กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 1741|ตอบกลับ: 7

มนสิการ เป็นอย่างไรคะ

[คัดลอกลิงก์]

13

กระทู้

3

เพื่อน

570

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
330
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-6-2018
โพสต์เมื่อ 19-5-2016 15:56:05 |ดูโพสต์ทั้งหมด
มนสิการ เป็นอย่างไรคะ
และ มนสิการ ต่างจาก เจตนา อย่างไรคะ


19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5776
ความดี
3495
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-12-2018
โพสต์เมื่อ 22-5-2016 13:47:26 |ดูโพสต์ทั้งหมด
มนสิการ เป็นอย่างไรคะ
และ มนสิการ ต่างจาก เจตนา อย่างไรคะ

******************
มนสิการ คือ การพิจารณา(ดำริ)ในเรื่องหนึ่งขึ้นไว้ด้วยใจ มีใจเป็นที่อาศัยในเรื่องนั้นๆ
เจตนา คือ การพิจารณาด้วยใจแล้วให้เกิดความปรุงแต่งมีขึ้นด้วย กายสังขาร วจีสังขาร และจิตตสังขาร

ตามพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ว่า ธรรมทั้งหลายมีมนสิการเป็นแดนเกิด มีผัสสะเป็นสมุทัย
การดำริถึงสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์ เป็นที่ตั้งของวิญญาณ
ขั้นตอนนี้ กล่าวได้ว่า นั้นกำลังมนสิการในธรรมใดธรรมหนึ่งอยู่

และเมื่อวิญญาณมีการตั้งขึ้นเฉพาะแล้ว การหยั่งลงแห่งนามรูปย่อมมี
นามรูปย่อมถึงความเจริญมีอยู่ในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารก็มีอยู่ในที่นั้น
(สังขาร ๓ อันได้  กายสังขาร วจีสังขาร และจิตตสังขาร)
เจตนา จึงเกิดในขั้นตอนนี้ เพราะเมื่อบุคคลเจตนาแล้ว ย่อมกระทำกรรมด้วย กาย วาจา และ ใจ ครับ

13

กระทู้

3

เพื่อน

570

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
330
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-6-2018
โพสต์เมื่อ 23-5-2016 22:01:40 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 22-5-2016 13:47
มนสิการ เป็นอย่างไรคะ
และ มนสิการ ต่างจาก เจตนา อย่าง ...

สาธุค่ะ คุณคมสัน
ขอโอกาสสอบถามเพิ่มเติมนะคะ

ถ้าในเบื้องต้นมีความเห็นและมีความเข้าใจ ไปว่า
เจตนา คือ ช่วงที่เกิดการแสวงหา(ปริเยสนา) ก่อนที่จะมีผัสสะรอบใหม่เกิดขึ้น
เหมือนกับเป็นช่วงที่มีความแปรปรวน เกิดการจางคลายของอารมณ์ ก่อนที่จะดับลง

ส่วน มนสิการ เกิดหลังจากผัสสะ
มนสิการ คือ ช่วงที่มีการได้ภพใหม่ และกำลังตั้งอยู่ในภพนั้น โดยตั้งอยู่ชั่วคราว

พอจะรับฟังได้ไหมคะ หรือ ควรกลับไปพิจารณาใหม่ หรือ ทิฏฐิความเห็นเหล่านี้ออกนอกแนวของสัมมาไปเรียบร้อยแล้วอ่าคะ

13

กระทู้

3

เพื่อน

570

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
330
ความดี
125
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-6-2018
โพสต์เมื่อ 23-5-2016 22:24:35 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ปัญหาอีกอย่างที่เจอมาสักพักหนึ่งแล้ว
คือ
เวลาที่สังเกต สภาวะธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในจิตน่ะค่ะ
ว่าแต่ละตัวมีอาการอย่างไร
อาการนี้ๆ เรียกว่าอะไร
แต่ละตัวมีความต่างกันอย่างไร

คือ ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะดูถึงความต่างกัน พยายามแยกส่วน
แต่กลับมีทิฏฐิเห็นไปว่า มันเหมือนกัน คือล้วนเป็นความปรุงแต่ง กลายเป็นว่ามากองรวมกันอยู่ที่สังขารกันหมด

ทิฏฐิความเห็นเหล่านี้ออกนอกแนวของสัมมาไปแล้วหรือยังอ่าคะ
และควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5776
ความดี
3495
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-12-2018
โพสต์เมื่อ 25-5-2016 14:02:56 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เจตนา เป็นลักษณะของการพิจารณาถึงอารมณ์ใดแล้วด้วยใจ(มโน) แล้วเกิดการปรุงแต่งเข้าไปมีอยู่
ให้ถึงความเป็นไปในทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ด้วยเหตุนี้ผัสสะจึงเป็นนิทานสัมภวะแห่งกรรม

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5776
ความดี
3495
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-12-2018
โพสต์เมื่อ 25-5-2016 14:03:41 |ดูโพสต์ทั้งหมด
"ส่วน มนสิการ เกิดหลังจากผัสสะ
มนสิการ คือ ช่วงที่มีการได้ภพใหม่
และกำลังตั้งอยู่ในภพนั้น โดยตั้งอยู่ชั่วคราว"

++++++++
พระศาสดาทรงมนสิการบ่อยครั้งในหลายๆสูตรที่ปรากฏ
ดังนั้นจะกล่าวว่าพระองค์กำลังสร้างภพขึ้นใหม่นั้น นั่นไม่ใช่ฐานะเลย
แท้จริงแล้ว พระองค์เป็นผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอิงอาศัยแล้ว
แล้วการน้อมไปสู่ความเป็นภพจะมีได้นั้น จึงไม่ใช่ฐานะครับ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5776
ความดี
3495
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-12-2018
โพสต์เมื่อ 25-5-2016 14:05:56 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 25-5-2016 14:07

"เวลาที่สังเกต สภาวะธรรมต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในจิตน่ะค่ะ
ว่าแต่ละตัวมีอาการอย่างไร
อาการนี้ๆ เรียกว่าอะไร
แต่ละตัวมีความต่างกันอย่างไร"

++++++++
เมื่อจะต้องมีสภาวะธรรมใดอันเกิดขึ่นแล้วมีในจิต ให้พึงแยกความคิดที่เกิดมีขึ้นแล้วนั้นเป็นสองส่วน
คือ กามวิตก พ๎ยาปาทวิตก วิหิงสาวิตก สามอย่างนี้ ให้เป็นส่วนหนึ่ง
และทำ เนกขัมมวิตก อัพ๎ยาปาทวิตก อวิหิงสาวิตก สามอย่างนี้ ให้เป็นอีกส่วนหนึ่ง
ให้ตรึกในกุศลธรรม ละเสียซึ่งอกุศลธรรม พระองค์ทรงตรัสว่า พระองค์ไม่ทรงแลเห็นโทษ(ภัย) ในการตรึกถึงกุศลธรรมเหล่านั้นเลยตลอดวันตลอดคืน แต่เมื่อตรึกตรองนานเกินไปก็จะเกิดกายเมื่อยล้า จิตจะฟุ้งซ่าน และเหินห่างจากสมาธิได้ จึงควรเข้าไปสู่ความสงบรำงับแห่งใจในภายใน(หยุดตรึก) ให้ใจเป็นสมาธิอยู่อย่างนั้น เพราะผู้มีจิตเป็นสมาธิจะรู้ได้ตามที่เป็นจริงซึ่งอริยสัจ ๔ อันเป็นหนทางแห่งการตรัสรู้

แสดงความคิดเห็น

crème  สาธุค่ะ คุณคมสันแนะนำชอบแล้วค่ะ  โพสต์เมื่อ 27-6-2016 01:54

99

กระทู้

6

เพื่อน

5138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3644
ความดี
795
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
13-12-2018
โพสต์เมื่อ 19-7-2018 14:41:21 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอแสดงความเห็นครับ
1. สังขาร คือ เจตนา ผัสสะ มนสิการ
ตามสมมติฐานของผม
อวิชชา - ก่อนถึงผัสสะ --> เป็นการปรุง(สังขาร) เป็นส่วนของเจตนา
ผัสสะ  --> ปรุง เป็นส่วนของผัสสะ
หลังผัสสะ - อวิชชา (ปฏิจฯใหม่)  --> เป็นการปรุง ส่วนของ มนสิการ

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 15-12-2018 06:59 , Processed in 0.112322 second(s), 9 queries , Apc On.

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน