กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 3506|ตอบกลับ: 25

เอกพีชี ได้เกิดเป็นมนุษย์หรือไม่ หรือว่าตายในครรภ์ครับ

[คัดลอกลิงก์]

100

กระทู้

6

เพื่อน

5280

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3763
ความดี
807
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-9-2019
โพสต์เมื่อ 9-2-2016 23:52:24 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย อัครา เมื่อ 9-2-2016 23:54

พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๓
216....
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล  กระทำพอ
ประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคลนั้นเป็นเอกพีชี เพราะสังโยชน์สิ้นไป บังเกิดยังภพ
มนุษย์นี้ครั้งเดียว จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดูกรสารีบุตรนี้บุคคลจำพวกที่ ๗ ... ฯ
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล  กระทำพอ
ประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคลนั้นเป็นโกลังโกละ เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยว
อยู่ ๒-๓ ตระกูล แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๘ ... ฯ
------------------------------
พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ (ภาษาบาลี) เล่มที่ ๒๓ หน้า394
....ปุน   จปร   สารีปุตฺต   อิเธกจฺโจ   ปุคฺคโล  สีเลสุ  ปริปูรีการีโหติ    สมาธิสฺมึ    มตฺตโสการี   ปฺาย   มตฺตโสการี   โส   ติณฺณ
สโยชนาน    ปริกฺขยา    เอกพีชี    โหติ   เอกเยว   มานุสก   ภว
นิพฺพตฺเตตฺวา   ทุกฺขสฺสนฺต   กโรติ   อย   สารีปุตฺต   สตฺตโม  ปุคฺคโล
สอุปาทิเสโส   กาล   กุรุมาโน   ปริมุตฺโต   นิรยา   ฯเปฯ  ปริมุตฺโต
อปายทุคฺคติวินิปาตา ฯ
----------------------------------------------------------------------------------------
พระพุทธเจ้าใช้คำว่าภพ ยังไม่เป็นชาติ ไม่เหมือน โกลังโกละ ที่ใช้คำว่าตระกูล (มนุษย์)
แสดงว่า เอกพีชีตายในครรภ์ ไม่ได้เกิดออกจากครรภ์

ข้อสงสัย
1 การนับว่าเป็นชาติ ในภพมนุษย์ หรือ ตระกูล นับจากตรงไหน

การปรากฏเพศของทารก http://www.momypedia.com/momy-ar ... %E0%B8%B4%E0%B8%87/

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ


33

กระทู้

1

เพื่อน

2299

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1203
ความดี
563
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-8-2018
โพสต์เมื่อ 10-2-2016 09:59:23 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เหรียญ เมื่อ 10-2-2016 10:02

ถ้าเราจะพิจารณาก็ควรพิจารณาสภาวธรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง  เช่นการพิจารณา กาย เวทนา จิต และ ธรรม ถ้าเราเป็นผู้พิจารณารอบรู้อยู่เนื่องๆแทงตลอดอย่างดีด้วยความเห็นในสิ่งเหล่านี้  ในสิ่งอื่นๆก็เป็นสิ่งที่เราจะรอบรู้ด้วยญาณด้วยปัญญาอันเป็นเสขะ และอเสขะได้ทั้งหมดโดยลำดับ แต่ถ้าเราไม่รอบรู้ในสิ่งเหล่านี้โดยลำดับตามเป็นจริงแล้ว ความรู้อย่างอื่นก็ถือเป็นเพียงของภายนอก เมื่อประโยชน์คือความรู้อันแท้จริงของตนนั้นยังมีเพียงเล็กน้อย ดังนั้นผู้ตอบก็สักแต่ว่าตอบ ผู้ถามก็สักแต่ว่าถาม ย่อมไม่อาจยังประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่นในสิ่งที่เป็นประโยชน์อันยิ่งได้.. ปฏิจจสมุปบาทนี้แล..คือธรรมอันลึกยิ่งถ้าเราไม่รู้ก็จะฟ้องว่าเราไม่รู้ แต่ถ้าเรารู้ก็จะฟ้องว่าเรารู้..

9

กระทู้

0

เพื่อน

478

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
360
ความดี
62
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
23-3-2016
โพสต์เมื่อ 10-2-2016 11:31:02 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ภพมนุษย์ น่าจะหมายถึงตั้งแต่ลงสู่ครรภ์ เป็นอย่างน้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องตายในครรภ์ อาจเกิดเป็นมนุษย์จนสิ้นิายุขัยก็ได้ ส่วนตระกูลมนุษย์น่าจะต้องเกิดเป็นทารก ไม่นับอยู่ในครรภ์

33

กระทู้

1

เพื่อน

2299

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1203
ความดี
563
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-8-2018
โพสต์เมื่อ 11-2-2016 11:33:37 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ตามรอยพระอรหันต์
ชีวิตแห่งบุคคลผู้ดำเนินตามรอยพระอรหันต์ไม่ได้มีหลักว่าจะต้องนั่งหลับตาภาวนาอยู่ดายไป แต่มีหลักสำคัญอยู่ว่าจะต้องหมุนใจตนให้ตรงต่อแนวทางแห่งความสุขที่แท้จริงตามลำดับตามคำสั่งสอนของพระองค์ เท่านั้น.
   ชีวิตแห่งความเป็นพระอรหันต์ในพระพุทธสาสนานับว่าเป็นชิ้นเอกในบรรดาธรรมที่โลกควรต้องการ, เพราะเป็นสิ่งเดียวที่อาจนำสุขแท้จริงมาให้แก่โลกได้. การกระทำเพื่อให้จิตมีอำนาจเหนือโลก -เพื่อไม่ต้องหมุนเวียนไปในกระแสแห่งความทุกข์ทรมานของโลก และเพื่อถึงที่สุดแห่งความสุขอันจะไม่กลับไปเป็นทุกข์อีกต่อไป,นี้เป็นวิธีการแห่งการกระทำตามรอยพระอรหันต์ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำสำเร็จเป็นคนแรก แล้วสอนให้ผู้อื่นทำตามบ้าง จนมี พระอรหันต์คือผู้ที่หลุดจากทุกข์เป็นจำนวนมาก. ในครั้งนั้นมนุษย์ที่มีปัญญาล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้รับความสุขอย่างสูงไปตามกันจนตลอดชีวิต.เพียงแต่ได้เห็นคนเช่นนั้นก็เป็นการดี เพราะเป็นการได้เห็นตัวอย่างผู้ที่พ้นทุกข์มีใจเป็นอิสระจากธรรมชาติฝ่ายข้างต่ำ ไม่ติดขัดดุจท้องฟ้าในกลางหาวและสดชื่นได้ถึงที่สุด ที่ธรรมชาติของใจจะสดชื่นได้, คงที่และแน่นอนเพราะอยู่นอกอำนาจของความชั่วในโลกดังกล่าวแล้ว. นี่เป็นวิธีการอย่างเดียวที่จะนำความสุขมาสู่โลกได้แท้จริง. โลกมีความจริงเป็นเช่นนี้แต่มนุษย์ส่วนมากในโลก ไม่ยึดเอาความจริงนี้เป็นหลักจึงดำเนินชีวิตขัดขวางต่อความจริงของโลก ได้รับทุกข์ทรมานใจ โดยไม่รู้สึกอยู่เสมอ
   มนุษย์ส่วนมากสอนกันให้หมุนตัวเองตามความอยากอย่างวิสัยโลก. เขาไม่ทราบว่าลำพังโลกแล้วย่อมหมุนไปสู่ความยุ่งเหยิง, แม้จะมีการศึกษาอย่างใหม่เจริญขึ้นกว่าบัดนี้เพียงใดถ้าไม่อาจบังคับความอยากของโลกได้แล้ว ก็จำต้องแล่นไปไม่มีกำหนดหยุดแม้ว่าโลกจะมีอายุยืนไปอีกเท่าไรก็ตาม.ระหว่างที่สัตว์โลกหมุนไปตามอำนาจบันดาลของความอยากนานาชนิดของมนุษย์นั่นเองมนุษย์ย่อมได้รับความระหกระเหินมากน้อยเท่ากับความช้าและเร็วแห่งกำลังหมุนของโลก เพราะมนุษย์เป็นผู้ทำโลกให้หมุนไปและตนเองก็แล่นติดไปด้วย, นี่คือการหมุนแห่งล้อของสังสารวัฏฏ์อันเป็นทุกข์ทรมาน !
   ชีวิตแห่งความเป็นอรหันต์จะหักกงล้อให้หยุดเฉพาะตน. ถ้ามีมากคน ก็อาจหักกงล้อของโลกได้. โลกจะสงบ !มนุษย์จะไม่ต้องเหนื่อยบอบด้วยการหมุนติดตามโลก ซึ่งหมุนไปด้วยอำนาจความอยาก.สิ่งทั้งหลายจักเยือกเย็น ! แต่มนุษย์ผู้ไม่เป็นไทยแก่ตัว ที่ไหนจะทำเช่นนั้นได้.มนุษย์ไม่เป็นไทยแก่ตัวเพราะตกอยู่ใต้อำนาจความยั่วยวนของโลก:มนุษย์อยากได้ก็แล่นตาม จนกว่าจะมีพระอรหันต์มาเรียกให้เขาหยุดฟังคำชี้แจงจนทราบถึงเหตุผลของการที่ไม่ควรวิ่ง เขาจึงจะไม่ออกวิ่งต่อไป; พระอรหันต์จึงเป็นบุคคลจำพวกเดียวเท่านั้น ที่โลกต้องการเพื่อประสาสน์ความสุขสงบ.นอกนั้นก็คือพวกที่จะวิ่งตามโลก และช่วยกำลังให้โลกหมุนเร็วยิ่งขึ้น.จึงเป็นโชคดีแก่โลกอย่างยิ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก !

33

กระทู้

1

เพื่อน

2299

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1203
ความดี
563
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-8-2018
โพสต์เมื่อ 11-2-2016 11:34:32 |ดูโพสต์ทั้งหมด
   ทำไมจึงมีคนกล่าวว่า พระอรหันต์ไม่มีในโลก และจะไม่มีอีกต่อไป. ทำไมเขาจึงพยายามยกเหตุผลมากล่าวอย่างจริงจัง จนคล้ายกับว่าเขาจะได้รับผลดีอะไรสักอย่างหนึ่ง ในเมื่อไม่มีใครพยายามเพื่อเป็นพระอรหันต์, และคล้ายกับว่าพุทธสาสนาอันสูงสุดนั้นเป็นคำพูดที่เหลวใหลไม่เป็นชิ้น ไม่ใช่คนที่เรียนพุทธสาสนาเหลวใหล. ทำไมจึงไม่มีใครพยายามยกเหตุผลฝ่ายข้างที่ว่าพระอรหันต์อาจมีได้ เหมือนอย่างนั้นบ้าง. ธรรมดาฝ่ายต่ำของโลกอันยั่วยวนที่สิงอยู่ในหัวใจของมนุษย์ได้ชนะธรรมดาฝ่ายสูงของโลกอันสงบเสียแล้วกระมัง? พระธรรม เป็นของจำกัดเวลา (กาลิโก) คือมีประโยชน์ได้แต่ครั่งกระโน้นเท่านั้นเองดอกหรือ? จิตศึกษาไม่ใช่วิชาที่จะสำเร็จได้ผลเกินคาด เหมือนพลศึกษาในสมัยนี้บ้างเทียวหรือ? หรือว่าคำพูดนั้น เป็นเพียงคำพูดของผู้ไม่สนใจในจิตศึกษาเท่านั้น, มาช่วยกันพิจารณาดูเถิด !
   พระอรหันต์ ไม่มีเครื่องหมายภายนอกแสดงให้รู้เหมือนแถบ, ดาว, หรือพัดยศ ดังเรื่องว่าพระอรหันต์ ลกุณฑกะ ครั้งกระโน้นถูกพระบุถุชนคลำศีร์ษะเล่น เพราะสำคัญว่าท่านเป็นสามเณรน้อย ๆ รูปหนึ่ง, เพราะฉะนั้น เรายากที่จะรู้จักพระอรหันต์ด้วยรูปร่างภายนอก. คนที่เรียนเรื่องพระอรหันต์รู้แล้ว แต่ไม่ทำจริง ๆ ตามนั้นด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง พระองค์ทรงเรียกเขาว่าโมฆบุรุษ หรือคนว่างเปล่า, หรือคนกำมือเปล่า. การเรียนจบพระไตรปิฎกไม่ได้ทำให้เขาพ้นจากการติข้อนี้เลย ! จงดูเถิด. เพียงแต่การเรียนอย่างเดียวไม่อาจทำตนให้เป็นประโยชน์อย่างสูงแก่โลกได้, ส่วนผู้ที่เรียนเพียงน้อย ๆ แต่ทำจริง ๆ ได้รับความสุขยังไม่ถึงชั้นอรหันต์ พระองค์กลับสรรเสริญว่ากำมือไม่เปล่า. น่าจะเป็นพวกโมฆบุรุษกระมัง ที่พยายามยกเหตุผลมากล่าวว่า พระอรหันต์จะมีไม่ได้อีก เพื่อปกปิดข้อที่เขาเคยถูกตำหนิมาแล้วและจะไม่ต้องเก้อเขินกระดากตัวเองหรือผู้อื่นซึ่งอาจถามเขาว่า
“ทำไมท่านจึงไม่ปฏิบัติดูบ้างตามที่เรียนมา อย่างน้อยสักคราวหนึ่ง”

   ตัวพระพุทธสาสนาที่แท้จริง ไม่รู้จักคร่ำคร่าหรือตายคือสาปสูญ เพราะเป็นกฎที่แท้จริงประจำอยู่ในโลก จึงไม่เคยเหลวใหล. ส่วนผู้เข้าไปเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนานั้นไม่แน่นอน, เขาอาจอาศัยประโยชน์ส่วนตัวอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วกล่าวว่ากระไรก็ได้. และเพราะเป็นการกล่าวชั้นหลัง ๆ จึงขัดกับกฎดั้งเดิมที่ว่าพระธรรมเป็นอกาลิโก, คือให้ผลไม่จำกัดเวลาดังกล่าว.
   ในวงการแห่งพุทธสาสนาทั้งหมด แบ่งกิจการของพุทธบริษัทออกได้เป็น ๓ ขั้น คือ (๑) การเรียนรู้ ให้เรียกว่า ปริยัติธรรม, (๒) การทำจริง ๆ ตามที่เรียนมานั้น เรียกว่า ปฏิบัติธรรม, (๓) การเก็บเกี่ยวผลอันเกิดจากการทำจริง ๆ นั้น เรียกว่า ปฏิเวธธรรม, เราบากบั่นกันอย่างเต็มที่มาแล้วขั้นหนึ่ง ยังมีอีกขั้นหนึ่ง ที่จะต้องพยายามกันต่อไป ขั้นนั้น คือ ปฏิบัติธรรม. ส่วนการเก็บเกี่ยวผลอันเป็นขั้นสุดท้ายนั้น ไม่ต้องบากบั่นอะไร เพราะเมื่อมีการทำจริง ๆ แล้ว ก็หวังได้แน่นอนว่าจะต้องได้รับ.
  

33

กระทู้

1

เพื่อน

2299

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1203
ความดี
563
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-8-2018
โพสต์เมื่อ 11-2-2016 11:35:28 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ผู้ที่เกิดสุดท้ายภายหลัง มีใจไม่กล้าแข็ง ไม่อาจสละความสุขและการบำเรอด้วยวัตถุกามซึ่งตนกำลังได้รับอยู่, ไม่อาจทนความลำบากอันเกิดจากความพากเพียรค้นหาความจริงอย่างพระอรหันต์ทั้งหลาย ไม่อาจทนต่อการหัวเราะเยาะของผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องพระอรหันต์, ไม่อาจทนต่อความยั่วยวนของเหยื่อในโลก หรือต่อคำชี้แจงให้เขากลับทางเดินของเพื่อนฝูงที่ไม่ได้ตั้งใจเหมือนเขา. เขาถูกอบรม โดยทำนองให้ห่างจากรอยทางแห่งพระอรหันต์ ! เพราะไม่ค่อยมีใครจะสมัครเป็นผู้เดินตามรอยพระอรหันต์ด้วยหัวใจอันแท้จริง การยกเหตุผลฝ่ายข้างที่ว่า พระอรหันต์อาจมีได้ จึงไม่ค่อยมีใครสนับสนุน. อาศัยความมีพวกมาก มีการยั่วยวนมาก, และธรรมดาฝ่ายต่ำของโลกอาจชนะฝ่ายสูงได้ง่าย ตามกฎธรรมชาติในโลก ซึ่งเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เขาจึงเพียงแต่พูดส่งเสริมเท่านั้นก็ชนะโดยโวหารได้ง่ายดาย. ส่วนฝ่ายที่จะต้องอ้างเหตุผลต้านทานกฎของธรรมชาติ ย่อมชนะได้ยาก, ยิ่งพระธรรมเป็นปัจจัตตลักษณะ คือคนฉลาด จะเห็นได้เฉพาะตนด้วยแล้ว โลกซึ่งมีความฉลาดน้อยจะชนะด้วยอาการนิยมภายนอกได้อย่างไร. การที่โลกถูกพวกมากฝ่ายข้างโน้นลากไป จึงเป็นของไม่แปลก. ส่วนความจริงทุก ๆ อย่างคงเป็นอยู่อย่างเดิม ซึ่งคนฉลาดยังคงเก็บเกี่ยวผลได้ตามที่เขาหว่านลงไว้. ภายนอกเราต้องยอมให้โลกชนะ แต่ภายในแห่งความจริงธรรมย่อมชนะเสมอ.   พระธรรมหรือกฎที่แท้จริงในโลก ย่อมไม่จำกัดเวลาจริง, จะจริงเสมอไป เช่นเดียวกับท่านบริโภคได้โดยสะดวกแล้ว จะต้องอิ่ม อันเป็นความจริงเสมอคงที่ ทั้งในสมัยนี้และสมัยโน้น. ก็เมื่อท่านทำความชั่ว ท่านจะต้องได้รับทุกข์ทั้งในสมัยโน้นและสมัยนี้; แต่ถ้าท่านทำความดีถึงที่สุดท่านอาจได้รับผลถึงที่สุดเพียงแต่สมัยโน้น, ในสมัยนี้ไม่ได้รับ เช่นนี้แล้ว อะไรจะเป็นตัวพระธรรม, พระธรรมอยู่ที่ไหน ? ทำไมจิตศึกษาที่เขาฝึกดีแล้วจะไม่สำเร็จผลได้ดีกับพลศึกษาที่เขาฝึกกันได้แปลกๆ ในสมัยนี้บ้าง. ถ้ากายศึกษาเป็นสิ่งที่มนุษย์อาจทำให้ดียิ่งขึ้นได้เป็นลำดับ ส่วนจิตศึกษานั้น ไม่สามารถแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นได้ หรือแม้จะรักษาให้คงอยู่อย่างเดิมก็ไม่ได้แล้ว ในโลกนี้ไม่มีก็ไม่มีพระธรรมเลย, พุทธสาสนาที่สอนไว้ก็ผิดหมด จริงอยู่แต่คำพูดของคนพวกมากเท่านั้น ท่านทั้งหลายจะได้รับความยุติธรรมจากอะไรเล่า. สิ่งที่เป็นความจริงต้องยังคงเป็นความจริง, เว้นไว้แต่ความจริง มักไม่มีโอกาสโผล่เข้าไปในโลกที่เป็นเท็จ และเต็มไปด้วยมายาเท่านั้น. การที่พวกเราผู้เป็นพุทธบริษัทยังเชื่อว่าพระอรหันต์อาจมีได้นั้น ไม่เป็นการงมงายเลย. เราเชื่อกันอย่างมีเหตุผล และจะไม่ชวนกันกลบความจริงข้อนี้ เพื่อเห็นแก่ระโยชน์ส่วนตนด้วย.
   

33

กระทู้

1

เพื่อน

2299

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1203
ความดี
563
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-8-2018
โพสต์เมื่อ 11-2-2016 11:36:15 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ตามธรรมดา พวกมดปลวกมีประสาทก็จริง แต่มันไม่อาจมีความรู้ว่า ในโลกนี้มนุษย์มีอากาศยานซึ่งแล่นไปได้เร็วกว่าพวกมันตั้งหลายพันเท่า หรือมีดนตรีที่ไพเราะกว่าเสียงจิ้งหรีดเพื่อนของมันตั้งหลายร้อยเท่าด้วย. ถ้ามดหรือปลวกตัวไหนเผอิญมีประสาทเป็นพิเศษรู้ได้เหมือนที่คนเรารู้กันแล้ว และมันขืนขยายแก่พวกมันขึ้น ก็จะถูกพวกมันแยกคัดให้อยู่ต่างหาก เช่นเดียวกับที่เราคัดพวกวิกลจริตให้อยู่ต่างหากในสมัยนี้. นั่นทำไมความจริงของมดหรือปลวกตัวนั้นจึงไม่มีเพื่อนเชื่อถือ, นั่นไม่ใช่เป็นเพราะความจริงบางอย่าง เป็นความจริงที่คนบางพวกไม่อาจรู้ หรือไม่อาจคะเนเอาได้ดอกหรือ. อย่าว่าถึงเช่นนั้นเลย ถ้าเราจะไปบอกคนป่าเถื่อนจริงๆ ถึงความเจริญอย่างใหม่, ก็ยากที่จะให้เขาเชื่อได้ทุกคำพูด. เมื่อวิสัยแห่งพระอรหันต์ เป็นความจริงที่ละเอียดและลึกซึ้งยิ่งกว่า ความแปลกประหลาดในระหว่างสิ่งที่อาจรู้ได้ด้วยหูด้วยตา อย่างว่ามาแล้วนั้น เราจะพูดให้เชื่อกันด้วยปากง่าย ๆ ได้อย่างไรเล่า, นอกจากจะให้เขาทำดู แล้วเห็นเอง. นี่เป็น หลักสันทิฏฐโก หรือ ปัจจัตตลักษณะ ที่มีประจำอยู่ในพระธรรมชั้นสูง อันลึกละเอียด ; จึงเป็นอันว่านักกายศึกษาจำเป็นจะต้องกล่าวไปอย่างหนึ่ง, และนักจิตศึกษา อาจฟังคำพูดของนักกายศึกษาเข้าใจได้ง่ายกว่าการที่จะให้นักกายศึกษาฟังคำพูดของเขาเข้าใจ, เพราะฉะนั้น ในวงการนักจิตศึกษา จักต้องเรียนรู้ธรรม ที่ลึกละเอียดด้วยใจตนเองโดยเฉพาะ, แล้วพยายามทำจริง ๆ ตามลำดับที่เราสามารถ จึงเป็นการถูกต้องและมีค่าอย่างสูงสุดในชีวิต เพราะเป็นวิชาที่ประณีตทำยาก และได้รับผลคุ้มกัน เป็นสุขอย่างแท้จริง ซึ่งไม่มีวิธีการอย่างอื่นบันดาลให้ได้.
   วิธีการแห่งความเป็นพระอรหันต์ ไม่ใช่สาสนาชนิดเป็นยาเสพติดทำให้ขี้เกียจ ถ่วงความเจริญของประเทศ อย่างที่บางคนเข้าใจ, เว้นไว้แต่เป็นการกระทำที่เท็จปลอมอันคนทุจริตกระทำหรือสั่งสอนเพื่อประโยชน์ส่วนตนบางอย่าง หรือที่พวกขาดการศึกษา มีความรู้อย่างงมงายเพราะทำตาม ๆ สืบ ๆ กันมาด้วยอำนาจยึดมั่นสำคัญผิด อันแปลกจากคำสั่งสอนของพระองค์, มีข้อพิสูจน์ได้ตรงที่เขาจะไม่ได้รับความสุขอันสูงสุดสมจริงดังที่กล่าวไว้ : เราจะเห็นพวกนี้ดิ้นรนตามลาภสักการะ
จนปรากฏแก่ตามนุษย์ธรรมดา เพราะเขาอาจลืมภาวะหรืออาการของพระอรหันต์ที่เขาฉาบไว้ภายนอกในไม่นานนั่นเอง. เมื่อผู้ที่ไม่รู้ ไม่อาจจับความเท็จเทียมหลงเชื่อดายไป ก็อาจเกิดสาสนาชนิดยาเสพติดขึ้นได้. บัดนี้เรามีการศึกษาปริยัติมากพอแล้ว ไม่ต้อกลัวในข้อนี้. ผู้ที่อยากทำตนให้เป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่นอย่างสูง ควรพิจารณา และบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่โลก ด้วยการช่วยค้นหารื้อฟื้น ความสุขอย่างสูงสุดอันมีอยู่ในพุทธสาสนาเท่านั้น ขึ้นมาแสดงแก่โลกเถิด จะเป็นความดีอย่างเดียวกันกับที่พระอรหันต์ในกาลก่อนได้เคยกระทำมาแล้ว ไม่จำกัดว่าจะเป็นบรรพชิตหรือฆราวาส, ทั้งในสมัยนี้หรือสมัยโน้น ก็อาจทำได้ด้วยกัน เพียงแต่สำหรับฆราวาสมีขีดจำกัดอยู่บ้างบางอย่างเท่านั้น พระองค์ทรงรับรองว่าฆราวาสก็อาจบรรลุมรรคผล คือความสุขทางใจอย่างสูงขึ้นไปตามลำดับได้.

33

กระทู้

1

เพื่อน

2299

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1203
ความดี
563
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-8-2018
โพสต์เมื่อ 11-2-2016 11:36:50 |ดูโพสต์ทั้งหมด
   การตามรอยพระอรหันต์ หรือการเดินตามทางพระอริยเจ้า คือการปฏิบัติกาย วาจา ใจ ตามอย่างพระอรหันต์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ได้เคยกระทำมาแล้ว เพื่อให้บรรลุสุขเต็มที่ ที่มนุษย์จะสามารถทำได้ไม่เหลือวิสัย และเป็นการกระทำเพื่อบรรลุสุขอย่างประเสริฐในชีวิต ไม่ใช่เป็นการงมงายอย่างที่บางท่านเข้าใจและคอยแต่หัวเราะเยาะผู้อื่น. เราจงมาช่วยกันคิด ช่วยกันรื้อฟื้น ช่วยกันทำ ให้สำเร็จลุล่วงเป็นลำดับ จะพบความสุขที่เราเคยคาดเอาว่า ไม่อาจมีได้เป็นได้ตามส่วนแห่งกำลังสติปัญญาของเรา
   พระพุทธสาสนาชั้นสูงก็ไม่ได้มีไว้สำหรับหลอกคนเล่น เพราะหลักในพุทธสาสนาสอนให้คิดจนเห็นจริงด้วยตนเองเสียก่อน แล้วจึงเชื่อ ไม่ต้องเชื่อสิ่งที่ไม่มีตัวตามผู้อื่นบอก. พระพุทธสาสนาสอนให้เก็บเกี่ยวผลอันเกิดจากการกระทำของตนเอง ซึ่งเป็นการกระทำที่สุจริตถูกต้องต่อภาวะของตนๆ ไม่ใช่ให้รอคอยรับผลจากผู้ศักดิ์สิทธิ์วิเศษ, เพราะฉะนั้นคำสั่งสอนในพุทธสาสนาทุกคำจึงมีบทพิสูจน์กำกับอยู่ด้วยในตัว เพื่อให้ผู้นั้นเห็นได้เองแล้วเต็มใจทำตามด้วยตนเอง ทำไปตามลำดับ ๆ ก็จะได้รับผลแห่งความดีนั้นโดยลำดับ ๆ, ถึงที่สุดแห่งความดีเมื่อใด เมื่อนั้นเรียกว่า เป็นพระอรหันต์คือผู้ที่หมดความชั่วและหมดทุกข์อันเป็นผลเกิดจากความชั่ว มีอวิชชาเป็นต้น, เป็นผู้มีความดีเต็มที่เสวยผลอันเกิดจากความดี คือสุขชนิดที่ไม่มีอื่นยิ่งไปกว่า จัดเป็นคนหนึ่งในจำพวกคนดีที่สุดของโลก หรือเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งในโลกพระอรหันต์
   แม้จะไม่เป็นการแน่นอนว่า เราจะเป็นอรหันต์กันได้ในบัดนี้ทุกคนก็จริง แต่เป็นการแน่นอนที่สุดว่า เราทุกคนควรพยายามเป็นพระอรหันต์เท่าที่สามารถ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ต้องเดินตามรอยท่าน, มิฉะนั้นชีวิตจะไม่ราบรื่น ตามธรรมดาของสัตว์โลกที่เต็มไปด้วยความชั่ว และไม่ได้รับความสุขในพุทธสาสนาที่มีอยู่เป็นพิเศษจากสาสนาอื่น ๆ. สุขพิเศษนั้นไม่จำกัดว่า จะต้องได้รับหลังจากการเป็นพระอรหันต์แล้ว เพราะแม้เพียงแม้นเพียงย่างเข้ารอยของท่าน ก็ได้รับผลคุ้มเหนื่อยทันที และได้รับมากขึ้นตามลำดับแห่งการพยายาม, เป็นสุขชนิดที่การศึกษาอย่างใหม่ เช่นวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ก็ไม่อาจให้ได้เลย. คำสอนในโลกสมัยใหม่ เขาสอนกันให้กลบทุกข์ หรือ แก้ทุกข์ที่มีอยู่ประจำชีวิตมนุษย์ ทั้งที่ไม่ต้องรู้ว่าทุกข์นั้นเกิดจากอะไร; ด้วยการเอาของล่อมาล่อให้เพลินไปคราวหนึ่ง ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด. ส่วนวิธีการแห่งความเป็นอรหันต์สอนให้รู้จักทุกข์ และรื้อรากของทุกข์ขึ้นทำลายเสียให้หมดเชื้อสิ้นเชิง ไม่ต้องมัวแก้ทุกข์หรือกลบทุกข์ อันเป็นการกระทำที่ไม่แน่นอนยั่งยืน, ในที่สุดก็ไม่มีอะไรมาทำให้ทุกข์อีกได้จนตลอดชีวิต.

33

กระทู้

1

เพื่อน

2299

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1203
ความดี
563
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-8-2018
โพสต์เมื่อ 11-2-2016 11:37:12 |ดูโพสต์ทั้งหมด
   วิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นในโลก เจริญขึ้นในโลกเพียงใด, เหตุแห่งความทุกข์ทางใจก็ยิ่งลี้ลับลงไปเพียงนั้น. เพราะวิทยาศาสตร์ใหม่เอาหลักแห่งธรรมชาติมาเรียนรู้ เพื่อดำเนินกิจการฝืนความสงบแห่งนามธรรมของโลก, ยั่วยวนพอกพูนกิเลสอันเป็นส่าเชื้อของความทุกข์ เช่นเดียวกับเอาเหยื่อเลี้ยงเสือผอม ด้วยหวังว่ามันจะไม่กัดเพราะความฉลาดของตน แล้วก็เลี้ยงกันเรื่อยไปไม่มีกำหนดเลิก. การกระทำนั้น ๆ มีผลเพียงกลบทุกข์ได้ชั่วคราว โผล่ขึ้นใหม่ยิ่งกว่าเก่า จะต้องหาวิธีปราบให้ยิ่งขึ้นไป. มันเจริญมาโดยทำนองนี้ อันเป็นทำนองที่ทำโลกให้ยุ่งเหยิงจนสางยาก, ทุกข์ของโลกจึงยิ่งลึกซึ้งซับซ้อนเปลี่ยนแปลง และก้าวหน้าล่วงพ้นความสามารถของวิทยาศาสตร์ซึ่งที่แท้กลับเป็นสิ่งที่เพิ่มกำลังให้แก่มัน มันเอานักวิทยาศาสตร์ไว้คอยแก้ตามหลังเสมอไป. เมื่อไหร่จะทัน ! เมื่อไหร่โลกจะเลิกวิ่งด้วยอำนาจวิทยาศาสตร์ชนิดที่พอกพูนกิเลส อันเป็นเชื้อของความทุกข์ แล้วหมุนมาข้างวิทยาศาสตร์ ที่ถอนรากกิเลส กล่าวคือวิธีการแห่งความเป็นพระอรหันต์นี้บ้าง.
   แม้ว่ารูปธรรมภายนอกได้เจริญเปลี่ยนแปลงไปมาก มีตึกรามใหญ่โต มีรถยนต์ มีอากาศยาน วิทยุ ฯลฯ เกิดขึ้นในโลก, มนุษย์ดื่มกินนุ่งห่ม ใช้สอยวัตถุ ที่ให้ความสะดวกสบาย จนเกือบเรียกได้ว่าของทิพย์ก็จริง, ส่วนนามธรรมคือใจของเขา ไม่ได้รับความตรากตรำ เพราะไม่รู้สึกอิ่ม ไม่รู้สึกพอยิ่งขึ้น เท่ากับความเจริญแห่งรูปธรรมอันยั่วยวนนั้นดอกหรือ ? จริงอยู่ที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ อาจบำบัดโรคบำรุงอนามัย ทำให้มนุษย์ตายก่อนกำหนดน้อยก็จริง แต่ถ้าเป็นการทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่อตรากตรำทรมานใจ เพราะนามธรรมภายในของเขาถูกแผดเผาแล้ว, การมีวิทยาศาสตร์หรือไม่มีวิทยาศาสตร์ ก็คงมีผลไม่ดีกว่ากันมิใช่หรือ ? ถ้าใครเลี้ยงเราให้มีชีวิตอยู่เพื่อรับความทรมานแล้ว จะเป็นประโยชน์อะไรหรือ ? วิทยาศาสตร์นี้เสียอีก จะพาโลกไปสู่ความยุ่งเหยิง มัวแต่ฟูขึ้นแล้วแฟบลงเหนื่อยบอบเช่นเดียวกับสุนัขที่หอบจัด. วิทยาศาสตร์นี้สร้างเครื่องมือมหาพินาศขึ้น เพื่อป้องกันประเทศของตนหรือทำลายชีวิตเฉพาะผู้ที่เป็นศัตรูได้ก็จริง แต่วิทยาศาสตร์มิอาจป้องกันมนุษย์ไม่ให้เป็นศัตรูกันได้, มิหนำกลับจะเป็นสิ่งส่งเสริมความแตกร้าวเสียอีก, เพราะวิทยาศาสตร์นั่นเองยั่วให้เกิดความอยากแผ่อำนาจ และอยากเป็นเจ้าโลก นักวิทยาศาสตร์พวกที่ก้าวหน้า ก็ให้ความอยุติธรรมแก่พวกที่ล้าหลังอยู่เป็นประจำอันเป็นการก่อความระแวงและเกิดเป็นศัตรูกันขึ้นตลอดกาล. เมื่อเป็นเช่นนี้ อะไรเล่าเป็นความสุขสงบที่ได้จากวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ หรือการศึกษาอย่างใหม่ชนิดที่ขาดหลักธรรมของพระอรหันต์

33

กระทู้

1

เพื่อน

2299

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1203
ความดี
563
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-8-2018
โพสต์เมื่อ 11-2-2016 11:37:35 |ดูโพสต์ทั้งหมด
   โลกพร่องอยู่เป็นนิจ ! หิวอยู่เป็นนิจ ! กระหายเลือดอยู่เป็นนิจ ! ก็ไม่เพราะอำนาจความยั่ว ที่นักวิทยาศาสตร์คอยปรุงแต่งขึ้นใหม่ ๆ อยู่เสมอดอกหรือ ?
   นักวิทยาศาสตร์ชนิดอริยะ, คือนักวิทยาศาสตร์ฝ่ายนามธรรม ครั้งสองพันปีมาแล้วสอนให้มนุษย์เป็นมิตรกัน ไม่จำกัดฐานะ, ให้เสรีภาพและสมภาพ ในชีวิตร่างกายเสมอกันทั้งมนุษย์และดิรัจฉาน ด้วยการอบรมนามธรรมมาเช่นนั้นตั้งแต่กำเนิด คือ ตั้งแต่ชั้นบิดามารดาของเขาเป็นเบื้องต้น, และอบรมนามธรรมให้เป็นสุขสงบทั้งคนมั่งมีและคนยาก ทั้งคนที่จะคงมี่ชีวิตอยู่ และคนที่จะต้องตายไปในเดี๋ยวนั้น. ผู้ที่ได้รสอบรมแก่กล้าถึงที่สุด ย่อมได้รับความสุขสงบเยือกเย็นตลอดชีวิตมีความรู้สึกเป็นสุขในระดับเสมอกัน ระหว่างผู้รู้ตัวว่าจะต้องตาย หรือยังไม่ต้องตาย, ความสุขที่สุขุมเช่นนี้ จะดับหายต่อเมื่อรูปธรรมดับสนิท; ต่างจากวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งทำมนุษย์ให้ตรากตรำใจทุกชนิดบุคคล, และทุกเวลา, เพราะมันล่อให้ยิ่งอยากไม่รู้จักจบ เช่นเดียวกับคนที่รับประทานอิ่มแล้ว แต่ยังมีสิ่งที่เขาชอบยิ่งขึ้นไปกว่านั้นมาอีกมาล่ออยู่. มันเข้าแผดเผาภายในให้เร่าร้อน ทั้งคนมี
และคนยากเสมอกันตลอดเวลา จนกว่าเขาจะได้ดื่มรสแห่งอริยวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ แบบแห่งการครองชีวิตของพระอรหันต์เท่านั้น, ทำไมเขาจึงไม่กินยาขนานนี้กันเล่า ! ยาวิเศษสำหรับบำบัดโรคอันเกิดเฉพาะนามธรรม ! ไม่ใช่แก่รูปธรรมอันเป็นหน้าที่ของยาที่ได้มาจากวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ, - เราแบ่งกันดังนี้เถิด, จะช่วยให้เข้าถึงความจริงเร็วขึ้น.
   ทุกข์แห่งนามธรรมเป็นตัวโรค, ความอยากไม่รู้จักอิ่มจักพอเป็นเชื้อโรค, พระนิพพานเป็นยาแก้โรคอย่างเด็ดขาด, ผู้ดำเนินตามวิธีการแห่งความเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ประกอบยานั้น, เราจงมาเป็นหมอผู้ประกอบยากันเถิด, เพื่อรักษาตนเองแล้วช่วยเหลือผู้อื่น : เราจงเรียนอริยวิทยาศาสตร์แห่งความจริงข้อนี้ แล้วช่วยกันทำประโยชน์สุขอย่างสูงสุดให้แก่โลกซึ่งรวมทั้งตัวเรา ด้วยการดำเนินชีพตามหมอ กล่าวคือเหล่าพระอรหันต์ที่ล่วงลับไปแล้ว และให้เป็นตัวอย่างแก่มหาชนภายหลัง.
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 15-9-2019 23:11 , Processed in 0.046970 second(s), 19 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน