กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
12
กลับไป ตั้งกระทู้ใหม่
เจ้าของ: เค

เดรัจฉานวิชา ไม่ใช่สิ่งไม่ดี

[คัดลอกลิงก์]

5

กระทู้

0

เพื่อน

141

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
69
ความดี
37
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-6-2016
โพสต์เมื่อ 15-11-2015 11:44:35 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เค เมื่อ 15-11-2015 13:15
qqqqq ตอบกลับเมื่อ 14-11-2015 21:47
"ให้เอาจิตไปไว้กับลมหายใจ เมื่อเขาเสียชีวิตจิตจะได้ ...

พระตถาคตป่วย ชีวกโกมารภัจจ์ รักษากีครั้ง
        ที่ท่านกล่าวมาดังนี้ ท่านต้องเข้าใจก่อนว่าพระพุทธองค์นั้นตรัสรู้แล้ว รู้ซึ่งกายสังขารนี้ ท่านได้เห็นแล้วซึ่งว่ากายนี้เป็นของกรรมเก่า ท่านไม่ได้ยึดติดในกายนี้แล้ว แต่ที่ท่านกินยา กินอาหาร หรือรักษากายนั้นอยู่ก็ เพราะทำระงั้บกาย(กรรมเก่า) เพียงเท่านั้น ไม่ได้เพื่อบำรุ่งกิเลส
และพระสูตรเกียวกับหมอชีวก นี้ผมก็หาจากใน พุทธวจน ไม่เจอด้วยนะครับ หากท่านมีหลักฐานเกี๋ยวกับพระสูตรนี้ว่าเป็นของตถาคต โปรดยกมาด้วย เท่าที่ผมเข้าใจนั้น เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องแต่งใหม่

5

กระทู้

0

เพื่อน

141

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
69
ความดี
37
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-6-2016
โพสต์เมื่อ 15-11-2015 13:05:20 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เค เมื่อ 15-11-2015 13:47
สรณ ตอบกลับเมื่อ 15-11-2015 03:30
ผมเห็นแบบนี้ครับ หากไม่ตรงอย่างไร ท่านผู้รู้กรุณาช่ ...

ผมเห็นแบบนี้ครับ หากไม่ตรงอย่างไร ท่านผู้รู้กรุณาช่วยปรับทิฏฐิให้ด้วยครับ

1). ผมไม่เคยเห็นท่านทรงสอนว่าไม่ให้ทำทาน หรือไม่ให้เมตตาต่อสัตว์ทั้งหลายเลยครับ ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ
เช่น "… ดูกรวัจฉะ ก็เราพูดเช่นนี้ว่าผู้ใดสาดน้ำล้างภาชนะ หรือน้ำล้างขันไป
แม้ที่สัตว์ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ่อน้ำคลำ หรือที่บ่อโสโครกข้างประตูบ้านด้วยตั้งใจว่าสัตว์ที่อาศัยอยู่ใน
ที่นั้นจงยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยสิ่งนั้นเถิด ดังนี้ ดูกรวัจฉะเรากล่าวกรรมซึ่งมีการราดน้ำล้าง
ภาชนะนั้นเป็นเหตุว่า เป็นที่มาแห่งบุญ จะป่วยกล่าวไปไยถึงในสัตว์มนุษย์เล่า…"

ตอบ หากสิ่งที่ท่านยกมาเพื่อให้ได้บุญ จากพระสูตรเรื่องเกียวกับการให้ทาน ทานที่ทำแล้วได้บุญมากที่สุดก็คือ การเจริญ อานาปานสติ แต่หากทำเพื่อเป็นการเมตตาต่อสัตว์ ก็ต้องถามว่าเมตตาดังที่ท่านกล่าวนั้นมันคือการเมตตาจริงไหม แล้วเขาหายป่วยจริงแท้แน่นอนไหม ให้ยากินเขาก็หายได้ชั่วคราว แต่ชี้ให้เขารู้ว่า กายนี้มันไม่เป็นของเทียง การเจ็บไข้ได้ป่วยมันเป็นสิ่งที่หลีกหนีไม่ได้ ชี้ให้เขาปล่อยว่างนี้คือ การเมตตาที่แท้จริง
ปล.การให้ทานมันมีหลายระดับ และระดับที่ท่านยกมา มันเป็นทานที่ไม่พ้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย (มันเป็นทานของปุถุชนคนธรรมดา) ทานเพื่อการหลุดพ้นคือการเจริญ อานาปานสติ (ทานของอริยบุคคล)


2). แล้วพระสูตรนี้ จะอธิบายว่าอย่างไรครับ ถือว่าเป็นการ “ปรุงยาตา” หรือไม่
"... ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงทำลายบาตรไม้นั่น บดให้ละเอียด ใช้เป็นยา
หยอดตาของภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุไม่พึงใช้บาตรไม้ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฎ ฯ..."
ผมเข้าใจว่าเป็นการ “ปรุงยาตา” ชัดเจนครับ ซึ่งเป็นเดรัจฉานวิชา แน่ๆ แต่ทำไมถึงสามารถกระทำได้ ก็เพราะว่าไม่เข้าองค์ประกอบตามข้อ. 3. ครับ

3). พระสูตรนี้มีองค์ประกอบอยู่ 2 ประการ
     1. มีการกระทำมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชา
     2. เป็นการกระทำเพื่อเลี้ยงชีวิต
หากไม่เข้าเงื่อนไขครบทั้ง 2 ประการ ก็ไม่น่าจะเป็นอาบัตินะครับ

ตอบ อันนี้ผมคงไม่อาจตอบได้ ไม่แน่ใจว่าท่านต้องการกล่าวถึงตถาคตในด้านไหน หากกล่าวเพื่อบอกว่าพระสูตรขัดแย้งกัน คงต้องให้ผู้ที่คล่องในพระสูตรมากกว่าผมมาอธิบาย แต่หากกล่าวในเจตนาครบไม่ครบผมก็เข้าใจตามท่านกล่าว

เดรัจฉานวิชา ไม่ใช่สิ่งที่ภิกขุควรศึกษาเล่าเรียน หรือเป็นกิจที่ทำเป็นอาจิณครับ
แต่หากมีเหตุปัจจัยเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา แล้วเมตตาช่วยเหลือได้ มันก็เป็นการทำทานอย่างหนึ่ง ที่ควรจะหยิบฉวยไว้เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลกที่ยังเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ไม่ใช่หรือครับ
สุดท้าย มันก็ขึ้นอยู่กับเจตนาล่ะครับว่า เจตนาที่กระทำแท้จริงคืออะไร กรรมก็ตามนั้นครับ

ตอบ ถ้าท่านลำดับคำว่า กายเรา กายบิดามารดา กายญาติพี่น้อง กายเพื่อนร่วมโลก กายสัตว์เดรัชฉาน กายอันไหนเป็นสิ่งที่ตัดทิ้งได้อยากที่สุดแล้ว ท่านก็จะมองเห็นได้ว่า ภิกษุท่านบวชก็เพื่อตัดให้ออกจากเรื่องทางโลก ภิกษุต้องพิจารณาถึงกายตัวเอง ว่ามันไม่ใช่ตัวเราของเรา ไม่ให้ยึดติด แล้วใยจะไปยึดกายของคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเราอีก เอาง่ายๆแผนที่ในมือท่านต้องการไปไหน ท่านต้องการไปนิพพาน หรือ ต้องการเวียนว่ายตายเกิด หากต้องการนิพพานให้ท่านตัด ผัสสะ(ตัดทุกอย่างที่มากระทบ สฬายตนะ ไม่ให้ปรุงต่อไปยัง ตัณหา) หากยังต้องการเกิดอยู่ก็ไม่ต้องตัดปล่อยไปตามอารมณ์ความรู้สึกท่านเลย

แสดงความคิดเห็น

สรณ  ขอบคุณครับ  โพสต์เมื่อ 15-11-2015 17:40

5

กระทู้

0

เพื่อน

141

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
69
ความดี
37
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-6-2016
โพสต์เมื่อ 15-11-2015 16:26:45 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เค เมื่อ 15-11-2015 16:28
สรณ ตอบกลับเมื่อ 15-11-2015 03:30
ผมเห็นแบบนี้ครับ หากไม่ตรงอย่างไร ท่านผู้รู้กรุณาช่ ...
). แล้วพระสูตรนี้ จะอธิบายว่าอย่างไรครับ ถือว่าเป็นการ “ปรุงยาตา” หรือไม่
"... ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงทำลายบาตรไม้นั่น บดให้ละเอียด ใช้เป็นยา
หยอดตาของภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุไม่พึงใช้บาตรไม้ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฎ ฯ..."
ผมเข้าใจว่าเป็นการ “ปรุงยาตา” ชัดเจนครับ ซึ่งเป็นเดรัจฉานวิชา แน่ๆ แต่ทำไมถึงสามารถกระทำได้

จากที่ผมได้นั้งอ่านแล้วอ่านอีกในพระสูตรนี้ 6 รอบ ผมมีความเห็นดังนี้ ใช้เป็นยา
หยอดตา
พระองค์ไม่ได้หมายถึงให้พระภิกษุนำมาหยอดตาจริงๆ แต่หมายถึง ชี้ให้เห็นหรือตัวอย่างให้พระภิกษุได้เห็นโดยไม่ต้องยกอุปมา อุปไมย จากเหตุที่พระภารทวาชะได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์แก่พวกคฤหัสถ์ มากกว่านะครับ ดังนั้นพระสูตรนี้จึงไม่ได้ขัดกับเรื่อง เดรัจฉานวิชา

แสดงความคิดเห็น

สรณ  ขอบคุณครับ  โพสต์เมื่อ 15-11-2015 17:41

0

กระทู้

18

เพื่อน

3393

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
1
สตางค์
3284
ความดี
35
ชื่อเสียง
6
ล่าสุด
9-7-2017
โพสต์เมื่อ 18-11-2015 23:55:13 |ดูโพสต์ทั้งหมด
นำพระสูตรมาฝากครับ...


“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   พวกเธอไม่มีมารดาไม่มีบิดา   ผู้ใดเล่าจะพึงพยาบาลพวกเธอ   ถ้าพวกเธอจักไม่พยาบาลกันเอง   ใครเล่าจักพยาบาล  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ผู้ใดจะพึงอุปัฏฐากเรา    ผู้นั้นพึงพยาบาลภิกษุอาพาธ   ถ้ามีอุปัชฌายะๆ   พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต    หรือจนกว่าจะหาย    ถ้ามีอาจารย์ ๆพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต  หรือจนกว่าจะหาย   ถ้ามีสัทธิวิหาริก ๆ  พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต  หรือจนกว่าจะหาย  ถ้ามีอันเตวาสิก ๆ  พึงพยาบาลจนตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะหาย  ถ้ามีภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะ ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต  หรือจนกว่าจะหาย  ถ้ามีภิกษุผู้ร่วมอาจารย์  ภิกษุผู้ร่วมอาจารย์พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต    หรือจนกว่าจะหาย    ถ้าไม่มีอุปัชฌายะ    อาจารย์สัทธิวิหาริก  อันเตวาสิก  ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะ  หรือภิกษุผู้ร่วมอาจารย์  สงฆ์ต้องพยาบาล   ถ้าไม่พยาบาลต้องอาบัติทุกกฎ”

ในคราวเดียวกันนั้นเอง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถึง องค์ของภิกษุอาพาธที่พยาบาลได้ยาก 5 อย่างคือ
1. ไม่ทำความสบาย
2. ไม่รู้ประมาณในความสบาย
3.ไม่ฉันยา
4. ไม่บอกอาการไข้ตามจริงแก่ผู้พยาบาล
5. มีนิสัยเป็นคนไม่อดทนต่อทุกขเวทนา


จากนั้นได้ได้ถึง องค์ของภิกษุอาพาธที่พยาบาลได้ง่าย  5 อย่าง คือ
1. ทำความสบาย
2. รู้ประมาณในความสบาย
3. ฉันยา
4. บอกอาการป่วยไข้ตามจริงแก่ผู้พยาบาล
5.มีนิสัยเป็นคนอดทนต่อทุกขเวทนา


ต่อจากนั้นพระผู้มีพระภาคได้ตรัสบอกถึง องค์ของภิกษุผู้ไม่เข้าใจพยาบาล 5 อย่าง คือ
1. เป็นผู้ไม่สามารถประกอบยา
2. ไม่รู้จักของแสลงและไม่แสลง
3. พยาบาลไข้เห็นแก่อามิสไม่มีจิตเมตตา
4.เป็นผู้เกลียดที่จะนำ อุจจาระ ปัสสาวะ เขฬะ(เสลด)หรือของอาเจียนออกไป
5. เป็นผู้ไม่สามารถจะชี้แจงให้คนไข้เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถาทุกเมื่อ


และได้ตรัสถึง องค์ของภิกษุผู้เข้าใจพยาบาล 5 อย่าง คือ
1.เป็นผู้สามารถประกอบยา
2. รู้จักของแสลงและไม่แสลง
3. มีจิตเมตตาพยาบาลไข้ไม่เห็นแก่อามิส
4.เป็นผู้ไม่เกลียดที่จะนำอุจจาระ ปัสสาวะ เขฬะ(เสลด) หรือของอาเจียนออกไปเสีย
5.เป็นผู้สามารถที่จะชี้แจงให้คนไข้เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา ในกาลทุกเมื่อ
"ปฏิปุจฉาวินีตา ปริสา โน อุกกาจิตวินีตา"  

5

กระทู้

0

เพื่อน

141

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
69
ความดี
37
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-6-2016
โพสต์เมื่อ 19-11-2015 09:51:49 |ดูโพสต์ทั้งหมด
สรณ ตอบกลับเมื่อ 18-11-2015 23:55
นำพระสูตรมาฝากครับ...

ท่าน สรณ กระผมขอแหล่งที่มาของพระสูตรนี้หน่อยได้ไหมครับ เพราะพระสูตรนี้ผมไม่เคยอ่านเลย จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

25

กระทู้

0

เพื่อน

980

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
530
ความดี
236
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-3-2019
โพสต์เมื่อ 19-11-2015 10:27:38 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แค่สงสัย
การปรุงยาที่กล่าวมาเป็นเดรัจฉานวิชา
ไม่จะปรุงยาให้โยม หรือปรุงยาให้พระ ยังเป็นเดรัจฉานวิชา หรือไม่
หรือ ถ้าปรุงยาดังกล่าวให้โยมเป็นเดรัจฉานวิชา หรือไม่
หรือ ถ้าปรุงยาดังกล่าวให้โยมไม่เป็นเดรัจฉานวิชา หรือไม่
ศีลข้อนี้กล่าวถึงเดรัจฉานวิชา ไม่ให้ทำ ไม่ให้ศึกษา หรือไม่ เป็นเหตุขวางกันมรรคผล
หรือ ถ้าผู้ได้เป็นมรรคผลแล้วทำผิดหรือไม่ ไม่ได้ขวางกันมรรคผล
ถ้าไม่เจตนา เพื่อเลี้ยงชีพ ผิดศีล หรือไม่ ถ้าว่าไม่ผิดแสดงว่า ทำเดรัจฉานวิชาได้ใช่ไหม
ถ้าว่าผิดการที่ปรุงยาดังกล่าวให้ภิกษุ ผิดไปด้วย หรือไม่ นี้เป็นเดรัจฉานวิชา หรือมีข้อยกเว้น หรือไม่
ก็สงสัย เดรัจฉานวิชา ใช้ได้แค่ไหน หรือใช้ไม่ได้  

0

กระทู้

18

เพื่อน

3393

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
1
สตางค์
3284
ความดี
35
ชื่อเสียง
6
ล่าสุด
9-7-2017
โพสต์เมื่อ 19-11-2015 13:05:53 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๕
วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๒
หน้าที่ ๑๗๘  ข้อที่ ๑๖๖  เรื่องพระอาพาธโรคท้องร่วงครับ

"ปฏิปุจฉาวินีตา ปริสา โน อุกกาจิตวินีตา"  

5

กระทู้

0

เพื่อน

141

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
69
ความดี
37
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-6-2016
โพสต์เมื่อ 19-11-2015 16:07:38 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เค เมื่อ 19-11-2015 16:08
สรณ ตอบกลับเมื่อ 19-11-2015 13:05
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๕
วินัยปิฎก มหาว ...

เรื่องพระอาพาธโรคท้องร่วงครับ ในพระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย)  เล่มที่ ๕
วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๒  หน้าที่ ๑๗๘  ข้อที่ ๑๖๖

ผมเอาไปค้นหาจาก พุทธวจน ปิฎก ไม่เจอนะครับ มันเป็นเรื่องแต่ใหม่หรือเปล่าครับ ถ้าเป็นเรื่องแต่งใหม่ผมก็ขอไม่พูดถึงนะครับ

แสดงความคิดเห็น

สรณ  {:1_1:}  โพสต์เมื่อ 19-11-2015 19:58

18

กระทู้

0

เพื่อน

502

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
375
ความดี
71
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
20-8-2019
โพสต์เมื่อ 13-3-2019 16:03:28 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ทางโลกมีกฏหมายทางโลก
ทางธรรมก็มีธรรมวินัยบัญญัติ
ส่วนนักบวชห่มเหลืองที่ประพฤผิดธรรมวินัยก็ควรลาสิกขาไปปรุงยาขายเถอะ อย่ามาอ้างว่าช่วยชีวิตอย่ามาอ้างว่าได้บุญ เพราะมันขัดกับธรรมวินัยที่ตถาคตบัญญัติ อ้างข้างๆคู จะเห็นถึงปัญญาน่ะครับว่า มั่วๆเอาตามใจตัวเอง
[url=http://www.facebook.com/profile.php?id=100003031689314]http://www.facebook.com/profile.php?id=1
12
กลับไป ตั้งกระทู้ใหม่
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 20-8-2019 19:36 , Processed in 0.108927 second(s), 22 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน