กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 2179|ตอบกลับ: 12

มโนสัญเจตนา พิจารณาอย่างไรคะ

[คัดลอกลิงก์]

13

กระทู้

3

เพื่อน

570

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
330
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-6-2018
โพสต์เมื่อ 28-6-2016 06:44:47 |ดูโพสต์ทั้งหมด
มโนสัญเจตนา พิจารณาอย่างไรคะ
มโนสัญเจตนา เกี่ยวข้องกันอย่างไร กับ ตัณหา ๓


และใน ปุตตมังสสูตร http://www.84000.org/tipitaka/pi ... p;A=2620&Z=2696
พิจารณาเห็นอย่างนี้ ถูกต้องไหมคะ

กวฬิงการาหาร
คำว่า ทางกันดาร = หนทางที่มีอันตราย, สังสารวัฏ
คำว่า บุตรน้อยๆ น่ารักน่าพอใจ = กามคุณ ๕ (รูป,เสียง,กลิ่น,รส,โผฏฐัพพะ)
คำว่า ฆ่าลูกน้อย = ละความยินดี ซึ่งเกิดจากกามคุณ ๕ (ละกาม)

ผัสสาหาร
คำว่า แม่โคนมที่ไม่มีหนังหุ้ม = บุรุษผู้ประมาท, บุรุษผู้ไม่สำรวมสังวรอินทรีย์(จักขุนทรีย์,โสตินทรีย์,ฆานินทรีย์,ชิวหินทรีย์,กายินทรีย์,มนินทรีย์)
คำว่า สถานที่ = อายตนะภายใน ๖ (ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ)
คำว่า ตัวสัตว์ = อายตนะภายนอก ๖ (รูป,เสียง,กลิ่น,รส,โผฏฐัพพะ,ธรรมารมณ์)
การที่แม่โคนมไม่มีหนังหุ้ม ถูกสัตว์เจาะ,ไช,ตอด,เกาะ,จิกกิน = การเสวยเวทนา


ส่วน มโนสัญเจตนาหาร??? และ วิญญาณาหาร ควรพิจารณาอย่างไรคะ


99

กระทู้

6

เพื่อน

5138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3644
ความดี
795
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
13-12-2018
โพสต์เมื่อ 1-7-2016 17:33:49 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๖
ปุตตมังสสูตร
[๒๔๐] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ อย่าง เพื่อความดำรงอยู่ของสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่อ
อนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิดอาหาร ๔ อย่างนั้นคือ ๑. กวฬีการาหาร หยาบบ้าง
ละเอียดบ้าง ๒. ผัสสาหาร๓. มโนสัญเจตนาหาร ๔. วิญญาณาหาร ภิกษุทั้งหลาย
อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้แล เพื่อดำรงอยู่แห่งสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่
เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด
......
ขอแสดงความเห็นครับ
1. พระสูตรนี้จะอธิบาย และอุปมา
อาหารที่สัตว์ที่เกิดมาแล้ว กิน เพื่อการดำรงอยู่
และอาหาร4อย่างนี้เเเหละที่ สัตว์ใช้เพื่อหาที่เกิดภพใหม่

2.พระสูตรนี้ เปรียบระหว่าง ปุถุชน กับ อริยสาวก ในการเสวยอาหารทั้ง 4 ทั้งในขณะมีชีวิตอยู่ และในการไปเกิดภพใหม่
ปุถุขน เสวยอาหารทั้ง4 อย่างไร แล้วเป็นอย่างไร
อริยสาวก เสวยอาหารทั้ง 4 อย่างไร แล้วเป็นอย่างไร
ลองอ่านพระสูตรเต็มดูนะครับ จะเห็นความพิเศษ ผิดเเผก แตกต่าง กันระหว่างปถุชนผู้ไม่ได้สดับ กับอริยสาวกผู้ได้สดับ ว่ามีวิธีกินอาหารทั้ง4 แต่กต่างกันอย่างไร

3. มโนสัญเจตนา พิจารณาอย่างไรคะ
มโนสัญเจตนา เกี่ยวข้องกันอย่างไร กับ ตัณหา ๓

- ปุถุชน ก็จะมีมโนสัญเจตนา ไปตามปุถุชน เขาก็จักต้องตายหรือถึงทุกข์แทบตาย(อุปมา)
- อริยสาวก รู้ด้วยปัญญาตามความเป็นจริง ว่าตัณหา3 ทำให้มีมโนสัญเจตนาทำให้เหมือนตกอยู่ในหลุมถ่านเพลิง , อริยสาวกก็พึงละตัณหา3

4. และใน ปุตตมังสสูตร http://www.84000.org/tipitaka/pi ... p;A=2620&Z=2696
พิจารณาเห็นอย่างนี้ ถูกต้องไหมคะ

กวฬิงการาหาร
คำว่า ทางกันดาร = หนทางที่มีอันตราย, สังสารวัฏ
คำว่า บุตรน้อยๆ น่ารักน่าพอใจ = กามคุณ ๕ (รูป,เสียง,กลิ่น,รส,โผฏฐัพพะ)
คำว่า ฆ่าลูกน้อย = ละความยินดี ซึ่งเกิดจากกามคุณ ๕ (ละกาม)

ผัสสาหาร
คำว่า แม่โคนมที่ไม่มีหนังหุ้ม = บุรุษผู้ประมาท, บุรุษผู้ไม่สำรวมสังวรอินทรีย์(จักขุนทรีย์,โสตินทรีย์,ฆานินทรีย์,ชิวหินทรีย์,กายินทรีย์,มนินทรีย์)
คำว่า สถานที่ = อายตนะภายใน ๖ (ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ)
คำว่า ตัวสัตว์ = อายตนะภายนอก ๖ (รูป,เสียง,กลิ่น,รส,โผฏฐัพพะ,ธรรมารมณ์)
การที่แม่โคนมไม่มีหนังหุ้ม ถูกสัตว์เจาะ,ไช,ตอด,เกาะ,จิกกิน = การเสวยเวทนา

- ไม่ขอออกความเห็นครับ

5. ส่วน มโนสัญเจตนาหาร??? และ วิญญาณาหาร ควรพิจารณาอย่างไรคะ
- พิจารณาว่า ปุถุชน เสวยอาหารอย่างไร แล้วเป็นอย่างไร
อริยสาวก คิดอย่างไร แล้วเสวยอาหารทั้ง4 อย่างไร แล้วเป็นอย่างไรครับ

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

13

กระทู้

3

เพื่อน

570

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
330
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-6-2018
โพสต์เมื่อ 2-7-2016 05:34:03 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อัครา ตอบกลับเมื่อ 1-7-2016 17:33
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๖
ปุตตมังสสูตร
...

ขอบคุณคุณอัครามากนะคะ
จะนำไปพิจารณาใคร่ครวญเพิ่มเติมดูค่ะ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5776
ความดี
3495
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-12-2018
โพสต์เมื่อ 2-7-2016 13:34:41 |ดูโพสต์ทั้งหมด
มโนสัญเจตนา พิจารณาอย่างไรคะ
****************
มโน นั้น คือ ใจ สัญเจตนา คือ ความตั้งใจ
มโนสัญเจตนา คือ ความตั้งใจที่เป็นไปในทางใจ
บุคคลที่รักสุข เกลียดทุกข์ อยากเป็นอยู่ ไม่อยากตาย
เมื่อต้องโดนฉุดลากไปใกล้หลุมถ่านเพลิง
ย่อมมีเจตนา(ทางใจ) ให้ไกลจากหลุมถ่านเพลิงนั่นเพราะมีสัมผัสเป็นทุกข์
เพราะหากตกลงไปแล้ว จะทำให้ต้องตายหรือได้รับทุกข์เจียนตาย
พระองค์ทรงตรัสอุปมาด้วยว่า กาม เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง
ให้กำหนดตั้งใจว่าไว้ว่า เราจะไม่เป็นผู้มีใจเพลิดเพลินในกามคุณนั้นอยู่อย่างนี้ อันมีสัมผัสเป็นทุกข์ว่าเป็นสุข
เหมือนบุคคลที่รักสุข เกลียดทุกข์ จะไม่พึงน้อมกายไปสู่เบื้องล่างของหลุมถ่านเพลิงนั้น
ให้กำหนดหมายในใจไว้อย่างนี้

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5776
ความดี
3495
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-12-2018
โพสต์เมื่อ 2-7-2016 13:36:33 |ดูโพสต์ทั้งหมด
มโนสัญเจตนา เกี่ยวข้องกันอย่างไร กับ ตัณหา ๓
*******************
เมื่อใจมีอยู่ สุข และ ทุกข์ อันเป็นไปในภายใน ย่อมมี เพราะมโนสัญญาเจตนา เป็นเหตุ
ด้วยเหตุนี้ เพราะการเกิดขึ้นของเวทนา สัญญา อันเกิดจาก มโนสังขาร  
การปรุงแต่งที่เป็นไปในทางใจ (มโนสังขาร)  ย่อมทำให้เกิด ตัณหา ตามมา
เพราะการปรุงแต่งทางใจที่เป็นไปใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และ ธรรมารมณ์ มีอยู่ในที่ใด
อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถน่า น่ารักใคร่ น่าพอใจ ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี่

99

กระทู้

6

เพื่อน

5138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3644
ความดี
795
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
13-12-2018
โพสต์เมื่อ 3-7-2016 15:47:44 |ดูโพสต์ทั้งหมด
หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

13

กระทู้

3

เพื่อน

570

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
330
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-6-2018
โพสต์เมื่อ 15-7-2016 04:31:26 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย crème เมื่อ 15-7-2016 05:23
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 2-7-2016 13:34
มโนสัญเจตนา พิจารณาอย่างไรคะ
****************
มโน นั้น ...

คำว่า หลุมถ่านเพลิง = กาม (และหากว่า เข้าใจว่า เป็นกองทุกข์ หรือ เป็นภพ ด้วย นี้พอจะรับฟังได้ไหมคะ)
คำว่า บุรุษคนหนึ่งอยากมีชีวิตอยู่ ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์ = ผู้ที่ยังมีอุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕ อยู่
คำว่า บุรุษสองคนมีกำลัง = ??? (ทิฏฐิ มานะ ???)


ตอนนี้ปัญหาที่ติดขัดในการปฏิบัตินะคะ
คือ
อย่างเวลาที่มีจักขุสัมผัส เกิดจักขุสัมผัสสชาเวทนา มันรู้ตัวนะคะว่าเวทนาทางตาเกิดขึ้นแล้ว แล้วสามารถแยกแยะได้ชัดพอสมควร ว่านี้เป็นแบบสุขเวทนา/ทุกขเวทนา/อทุกขมสุขเวทนา, และพอจะสามารถวางอุเบกขาได้บ้าง

แต่มันก็มีบางครั้งที่วางไม่ได้ หลุดมาจนถึงตัณหา มันก็รู้ตัวนะคะว่ารูปตัณหาเกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า ตัณหาที่เกิด ณ ตอนนี้เป็นแบบกามตัณหา/ภวตัณหา/วิภวตัณหา กันแน่
คือ มันแยกแยะไม่ได้น่ะค่ะ คอยแต่จะเข้าใจไปว่าเป็นภวตัณหาอย่างเดียวเลย


อะไรคือความผิดแผกแตกต่างกัน ระหว่าง กามตัณหา กับ ภวตัณหา หรอคะ
คุณคมสัน หรือ ท่านอื่นๆ พอจะช่วยชี้แนะวิธีสังเกตให้หน่อยได้ไหมคะ

13

กระทู้

3

เพื่อน

570

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
330
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-6-2018
โพสต์เมื่อ 15-7-2016 04:39:51 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อัครา ตอบกลับเมื่อ 3-7-2016 15:47
หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณ ...

อ่อ ใน #1 ข้อ 2 ที่คุณอัคราเขียนว่า
ให้ ลองอ่านพระสูตรเต็ม นี้หมายถึง อัตถิราคสูตร สินะคะ

เราก็ว่า เราก็พยายามอ่าน ปุตตมังสสูตร แบบเต็มพระสูตรอยู่นะ

13

กระทู้

3

เพื่อน

570

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
330
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-6-2018
โพสต์เมื่อ 16-7-2016 04:59:04 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย crème เมื่อ 16-7-2016 05:12

ขอโอกาสเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยนะคะ
เพื่อความแน่ใจว่า ตนเองมีความเข้าใจถูกต้อง ตรงอยู่ในทางแล้วไหม


จากที่ได้เข้ามาศึกษาพุทธวจน แล้วทำความเข้าใจ และลองใคร่ครวญนะคะ
เข้าใจในเรื่องของ ตัณหา ๖ ดังนี้
ตัณหา ๖ ได้แก่ รูปตัณหา, สัททตัณหา, คันธตัณหา, รสตัณหา, โผฏฐัพพตัณหา, ธัมมตัณหา

แล้วอะไรความแตกต่างกันที่ทำให้รูปตัณหาเกิดมีขึ้น, หรือให้สัททตัณหาเกิดมีขึ้น, ..., หรือธัมมตัณหาเกิดมีขึ้น
เข้าใจว่า นั้นก็คือ ความตรึก(สังกัปปะ) ซึ่งจะมีประมาณต่างๆ
โดยแต่ละคราวที่ความตรึกเกิดขึ้นนั้น ก็จะมีลักษณะที่ตรึกแตกต่างกันออกไป เหมือนเดิมบ้าง เปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง

แล้วอะไรทำให้ความตรึกนั้น ถึงมีลักษณะที่แตกต่างกันไป
เข้าใจว่า นั้นก็คือ สัญญา ที่เกิดมีขึ้น ณ ขณะนั้นๆ
ซึ่งสัญญานั้นเองก็มีประมาณต่างๆ แยกเป็นฝ่ายอกุศลสัญญา และฝ่ายกุศลสัญญา



สมมติตัวอย่าง เช่น

เมื่อเห็นอะไรบางอย่างวางอยู่บนโต๊ะ(ของเรา) จักขุสัมผัสก็มีการเกิดขึ้น จักขุสัมผัสสชาเวทนาก็เกิด
แล้วสัญญาและสังกัปปะก็เกิดขึ้นตาม รู้ว่านั่นคือ ดอกไม้ ที่เรียกว่าดอกกุหลาบวางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเดิมมันไม่เคยมีมาก่อน
...
แล้ว ธัมมตัณหา ก็อาจจะเกิด อยากรู้อยากคิดนึกต่อว่า กุหลาบนี้เป็นของใคร ใครเอามาวาง เอามาให้ใคร เอามาให้เราหรือป่าว

หรือไม่ รูปตัณหา ก็อาจจะเกิด อยากลองมองดูอีกที
(ถ้าสัญญาและสังกัปปะ เกิดมีอยู่ว่า ดอกไม้นี้สวยดีนะ)

หรือไม่ คันธตัณหา ก็อาจจะเกิด อยากลองดมดู
(ถ้าสัญญาและสังกัปปะ เกิดมีอยู่ว่า ดอกกุหลาบเป็นดอกไม้มีกลิ่นที่หอมนะ)

หรือไม่ โผฏฐัพพตัณหา ก็อาจจะเกิด อยากลองจับลองสัมผัสกลีบดอกกุหลาบ
(ถ้าสัญญาและสังกัปปะ เกิดมีอยู่ว่า กลีบดอกเหมือนกำมะหยี่เลยนะ)

หรือไม่ รสตัณหา ก็อาจจะเกิด อยากลองกินกลีบดอกกุหลาบสด
(ถ้าสัญญาและสังกัปปะ เกิดมีอยู่ว่า ชากุหลาบอร่อยนะ สดๆ ก็น่าจะกินได้ คนอื่นๆ ลองกินมาแล้ว)

แต่ สัททตัณหา ไม่เกิดกับ กรณีของเคส ตาเห็นดอกกุหลาบนี้
เข้าใจว่า เป็นเพราะดอกกุหลาบนี้ ไม่สามารถให้อัสสาทะทางหูได้
(ไม่รู้ว่าเรียกถูกหรือป่าว? คือดอกกุหลาบมันไม่มีเสียง เพื่อจะมาเข้าคู่กับหูน่ะค่ะ ผัสสะตรงนี้มันเลยเกิดมีขึ้นไม่ได้ จึงพลอยทำให้สัททตัณหาก็ไม่สามารถเกิดมีขึ้นได้ด้วยเช่นกัน)


เข้าใจประมาณนี้ พอจะถูกต้องแล้วไหมคะ รบกวนชี้แนะด้วยค่ะ

99

กระทู้

6

เพื่อน

5138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3644
ความดี
795
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
13-12-2018
โพสต์เมื่อ 16-7-2016 17:35:11 |ดูโพสต์ทั้งหมด
crème ตอบกลับเมื่อ 16-7-2016 04:59
ขอโอกาสเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยนะคะ
เพื่อความแน่ใจว่า ต ...

ขอแสดงความเห็นครับ
1. คำถามที่ไม่เกี่ยวกับกระทู้ เป็นเชิงลึก ผมขอแนะนำให้ตั้งกระทู้ใหม่ เพื่อสะดวกในการค้นหา หัวข้อในภายหลังครับ
2. ขอแนะนำให้ศึกษา สฬายตนวิภังคสูตร และ มธุปิณฑิกสูตร ครับ

สฬายตนวิภังคสูตร อธิบาย
- อายตนะ ภายใน ภายนอก
- วิญญาณ 6
- ผัสสะ 6
เมื่อรวมกันแล้วจะทำให้เกิด ความนึกหน่วงของใจ 18 (จะทำให้เกิดเวทนา 18 เเบบ)
---> แล้วจะทำให้สัตว์มี ทางดำเนินไปของสัตว์ 36 เเบบ (สัตว์ทั่วโลกธาตุมีทางดำเนินไป ไม่เกินจากนี้)

- และการตั้งสติ เวลาสอนสัตว์ (การตั้งสติ  ๓)

มธุปิณฑิกสูตร อธิบาย
- พระพุทธเจ้า "มีปกติกล่าวอย่างไร มีปกติบอกอย่างไร" ที่จะทำให้สัตว์ไม่ทะเลาะโต้เถึยงกัน
คำตอบคือ การไม่มีส่วนแห่งสัญญาเครื่องเนิ่นช้า ครอบงำ

แล้วพระกัจจานะ ก็อธิบาย "ส่วนแห่งสัญญาเครื่องเนิ่นช้า" เป็นอย่างไร
ก็คือ เมื่อมีผัสสะ --> เสวยเวทนา --> มีสัญญาในเวทนาอันนั้น --> มีตรึก (วิตก) ถึงเวทนาอันนี้น --> เนิ่นช้าในเวทนาอันนั้น -->ส่วนแห่งสัญญาเครื่องเนิ่นช้าก็ครอบงำบุรุษ

- ถ้าเพลิดเพลิน ยึดถือกล้ำกลืน ในส่วนเเห่งสัญญาเครื่องเนินช้าไม่มี ไม่ครอบงำในบุรุษนั้น -->สัตว์ไม่ทะเลาะโต้เถึยงกัน ฯ
- คือ ถ้าไม่มีส่วนเเห่งสัญญาเครื่องเนินช้า ก็คือที่สุดเเห่งทุกข์ นิพพานนั่นเอง
---------------------------
จากความเห็นที่ยกมา "สมมติตัวอย่าง เช่น" จะเห็นว่าเป็น ส่วนแห่งสัญญาเครื่องเนิ่นช้าครอบงำ ทำให้วนอยู่อันเนื่องมาจากผัสสะ ก็เลยมีความตรึกแตกต่างกันออกไป
--> หลักก็คืออย่าให้มันครอบงำ คือ ละนันทิ, สำรวมอินทรีย์ , อยู่กับสติปัฎฐาน4 ,มรรค8

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ








แสดงความคิดเห็น

crème  สาธุค่ะ คุณอัคราแนะนำชอบแล้ว จะลองใคร่ครวญพระสูตรเพิ่มเติมดูค่ะ  โพสต์เมื่อ 17-7-2016 04:52
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 15-12-2018 06:58 , Processed in 0.064810 second(s), 6 queries , Apc On.

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน