11:37:13 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 15-9-2016 20:50

***
สัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิด("สัตว์เร่ร่อนท่องเที่ยวไป")แต่ละภพชาติ

มีสิ่งที่ใช้ระบุว่าเป็นสัตว์ตัวเดิมตัวเดียวกันคือมีวิญญาณดวงเดียวกัน(สิ่งที่เรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญญาณบ้าง ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไปตลอดวัน ตลอดคืน -- ดังนั้น วิญญาณมิใช่ดวงเดียวกันเพราะเหตุที่เป็นปัจจัยของการเกิดวิญญาณแต่ละดวงคนละเหตุกัน เหมือนไฟคนละกอง ไฟเหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่อันเดียวกัน เพราะเชื้อไฟคือฟืนคนละกอง)

แต่เกิดดับเพราะวิญญาณไปทำงานที่อายตนะและขันธ์ต่าง ๆ (วิญญาณ ไม่ได้ไป ไม่ได้มา คำว่าไปมา เหมือนมันมีอยู่ก่อน และเคลื่อนที่ มันไม่ได้เคลื่อนที่ มันไม่ได้มีอยู่ก่อน แต่มันเกิดปรากฏขึ้นพร้อมกับการปรากฏของขันธ์4 ที่เป็นผืนนานั่นแหละ)

หรือไปเกิดดับที่อายตนะและขันธ์ต่าง ๆ ตลอดเวลาที่วิญญาณหรือจิตยังไม่หลุดพ้น(วิญญาณมิได้ "ไป" เกิดดับ แต่มันเกิดดับพร้อมกับอายตนะและขันธ์นั้นเลยแหละ)
***
ความเข้าใจผิดเรื่องวิญญาณ
http://www.84000.org/tipitaka/pi ... p;A=8041&Z=8506

17

กระทู้

0

เพื่อน

1569

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1231
ความดี
177
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
9-9-2019
โพสต์เมื่อ 15-9-2016 18:06:37 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย zmata เมื่อ 28-9-2016 08:44
pungkung ตอบกลับเมื่อ 15-9-2016 10:47
ฯอย่าพึ่งเชื่อว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ...

อุปมาการดับ ถ้าผมจำไม่ผิดที่เป็นอุปมาของพระศาสดา คือ กองไฟที่เกิดจากหญ้าและไม้
พระสูตรนี้เปรียบภิกษุผู้มีจิตพันวิเศษและมรณภาพปรินิพพานแล้ว เหมือนกองไฟที่ดับไม่เหลือทั้งเศษไม้ควันไฟ คือ มนุษย์ที่สิ้นอาสวะและตายแล้ววิญญาณไม่มีที่ตั้งหรือวิญญาณไม่ทำงาน ไม่สร้างกายทิพย์ ไม่สร้างกายโอปะปาติกะ ไม่หยั่งลงสู่ครรภ์เพื่อได้กายเนื้อ ทั้งในกามภพ รูปภพ อรูปภพ เป็นวิญญาณที่มีอยู่ เหมือนเครื่องยนต์ที่มีอยู่ แต่ไม่ทำงานจึงเรียกว่า เครื่องดับวิญญาณดับ ตถาคตกล่าวว่า ภิกษุผู้มีจิตพ้นวิเศษตายแล้วไม่เกิดก็ไม่ใช่ ดังนั้นจึงมีการเกิดไม่สูญ แต่ไม่ควรเรียกว่าเกิดเพราะวิญญาณมีสภาพนิ่งนิ่งเป็นอสังขตะ มนุษย์ มาร เทวดามองไม่เห็นวิญญาณลักษณะนี้

จิตวิญญาณเกิดดับแต่เป็นดวงเดียวกันเพราะถ้าเป็นคนละดวง จิตวิญญาณดวงเดิมที่ได้รับการฝึกสมถะวิปัสสนาจนจิตหลุดพ้นสิ้นอาสวะแล้วเมื่อดับไป เกิดมีจิตวิญญาณดวงใหม่ก็ต้องฝึกสมถะวิปัสสนาใหม่อีก ?

ที่มา พระสูตรกองไฟ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=13&A=4316&Z=4440

ที่มา พระสูตรวิญญาณไม่มีที่ตั้ง มารมองไม่เห็น

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=15&A=3885&Z=3951
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=17&A=2680&Z=2799

สังขาร เป็นปัจจัยจึงมี วิญญาณ คือ สังขาร เป็นเหตุให้ วิญญาณทำงานหรือวิญญาณไม่ดับสนิทเหมือนเครื่องยนต์ไม่ยอมดับหรือเครื่องติดๆดับๆ


ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 16-9-2019 05:07 , Processed in 0.110516 second(s), 25 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน