กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
เจ้าของ: อัครา

อุปธิ ต่างอย่างไรกับ อุปาทาน ครับ

[คัดลอกลิงก์]

32

กระทู้

2

เพื่อน

3138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
2361
ความดี
403
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-11-2018
โพสต์เมื่อ 15-3-2016 10:23:48 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๑
                   ปัจจัยแห่งทุกข์โดยอเนกปริยาย

        ....  ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น  ทุกข์ทั้งปวงนั้นมี อุปธิ  เป็นปัจจัย....
        ....  ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น  ทุกข์ทั้งปวงนั้นมี  อวิชชา  เป็นปัจจัย....
        ....  ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น  ทุกข์ทั้งปวงนั้นมี  สังขาร  เป็นปัจจัย....
        ....  ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น  ทุกข์ทั้งปวงนั้นมี  วิญญาณ  เป็นปัจจัย....
        ....  ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น  ทุกข์ทั้งปวงนั้นมี  ผัสสะ  เป็นปัจจัย....
        ....  ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น  ทุกข์ทั้งปวงนั้นมี  เวทนา  เป็นปัจจัย....
        ....  ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น  ทุกข์ทั้งปวงนั้นมี  ตัณหา  เป็นปัจจัย....

อ้างอิง 25/43/26

             ข้อสังเกตุ จากตรงนี้ ทำไม อุปธิ จึงมาแทน อุปทาน ภพ และชาติ
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ ...

101

กระทู้

6

เพื่อน

5333

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3795
ความดี
818
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 15-3-2016 13:10:47 |ดูโพสต์ทั้งหมด
nutc ตอบกลับเมื่อ 15-3-2016 10:23
อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๑
                   ปัจจัยแห่งทุกข์โดยอเ ...

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๑ หน้า369
....  ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น  ทุกข์ทั้งปวงนั้นมี  อุปาทาน  เป็นปัจจัย....
....  ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น  ทุกข์ทั้งปวงนั้นมี  อารัมภะ (ความเกาะเกี่ยว)  เป็นปัจจัย....
....  ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น  ทุกข์ทั้งปวงนั้นมี  อาหาร  เป็นปัจจัย....
....  ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น  ทุกข์ทั้งปวงนั้นมี  อิญชิตะ (ความหวั่นไหว)  เป็นปัจจัย....
----------------------------
1 ข้อสังเกตุ จากตรงนี้ ทำไม อุปธิ จึงมาแทน อุปทาน ภพ และชาติ
ไม่ได้แทนนะครับ แต่เป็นส่วนแยก ไปเลย ดูอีกหน้าครับ คือ อุปธิ ไม่ใช่ ทั้งอวิชชา และตัณหา แค่เป็นปัจจัยกัน
2 ที่บางพระสูตร ว่า ตัณหา แล้ว ต่อด้วยอุปธิ ก็เป็นการพูดอย่างกว้างๆ ซึ่งก็ไม่ผิดเพราะเป็นเหตุ เป็นปัจจัยกันอยู่
ฉะนั้นแล้ว ต้องดูพระสูตรที่กล่าวโดยพิสดาร
เช่น อวิชชา เป็นปัจจัย ให้เกิด ชาติ ชรา มรณะ....
ผัสสะ เป็นปัจจัย ให้เกิด ชาติ ชรา มรณะ....
ตัณหา เป็นปัจจัย ให้เกิด ชาติ ชรา มรณะ....
3 มีหลายพระสูตร ที่กล่าวโดยพิสดาร โดยมี อุปธิ ขึ้นต้น แล้ว อวิชชา สังขารทั้งหลาย....ตัณหา อุปาทาน...
เช่น 25/390
4 ผมกำลังตั้งข้อสังเกตอยู่ว่า อุปธิ คือ การประกอบอารมณ์

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

32

กระทู้

2

เพื่อน

3138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
2361
ความดี
403
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-11-2018
โพสต์เมื่อ 15-3-2016 21:41:43 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อัครา ตอบกลับเมื่อ 15-3-2016 13:10
อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๑ หน้า369
....  ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ ...

25/390    [๓๙๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
        สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บุพพาราม ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดา
ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล เมื่อราตรีเพ็ญมีพระจันทร์เต็มดวงในวันอุโบสถที่ ๑๕ ค่ำ
พระผู้มีพระภาคอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับนั่งอยู่ในอัพโภกาส ทรงชำเลืองเห็นภิกษุสงฆ์สงบ
นิ่ง จึงตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าจะพึงมีผู้ถามว่า จะมีประโยชน์อะไร
เพื่อการฟังกุศลธรรมอันเป็นอริยะ เป็นเครื่องนำออกไป อันให้ถึงปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ แก่ท่าน
ทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงตอบเขาอย่างนี้ว่า มีประโยชน์เพื่อรู้ธรรมเป็นธรรม ๒อย่างตามความ
เป็นจริง ถ้าจะพึงมีผู้ถามว่า ท่านทั้งหลายกล่าวอะไรว่าเป็นธรรม ๒อย่าง พึงตอบเขาอย่างนี้ว่า
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัยนี้ข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า นี้
ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็น
ธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบเนืองๆ อย่างนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว
อยู่ พึงหวังผล ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อรหัตตผลในปัจจุบันนี้ หรือเมื่อยังมีความ
ถือมั่นเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ฯ
      
      อ่านแล้วไม่เจอคำว่า อุปธิ ยังไงช่วยก๊อปให้อ่านหน่อยครับ

แสดงความคิดเห็น

อัครา  เพราะk nutc บอก"ข้อสังเกตุ จากตรงนี้ ทำไม อุปธิ จึงมาแทน อุปทาน ภพ และชาติ"   โพสต์เมื่อ 15-3-2016 22:27
อัครา  ไม่ใช่ครับ คือผมเเสดงพระสูตรหน้าต่อมาจากk nutc ซึ่งมีอุปาทานต่อมาอีกหน้า  โพสต์เมื่อ 15-3-2016 22:26
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ ...

101

กระทู้

6

เพื่อน

5333

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3795
ความดี
818
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 15-3-2016 22:56:51 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอแสดงความเห็นครับ
ผมตั้งข้อสังเกตว่า
1 อาสวะจะครอบคลุม อวิชชา และตัณหา คือ อาสวะมี กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ
2 อุปธิ คือ ขันธ์ที่ยังมีอาสวะ  
- ขันธ์ที่ยังมีอาสวะ คือ ขันธ์ "ทั้ง5" ที่ยังมีอาสวะ ได้แก่ รูปที่ยังมีอาสวะ เวทนาที่ยังมีอาสวะ....วิญญาณที่ยังมีอาสวะ
- ขันธ์ "ทั้ง5" ที่ยังมีอาสวะ -->อวิชชา-->จึงมีสังขารทั้งหลาย (กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร)--------------------------> อุปาทาน------->อุปายาส
3 อุปาทาน คือ การยึดใน(วิญญาณ,นามรูป)ใหม่ เพราะเกิดจากผัสสะใหม่
4 (วิญญาณ,นามรูป)ใหม่ นี้ ประกอบด้วยอวิชชาและตัณหาแล้ว จะเรียกว่า อุปธิ
5 นั่นคือ อุปธิ เกิดจากตัณหา ,ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปธิ / และขันธ์5ที่ประกอบพร้อมแล้วทั้งอวิชชาและตัณหา ก็จึงไปอยู่เหนือ อวิชชา ในปฏิจฯใหม่

นี่เป็นการแสดงความเห็นเท่านั้นครับ
หากมีความเห็นผิดเข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

แสดงความคิดเห็น

nutc  ไม่ถูกก็น่าจะใกล้เคียงครับ  โพสต์เมื่อ 16-3-2016 09:15

32

กระทู้

2

เพื่อน

3138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
2361
ความดี
403
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-11-2018
โพสต์เมื่อ 16-3-2016 09:13:42 |ดูโพสต์ทั้งหมด
nutc ตอบกลับเมื่อ 15-3-2016 21:41
25/390    [๓๙๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
        สมัยหนึ่ง  ...

ผมหมายถึงในข้อ 3 ที่อ้างพระสูตร  25/390 ครับ
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ ...

101

กระทู้

6

เพื่อน

5333

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3795
ความดี
818
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 16-3-2016 10:40:46 |ดูโพสต์ทั้งหมด
25/390-407 อุปธิ 25/392 ครับ

101

กระทู้

6

เพื่อน

5333

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3795
ความดี
818
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 28-3-2016 22:15:13 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย อัครา เมื่อ 28-3-2016 23:30

ขอแสดงความเห็นครับ
สิ่งที่ผมเข้าใจในตอนนี้
1 อุปธิ คือ ขันธ์5 (13/181)
2 อุปธิ เกิดจากตัณหา (16/257)
3 อุปธิ อยู่เหนือ อวิชชา ในปฏิจฯ (25/390-407 อุปธิ 25/392)

ความเข้าใจเพิ่มเติม เพื่อเชื่อมโยง
1 ภิกษุนั้นพึงหวังผลได้ ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คืออรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี (24/59)
2 กายนี้คือกรรมเก่า (อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๒ หน้า1399)
-กรรมเก่า มาจาก ขันธ์เก่าในอดีตชาติ
3 การบรรลุในโพชฌงค์
อาศัยวิเวก
อาศัยวิราคะ - ไม่ปรารถ ขันธ์ทั้งที่เป็นส่วน อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
อาศัยนิโรธ - ขันธ์5 ปัจจุบันดับ
เป็นไปเพื่อโวสสัคคะ - ต้องสลัดคืน ขันธ์5 ที่เกิดมาแล้วในอดีตด้วย

ขันธ์5ปัจจุบันก็ดับ, ขันธ์5 ที่ยังไม่เกิดในอนาคตก็ไม่ปรารภ , ขันธ์5ที่เกิดแล้วในอดีต  ก็สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน - เป็นอันว่า ไม่มี วิญญาณ นาม รูป ให้ยึดอีก - จบ

สรุป ตามความเข้าใจคือ
- อุปธิ คือ ขันธ์5 ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต
- หรืออาจกล่าวได้ว่า อุปาทาน คือ การยึดขันธ์5ในปัจจุบัน (ขันธ์ใหม่ ที่เกิดจากผัสสะใหม่ ในปฏิจฯ)
                          อุปธิ คือ การยึดขันธ์5  ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไรโปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

แสดงความคิดเห็น

nutc  การที่จะไปเกิดใหม่อุปธิจะเป็นตัวพาไป อย่างนี้จะถูกหรือป่าว  โพสต์เมื่อ 30-3-2016 10:15

101

กระทู้

6

เพื่อน

5333

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3795
ความดี
818
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 30-3-2016 19:30:22 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย อัครา เมื่อ 30-3-2016 19:33

ขอแสดงความเห็นครับ
1 พระพุทธเจ้าตรัส ตัณหาเป็นเชื้อให้เกิดอีก (อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๑ หน้า351)
ตามความเข้าใจในพระสูตรนี้คือ พระองค์จะชี้ลึกกว่าอุปาทาน คือ ตัณหา

2 ความเห็นเพิ่มเติมคำว่า สมยวิมุตติ(ความหลุดพ้นที่มีในสมัย) ผมเข้าใจว่าคือ ในโพชฌงค์เราได้ถึง นิโรธ แล้ว แต่เรายังไม่ถึงโวสสัคคะ ไม่ทิ้งอุปธิ จึงยังมีเปลวไฟอยู่
-ขยายความคือในโพชฌงค์
วิราคะ คือ การดับตัณหา
นิโรธ แค่ ดับขันธ์ปัจจุบัน แต่ยังเหลือ ขันธ์ที่เกิดมาแล้วในอดีต
จะต้องโวสสัคคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน ขันธ์ที่เกิดมาแล้วด้วย(อุปธิ) จึงจะหมดสิ้นขันธ์
(ขันธ์ใหม่ก็ไม่เกิด ขันธ์เก่าก็สละทิ้ง ขันธ์ส่วนอนาคตก็ไม่ปรารถ)
ถ้าไม่โวสสัคคะ อุปธิ แสดงว่ายังมีอุปาทานในขันธ์ส่วนอดีตอยู่

- คล้ายๆ พระสูตร อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๑ หน้า341
ภิกษุ ท. !  ถ้าบุคคลย่อมไม่คิด (โน เจเตติ) ถึงสิ่งใด, ย่อมไม่ดำริ (โน ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใด,  แต่เขายังมีใจฝังลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่;  สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์  เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ.

คือ ไม่คิด ไม่ดำริ จะไม่มีขันธ์ปัจจุบันให้วิญญาณตั้ง แต่ยังมีใจฝังลงไปในสิ่งใดอยู่ (มีอุปธิ) ย่อมเป็นอารมณ์  เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ

หากมีความเห็นผิดเข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

41

กระทู้

1

เพื่อน

2016

เครดิต

แบนห้ามโพสต์

บล็อก
14
สตางค์
1268
ความดี
616
ชื่อเสียง
18
ล่าสุด
13-4-2018
โพสต์เมื่อ 15-4-2016 08:58:29 |ดูโพสต์ทั้งหมด
หมายเหตุ: ผู้โพสต์ถูกแบนหรือถูกลบ โพสต์นี้ถูกปิดโดยอัตโนมัติ

101

กระทู้

6

เพื่อน

5333

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3795
ความดี
818
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 24-12-2017 10:15:13 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอแสดงความเห็นครับ
1. ตอนนี้เราเข้าใจตรงกัน คือ อุปธิ คือ อุปาทาน ที่เป็นในส่วนสังโยชน์เบื้องสูง ใช่ไม๊ครับ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 21-10-2019 00:40 , Processed in 0.099747 second(s), 25 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน