กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 6653|ตอบกลับ: 35

อุปธิ ต่างอย่างไรกับ อุปาทาน ครับ

[คัดลอกลิงก์]

101

กระทู้

6

เพื่อน

5333

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3795
ความดี
818
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 6-3-2016 23:43:35 |ดูโพสต์ทั้งหมด
กระทู้ที่เกี่ยวข้อง http://webboard.watnapp.com/foru ... B%E0%B8%98%E0%B8%B4
ผมมีความเห็นต่าง อยู่ครับ

101

กระทู้

6

เพื่อน

5333

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3795
ความดี
818
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 8-3-2016 07:54:00 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย อัครา เมื่อ 8-3-2016 10:38

ขอแสดงความเห็นครับ
1 ถ้าดูในสายปฎิจสมุปบา่ท อุปธิ จะอยู่ต่อจากการจบของปฏิจสมุปบาท(ชรา มรณะ) ก่อนจะไปวนรอบใหม่ ของปฏิจสมุปบาท คือ อวิชชา
คือ จิตที่จับนามรูปดับ ถ้ายังมีอุปธิเหลือ ก็จะไปวนรอบใหม่ของการมีอวิชชา -->สังขารทั้งหลาย.....
2 อุปธิ คือ "ย่อมจงใจ ย่อมดำริ และครุ่นคิดถึงสิ่งใด" (16/145) หรือคือ ตัณหา แต่เป็นคนละตัวกับ ตัณหา ในสายปฏิจสมุปบาท
-โดยตัณหา ในสายปฏิจฯ จะเป็นตัณหา ของจิตที่จับกับรูป หรือ เวทนา หรือ สัญญา หรือ สังขาร (คือจิต+นามหรือรูป เป็นคู่เท่านั้น)
- แต่ตัณหา ของอุปธิ เป็นภาพรวมที่เรายังมีตัณหาของขันธ์ทั้ง5 อยู่

หากมีความเห็นผิด  เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

33

กระทู้

1

เพื่อน

2299

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1203
ความดี
563
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-8-2018
โพสต์เมื่อ 8-3-2016 12:06:54 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เหรียญ เมื่อ 8-3-2016 12:11

อุปธิ คือ กิเลสอันเป็นความลึกโดยละเอียด ผู้ที่หมดอุปธิคือผู้ที่หมดจดจากกิเลสทั้งหลายทั้งหยาบและละเอียดเป็นผู้เข้าถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์มีชราและมรณะแห่งกายนี้เป็นที่สุด ส่วนผู้ที่มีอุปธิเหลืออยู่อันเป็นกิเลสทั้งหลายทั้งหยาบและละเอียดมากบ้างน้อยบ้างก็ย่อมมีภพอันพึงมีมากบ้างน้อยบ้างไปโดยลำดับ เมื่ออุปธิมี ชราและมรณะจึงมี เมื่ออุปธิไม่มี ชราและมรณะก็ไม่มี

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อพิจารณาย่อมพิจารณาซึ่งปัจจัยภายในว่า ชราและมรณะนี้อันใดแลย่อมบังเกิดในโลกเป็นทุกข์หลายอย่างต่างๆ กัน ชราและมรณะที่เป็นทุกข์นี้แล มีอะไรเป็นเหตุมีอะไรเป็นตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่ออะไรมีชราและมรณะจึงมี เมื่อเธอพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ได้อย่างนี้ว่า ชราและมรณะนี้อันใดแลย่อมบังเกิดขึ้นในโลก เป็นทุกข์หลายอย่างต่างๆ กัน ชราและมรณะที่เป็นทุกข์นี้แลมีอุปธิเป็นเหตุ มีอุปธิเป็นกำเนิด มีอุปธิเป็นแดนเกิด เมื่ออุปธิมีชราและมรณะจึงมี เมื่ออุปธิไม่มี ชราและมรณะก็ไม่มี  เธอย่อมทราบชัดซึ่งชราและมรณะย่อมทราบชัดซึ่งความเกิดแห่งชราและมรณะ ย่อมทราบชัดซึ่งความดับแห่งชราและมรณะและย่อมทราบชัดซึ่งปฏิปทาอันสมควรเครื่องให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะและเธอย่อมเป็นผู้ปฏิบัติตามนั้น ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติตามธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเรียกภิกษุรูปนี้ว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์ เพื่อความดับไปแห่งชราและมรณะโดยชอบทุกประการ ฯ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 8-3-2016 21:23:18 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พุทธพจน์ มีว่า อุปธินั้นคือรากเหง้าของทุกข์
จึงขอสากัจฉากลับไปว่า รากเหง้าของทุกข์ คือ อะไรครับ

แสดงความคิดเห็น

อัครา  ขอบคุณมากครับ ผมได้ความเห็นใหม่แล้วจากพระสูตร 14/67  โพสต์เมื่อ 9-3-2016 22:22

32

กระทู้

2

เพื่อน

3138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
2361
ความดี
403
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-11-2018
โพสต์เมื่อ 9-3-2016 21:42:30 |ดูโพสต์ทั้งหมด
[๒๕๗] อีกประการหนึ่ง ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาซึ่งปัจจัย
ภายในว่า ก็อุปธิอันนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด
มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่ออะไรมี อุปธิจึงมี เมื่ออะไรไม่มี อุปธิจึงไม่มี เมื่อ
เธอพิจารณาอยู่ย่อมรู้ได้อย่างนี้ว่า อุปธิมีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นที่ตั้งขึ้น มี
ตัณหาเป็นกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด เมื่อตัณหามี อุปธิจึงมี เมื่อตัณหาไม่มี
อุปธิก็ไม่มี เธอย่อมทราบชัดซึ่งอุปธิ ย่อมทราบชัดซึ่งเหตุเกิดแห่งอุปธิ ย่อม
ทราบชัดซึ่งความดับแห่งอุปธิ ย่อมทราบชัดซึ่งปฏิปทาอันสมควรเครื่องให้ถึงความ
ดับแห่งอุปธิ และย่อมเป็นผู้ปฏิบัติตามนั้น ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติตามธรรม ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย เราเรียกภิกษุรูปนี้ว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์ เพื่อความดับ
แห่งอุปธิโดยชอบทุกประการ ฯ

แสดงความคิดเห็น

อัครา  ขอบคุณครับ  โพสต์เมื่อ 9-3-2016 22:21
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ ...

101

กระทู้

6

เพื่อน

5333

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3795
ความดี
818
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 10-3-2016 18:11:39 |ดูโพสต์ทั้งหมด


หากมีความเห็นผิด  เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 10-3-2016 22:04:15 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อุปธิเป็นเหตุแห่งทุกข์
เหตุเกิดของทุกข์ คือ ตัณหา และ อวิชชา

วลีที่พระองค์ทรงตรัสบ่อยๆว่า
อุปธิอันเขาละได้แล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลมียอดอันด้วน...
นี้คือทรงหมายถึง ตัณหา และ อวิชชา ที่อุปมาเดียวกันคือ ตาลมียอดอันด้วน

วลีที่ตรัสว่า ความสละคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง นี้เป็นยอดของจาคะ (รู้สึกจะอยู่ในธาตุวิภังคสูตร)
ก็เชื่อมได้กับสูตรธัมมจักรฯ กล่าวคือ การละ(จาคะ) ซึ่งตัณหา ปฏินิสสัคโค(สละคืนซึ่งตัณหา)
นี้ก็ทรงหมายถึงอุปธิ คือ ตัณหา

วลีที่ตรัสว่า อุปธิทั้งหลายดับไป เพราะความสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด
ก็เป็นวลีเดียวกับการดับไปแห่งอวิชชา และการสำรอกแห่งอวิชชา โดยไม่มีเหลือ
นี้ทรงหมายถึงอุปธิ คือ อวิชชา

ดังนั้นในความเห็นผม อุปธินั้น คือ ความเกี่ยวพันธ์ของ ตัณหา และ อวิชชา
ทำให้ขันธ์ที่ปรากฏนั้นเป็นขันธ์ที่มีอุปาทาน คือมี อาสวะ

อุปธิ จึงมีความหมายที่กว้างมากๆครับ ไม่ใช่แค่อุปาทาน

101

กระทู้

6

เพื่อน

5333

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3795
ความดี
818
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 11-3-2016 16:28:50 |ดูโพสต์ทั้งหมด


อุปมาตาลยอดด้วน ใช้กับหลายอย่างมากครับ เช่น (1/2) รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (1/3) กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต (12/431)อาสวะ (13/43)ราคะ โทสะ โมหะ (13/251)การละขันธ์5 ฯลฯ

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

แสดงความคิดเห็น

nutc  เรียกสั้นๆว่าอุปธิ  โพสต์เมื่อ 11-3-2016 20:33
nutc  ความเห็นส่วนตัวนะครับ อุปธิ คือคำที่ใช้เรียก อุปทาน ภพ และชาติ เรีย...  โพสต์เมื่อ 11-3-2016 20:30

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 11-3-2016 21:03:22 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อุปมาตาลยอดด้วน ใช้กับหลายอย่างมากครับ เช่น
(1/2) รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (1/3)
กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต (12/431)
อาสวะ (13/43)
ราคะ โทสะ โมหะ (13/251)
การละขันธ์5 ฯลฯ

*************************
ทั้งหมดนี้ เกิดแต่ อวิชชา และ ตัณหา ใช่หรือไม่ครับ
อุปาทานขันธ์ ๕ คือ อุปธิ เพราะ เป็นขันธ์ที่มีอาสวะแล้ว
มีอวิชชา และ ตัณหา อันสัตว์เข้าไปมีอุปาทานเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น ก่อนที่จะเป็นขันธ์ที่มีอุปาทาน ก็ต้องเกิดแต่ อวิชชา และ ตัณหาก่อนอยู่ดี
จึงเรียกว่า อุปาทานขันธ์

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 11-3-2016 21:07:06 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อุปทาน ภพ และชาติ เรียกสั้นๆว่าอุปธิ
*************************
อุปธิ มีความหมายกว้างกว่า อุปาทาน ภพ และชาติ ครับ
สังเกตได้จากอุปธิ นั้นทรงตรัสเหนืออวิชชา
ในสูตรเรื่องความเกิดแห่งทุกข์ที่ตรัสไว้โดยอเนกปริยาย
นั่นคือ  อุปธิ มีความหมาย กว้าง
ครอบคลุมทั้งอวิชชา และ ตัณหา ที่เป็นเหตุเกิดของทุกข์
ครอบคลุมไปถึงอุปาทานขันธ์ ๕ ครอบคลุมไปถึงส่วนที่เป็นบุญ และ บาป
ครอบคลุมไปถึง ราคะ โทสะ โมหะ....ว่าเป็นอันมีความหมายกว้าง

แสดงความคิดเห็น

nutc  ขอช่วยpost หรือบอกพระสูตรให้อ่านด้วยครับ  โพสต์เมื่อ 12-3-2016 16:36
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 20-10-2019 23:43 , Processed in 0.062328 second(s), 21 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน