กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
เจ้าของ: อัครา

อุปธิ ต่างอย่างไรกับ อุปาทาน ครับ

[คัดลอกลิงก์]

101

กระทู้

6

เพื่อน

5333

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3795
ความดี
818
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 11-3-2016 21:43:44 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอแสดงความเห็นครับ
1 อุปมาตาลยอดด้วน ใช้กับหลายอย่างมากครับ เช่น (1/2) รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (1/3) กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต (12/431)อาสวะ (13/43)ราคะ โทสะ โมหะ (13/251)การละขันธ์5 ฯลฯ
ที่ผมแสดงขึ้นมา เพื่อให้เห็นว่าไม่ใช่  อวิชชา ตัณหา อุปธิ อุปมาด้วยตาลยอดด้วน แล้วจะเป็นสิ่งเดียวกัน ยังมีหลายอย่างที่อุปมาด้วยตาลยอดด้วน ทำไมไม่เห็นว่า อุปธิ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ บ้างเพราะอุปมาเหมือนกันอยู่

2 ผมเห็นด้วยว่า อวิชชา ตัณหา อุปธิ อุปาทาน เป็นเหตุเป็นปัจจัยกันอยู่ แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

3 ผมสรุปอย่างนี้ได้ไม๊ครับว่า อุปธิ คือ ขันธ์ที่มีอาสวะ
เพราะขันธ์ที่ไม่มีอาสวะก็มีอยู่ คือ ขันธ์ของพระอรหันต์ ซึ่งไม่เรียกว่ามีอุปธิ

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 12-3-2016 08:46:35 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 12-3-2016 08:47

(13/43)ราคะ โทสะ โมหะ
(13/251)การละขันธ์5 ฯลฯ
ที่ผมแสดงขึ้นมา เพื่อให้เห็นว่าไม่ใช่  อวิชชา ตัณหา อุปธิ อุปมาด้วยตาลยอดด้วน แล้วจะเป็นสิ่งเดียวกัน
ยังมีหลายอย่างที่อุปมาด้วยตาลยอดด้วน
ทำไมไม่เห็นว่า อุปธิ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ บ้างเพราะอุปมาเหมือนกันอยู่

*******************************************
เพราะเหตุที่คุณอัครา ค้นหามาจากพระสูตรที่เกี่ยวเนื่องกันกับอุปมา ตาลยอดด้วนนั้น ทั้งหมดนั้น ไม่ว่าจะเป็น
1.ความพอใจที่มีอยู่ใน รูป เสียง กลิ่น ...
2.ทุจริต ๓
3.อาสวะ กิเลส ๓(ราคะ โทสะ โมหะ) และ
4.อุปาทานขันธ์

ทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดขึ้นเพราะอวิชชา เป็นปัจจัย ล้วนเกิดเแต่ตัณหา ๓ เป็นเหตุ ทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้ผมจึงกล่าวว่า อุปธิ ครอบคลุมสิ่งที่เป็นอาสวะทั้งหลาย
ซึ่งอาสวะทั้งหลายเหล่านั้น มีอวิชชา และ ตัณหาเป็นเหตุเกิดขึ้น ทั้งสิ้น
เพราะการเกิดขึ้นแห่งอาสวะทั้งหลายเหล่านี้ เรียกว่า มีอุปธิ เป็นเบื้องต้น

2 ผมเห็นด้วยว่า อวิชชา ตัณหา อุปธิ อุปาทาน เป็นเหตุเป็นปัจจัยกันอยู่ แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

*****************************************

อุปธิ เกี่ยวเนื่องในอาสวะทั้งสิ้น
อาสวะเป็นเหตุให้เกิดอวิชชา และ อวิชชาก็เป็นเหตุให้เกิดอาสวะ
และอวิชชาที่บริบูรณ์ ก็จะยังภวตัณหาให้บริบูรณ์ได้
อาสวะทั้งหลายจึงเกิดมีขึ้นด้วยเหตุอย่างนี้ อุปธิ จึงมี
(ผมกำลังคิดไปว่า อุปธิ ครรครอบคลุมไปใน อวิชชา และ ตัณหา เพระาการเกิดขึ้นของ อวิชชา และ ตัณหา อุปธิ จึงมี)

3 ผมสรุปอย่างนี้ได้ไม๊ครับว่า อุปธิ คือ ขันธ์ที่มีอาสวะ
เพราะขันธ์ที่ไม่มีอาสวะก็มีอยู่ คือ ขันธ์ของพระอรหันต์ ซึ่งไม่เรียกว่ามีอุปธิ

**********************************
ขันธ์ที่มีอาสวะ ก็เป็นอุปธิอย่างหนึ่งครับ
ผมขอกล่าวว่า อุปธินั้น มีความหมายครอบคลุมกว้าง
ผมคิดว่ามันเป็นส่วนแห่งอาสวะทั้งหลายเลยทีเดียว
และอะไรที่จะครอบคลุมอาสวะทั้งหลายได้ หากไม่ได้เกิดแต่ อวิชชา และ ตัณหา
จึงตรัสเป็นพุทธพจน์ว่า รากเหง้าแห่งทุกข์ คือ อุปธิ
ทุกข์ใดๆเกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีอุปธิเป็นปัจจัย
(ทรงตรัสลำดับก่อนจะมีอวิชชา ผมจึงมีความคิดไปถึงว่า อุปธินั้น ครอบคลุม อวิชชา และ ตัณหา เสียด้วยซ้ำครับ)

33

กระทู้

1

เพื่อน

2299

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1203
ความดี
563
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-8-2018
โพสต์เมื่อ 12-3-2016 12:02:00 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อวิชชา ตัณหา อุปธิ อุปาทาน มีแล้ว กิเลสยังมีอยู่ไหม หากมีอยู่อะไรคือ รากเหง้ากิเลส

101

กระทู้

6

เพื่อน

5333

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3795
ความดี
818
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 12-3-2016 13:32:23 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอแสดงความเห็นครับ
1(ทรงตรัสลำดับก่อนจะมีอวิชชา ผมจึงมีความคิดไปถึงว่า อุปธินั้น ครอบคลุม อวิชชา และ ตัณหา เสียด้วยซ้ำครับ)
ผมพิจารณา
14/76,77 การพยากรณ์อรหัตผล
11/56 ง้วนดิน
16/259 เหตุเกิด ความดับอุปธิ

ได้ความเข้าใจดังนี้
ธรรมธาตุต่างๆมีอยู่-->สิ่งหนึ่งไป ตามประกอบ เป็นอารมณ์-->โดยไม่รู้ว่าธาตุเหล่านั้นมีคุณ โทษ ไม่รู้อุบายเครื่องออก ไม่รู้วิธีออก (อวิชชา)-->คุณโทษของธาตุเหล่านั้นเเผ่ซ่าน เกิดเป็นความอยาก(ตัณหา)--> ไปตามประกอบอารมณ์ในธาตุต่างๆเหล่านั้นอีก (มีตัณหาและอวิชชาแล้ว-เรียกว่าเป็นขันธ์ที่มีทั้งอวิชชาและตัณหา ,มีอาสวะ-->เรียกขันธ์นั้นว่า อุปธิ เรียกสิ่งหนึ่งที่มีอุปธิ ว่าสัตว์)

กรณีพระอรหันต์
ธรรมธาตุต่างๆมีอยู่-->สิ่งหนึ่งไป ตามประกอบ เป็นอารมณ์-->รู้ว่าธาตุเหล่านั้นมีคุณ โทษ รู้อุบายเครื่องออก รู้วิธีออก (วิชชา)-->คุณโทษของธาตุเหล่านั้นไม่เเผ่ซ่าน ไม่เกิดเป็นความอยาก(ไม่มีตัณหา)--> ประกอบอารมณ์ในธาตุต่างๆตามเหตุปัจจัย มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ (ไม่มีตัณหาและ มีวิชชาแล้ว-เรียกว่าเป็นขันธ์ที่ไม่มีทั้งอวิชชาและตัณหา ,ไม่มีอาสวะ-->เรียกสิ่งหนึ่งที่มีวิชชาไม่มีตัณหาว่า นิพพาน,วิมุตติ, ฯลฯ

นั่นคือ เพราะมีอวิชชา จึงมีตัณหา เพราะมีอวิชชา ตัณหา จึงมีอุปธิ
   แล้ว เพราะมีอุปธิ จึงยังมีอวิชชา ทำให้ยังมีตัณหา

2 พระสูตร 11/56 ง้วนดิน ผมว่าใช้แทนการอธิบายการเกิด ของสิ่งหนึ่ง จนเรียกว่า สัตว์ ได้ เข้าใจง่ายดี นึกภาพออก คือ
ทั้งๆที่มีปิติเป็นอาหารอยู่แล้ว ก็ยังไปชิมของที่ไม่รู้ คุณโทษ พอกินไปแล้วอร่อยก็ไม่รู้อุบายเครื่องออก ไม่มีปฎิปทาออก ติดใจในรสที่เเผ่ซ่าน เกิดเป็นความอยากกินอีก กลายป็นวัฏจักร เกิดเป็นเรื่องราวต่างๆตามมา

3 ผมคิดไปเลยถึงว่า ในนิพพานก็ยังมีขันธ์แต่เป็นขันธ์ที่ไม่มีอาสวะ ซึ่งเราไม่เข้าใจว่า อนาสวะขันธ์ (ขันธ์ที่ไม่มีอาสวะ) เป็นอย่างไรเพราะยังไม่บรรลุ
เพื่อไม่ให้สับสน พระองค์จึงตรัสว่าในนิพพานไม่มีขันธ์ ไม่มีสิ่งที่เรารู้จัก เพราะการรู้จักของเราตอนนี้ ใช้ขันธ์ที่มีอาสวะรู้จัก มุมมองอาจไม่เหมือนกัน

4 การบรรลุนิพพาน ขั้นสุดท้ายของโพชฌงค์7 ในแต่ละขั้น ก็คือ การ อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ เป็นไปเพื่อโวสสัคคะ
นั่นคือ สุดท้ายจริงๆ คือ โวสสัคคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน - คือปล่อยขันธ์ไป เพราะรู้(มีวิชชา) ไม่อยากอีก(ไม่มีตัณหา) ก็กลับสู่สภาพ สิ่งๆหนึ่ง

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ


                                                                  ....













101

กระทู้

6

เพื่อน

5333

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3795
ความดี
818
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 12-3-2016 14:12:16 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ความเห็นครับ
3 ผมคิดไปเลยถึงว่า ในนิพพานก็ยังมีขันธ์แต่เป็นขันธ์ที่ไม่มีอาสวะ ซึ่งเราไม่เข้าใจว่า อนาสวะขันธ์ (ขันธ์ที่ไม่มีอาสวะ) เป็นอย่างไรเพราะยังไม่บรรลุ
เพื่อไม่ให้สับสน พระองค์จึงตรัสว่าในนิพพานไม่มีขันธ์ ไม่มีสิ่งที่เรารู้จัก เพราะการรู้จักของเราตอนนี้ ใช้ขันธ์ที่มีอาสวะรู้จัก มุมมองอาจไม่เหมือนกัน

คือต้อง format ของเก่าไปก่อน ทิ้งให้หมด เพราะติดไวรัส

32

กระทู้

2

เพื่อน

3138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
2361
ความดี
403
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-11-2018
โพสต์เมื่อ 12-3-2016 16:25:18 |ดูโพสต์ทั้งหมด
  [๒๕๖] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรม
วินัยนี้ เมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาซึ่งปัจจัยภายในว่า ชราและมรณะนี้อันใดแล
ย่อมบังเกิดในโลก เป็นทุกข์หลายอย่างต่างๆ กัน ชราและมรณะที่เป็นทุกข์นี้แล
มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด
เมื่ออะไรมี ชราและมรณะจึงมี เมื่อเธอพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ได้อย่างนี้ว่า ชราและ
มรณะนี้อันใดแล ย่อมบังเกิดขึ้นในโลก เป็นทุกข์หลายอย่างต่างๆ กัน ชรา
และมรณะที่เป็นทุกข์นี้แล มีอุปธิเป็นเหตุ มีอุปธิเป็นที่ตั้งขึ้น มีอุปธิเป็นกำเนิด
มีอุปธิเป็นแดนเกิด เมื่ออุปธิมี ชราและมรณะจึงมี
เมื่ออุปธิไม่มี ชราและ
มรณะก็ไม่มี เธอย่อมทราบชัดซึ่งชราและมรณะ ย่อมทราบชัดซึ่งความเกิดแห่ง
ชราและมรณะ ย่อมทราบชัดซึ่งความดับแห่งชราและมรณะ และย่อมทราบชัดซึ่ง
ปฏิปทาอันสมควรเครื่องให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ และเธอย่อมเป็นผู้
ปฏิบัติตามนั้น ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติตามธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเรียกภิกษุ
รูปนี้ว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์ เพื่อความดับไปแห่งชราและมรณะโดย
ชอบทุกประการ ฯ
ุ [๒๕๗] อีกประการหนึ่ง ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาซึ่งปัจจัย
ภายในว่า ก็อุปธิอันนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด
มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่ออะไรมี อุปธิจึงมี เมื่ออะไรไม่มี อุปธิจึงไม่มี เมื่อ
เธอพิจารณาอยู่ย่อมรู้ได้อย่างนี้ว่า อุปธิมีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นที่ตั้งขึ้น มี
ตัณหาเป็นกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด เมื่อตัณหามี อุปธิจึงมี
เมื่อตัณหาไม่มี
อุปธิก็ไม่มี เธอย่อมทราบชัดซึ่งอุปธิ ย่อมทราบชัดซึ่งเหตุเกิดแห่งอุปธิ ย่อม
ทราบชัดซึ่งความดับแห่งอุปธิ ย่อมทราบชัดซึ่งปฏิปทาอันสมควรเครื่องให้ถึงความ
ดับแห่งอุปธิ และย่อมเป็นผู้ปฏิบัติตามนั้น ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติตามธรรม ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย เราเรียกภิกษุรูปนี้ว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์ เพื่อความดับ
แห่งอุปธิโดยชอบทุกประการ ฯ

แสดงความคิดเห็น

อัครา  ขอบคุณครับ พระสูตรนี้อยู่ในตาราง ความเห็นที่8 ครับ ชี้แนะด้วยนะครับ  โพสต์เมื่อ 12-3-2016 16:41
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ ...

32

กระทู้

2

เพื่อน

3138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
2361
ความดี
403
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-11-2018
โพสต์เมื่อ 12-3-2016 20:07:32 |ดูโพสต์ทั้งหมด
nutc ตอบกลับเมื่อ 12-3-2016 16:25
[๒๕๖] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิ ...

จากสองข้อนี้สรูปได้ว่า เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปธิ   
                            เพราะมีอุปธิเป็นปัจจัยจึงมีชราและมรณะ
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ ...

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 12-3-2016 21:38:41 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอช่วยpost หรือบอกพระสูตรให้อ่านด้วยครับ
*************************************
ในเรื่องของอุปธิที่ตรัสนำมาก่อนอวิชชานั้น
มีในปัจจัยแห่งทุกข์โดยอเนกปริยายที่ตรัสไว้ในหนังสืออริยสัจจากพระโอษฐ์เล่ม ๑ นะครับ
ลองรบกวนไปค้นหาในสารบัญอีกทีนะครับ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 12-3-2016 21:39:28 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 12-3-2016 21:43

ชรา มรณะ เป็นทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง อันอาศัยอุปธิแล้วเกิดขึ้น
แต่พระสูตรที่พระองค์ทรงตรัสว่า
ความทุกข์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกเป็นอันมาก ย่อมเกิดเพราะอุปธิเป็นเหตุ

และอีกสูตรก็ตรัสทำนองเดียวกันว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด
ย่อมเกิดขึ้นเพราะอุปธิเป็นปัจจัย

นอกจากนี้ ยังตรัสไล่ลงมาตั้งแต่จาก อุปธิ อวิชชา สังขาร วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน อารัมภะ อาหาร และ อิญชิตะ
ว่าเพราะอาศัยสิ่งเหล่านี้ ความมีพร้อมแห่งทุกข์จึงได้มี
จะสังเกตได้ว่า ทรงเอาอุปธินำเหนืออวิชชา
สมจริงที่ทรงตรัสว่า อุปธิ คือรากเหง้าแห่งทุกข์
จากที่ได้นำกลับมาศึกษาใหม่ จึงมีความเห็นสรุป(ตามความเข้าใจตนเอง) ว่า
1.อุปธินั้น ครอบคลุมตั้งแต่ อวิชชา ...อุปธิ เป็นความข้องด้วยตัณหา ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์ทั้งมวล
(25/392)
2.อุปธิเป็นธรรมที่ดูมีความหมายกว้างมากๆ เนื่องด้วย อาสวะทั้งหลาย ทั้งที่เป็นส่วนแห่งบุญ และ บาป (อริยมรรค ๘ ประการ ที่ยังเนื่องด้วยอุปธิ)
3.อุปาทานขันธ์ ๕ คือกองทุกข์ ย่อมเกิดจากอุปธิ เช่นกัน
4.ผมได้พบคำว่า อุปธิวิเวก เป็นธรรมแห่งการละไปในปฐมฌาน ซึ่งอุปธิในกรณีนี้ ก็ครอบคลุมไปถึงกาม ด้วยเช่นกัน

33

กระทู้

1

เพื่อน

2299

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1203
ความดี
563
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-8-2018
โพสต์เมื่อ 13-3-2016 09:15:09 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เหรียญ เมื่อ 13-3-2016 09:20

กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก
ความเห็นของ สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร

อุปธิวิเวกในขั้นปัญญา
อุปธิวิเวกความสงบสงัดกิเลสนั้น เมื่อกล่าวโดยส่วนรวม ก็คือสงบสงัดจากโลภโกรธหลง หรือราคะความติดใจยินดี โทสะความขัดเคืองประทุษร้ายใจตัวเอง โมหะความหลง สงบสงัดจากตัณหาความดิ้นรนทะยานอยากไปต่างๆ ดิ้นรนทะยานอยากไปในกามบ้าง ในภพความเป็นนั่นเป็นนี่บ้าง ในวิภพความไม่เป็นนั่นเป็นนี่บ้างสงบสงัดจากอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น โดยตรงก็คือความยึดมั่นถือมั่นในนามรูปนี้ ว่าเป็นตัวเราของเราความสงบสงัดจากกิเลสดังกล่าวนี้ต้องใช้ปัญญาเป็นข้อสำคัญ ส่วนความสงบสงัดจิตใจที่เป็นจิตตวิเวกนั้น ใช้สมาธิเป็นข้อสำคัญ ความสงบสงัดทางกายที่เป็นกายวิเวกนั้น ต้องใช้ศีลเป็นข้อสำคัญ รวมความว่า ต้องปฏิบัติให้มีศีล ให้มีสมาธิ และให้มีปัญญาที่เป็นภาคพื้น อันจะเป็นเครื่องรองรับ สั่งสม การปฏิบัติในศีลในสมาธิในปัญญาที่ยิ่งขึ้นไป
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 20-10-2019 23:17 , Processed in 0.097336 second(s), 19 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน