กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 3256|ตอบกลับ: 18

เดรัจฉานวิชา ไม่ใช่สิ่งไม่ดี

[คัดลอกลิงก์]

5

กระทู้

0

เพื่อน

141

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
69
ความดี
37
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-6-2016
โพสต์เมื่อ 11-11-2015 12:33:50 |ดูโพสต์ทั้งหมด
จากที่กระผมนั้งอ่านพระสูตร เกียวกับเดรัจฉานวิชานั้น

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชา
เห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็น
ศีลของเธอประการหนึ่ง.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉัน
โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน
ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน
ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธี
ปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์
ทำพิธีบูชาไฟ รุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาแก้ลมตีขึ้น
เบื้องบน ปรุงยาแก้ลมตีลงเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ
หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทาให้กัด
ปรุงยาทาให้สมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา
ชะแผล.


      จะเห็นได้สิ่งพวกนี้เป็นวิชาเกียวกับการแพทย์ มีคุณประโยชน์มากมาย แต่สิ่งที่พระองค์ตรัสห้ามคือห้ามพระสงฆ์ที่เข้ามาบวชในศาสนาของพระองค์และผู้ที่ต้องการหลดพ้นในการเวียนว่ายตายเกิด ศึกษาและเข้าไปข้องเกียว เพราะมันเป็นวิชาทางโลก มันไม่มีประโยชน์ต่อการหลดพ้น หากใครยังไม่แสวงหาการหลดพ้นยังอยากเวียนว่ายตายเกิด ก็ศึกษาได้

ไม่แน่ใจว่ากระผมเข้าใจตามนี้จะเป็นการถูกต้องไหมครับ

25

กระทู้

0

เพื่อน

980

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
530
ความดี
236
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-3-2019
โพสต์เมื่อ 13-11-2015 00:21:55 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย qqqqq เมื่อ 13-11-2015 00:28

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว
ข้อนี้ ปาจิตตี
ไม่ควรทำ หรือไม่ ถ้ามี อุบาสก อุบาสิกา มาวัดแล้ว ปวดท้องบ้าง ปวดหัวบ้าง ไม่ควรปรุงยาให้โยมเขา แม้จะรู้วิธิปรุงยาทำให้หายได้ ควรเห็นแต่สักว่าเห็น แล้วไปโยมไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว ไม่เช่นนั้นอาจจะเข้าข่ายผิดศึลข้อนี้
หรือไม่
พระที่ช่วยปรุงยาให้ช่วยเหลือคนยากไร้ หรือป่วยระยะสุดท้ายก็ผิดข้อนี้หรือไม่ หรือให้พระนั่งดูป่วยปริบๆ ดูคนทุกข์ ดูคนปวดเวทนา พระคงพิจารณาจิต พิจารณาธรรมะของผู้ป่วยได้ดีนักแล หรือไม่
หรือเข้าใจผิดไปเอง ถ้าทำด้วยเมตตาแล้วผิดหรือไม่ ก็ไม่ได้เพื่อเลี้ยงชีพ

หรือพระต้องเทศนา โปรด โยมที่ป่วย
อยู่ในอาปานสตินะ เดียวเวทนาก็หาย
อยู่ในอาปานสตินะ เดียวทุกข์ก็หาย


33

กระทู้

1

เพื่อน

2299

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1203
ความดี
563
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-8-2018
โพสต์เมื่อ 13-11-2015 09:24:28 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์  เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว
บุคคลเมื่อเกิดมาแล้ว จะรักษาหรือไม่รักษาในสิ่งอันปัจจัยปรุ่งแต่งแล้ว ย่อมมีความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นธรรมดา ไม่ก้าวล่วงจากความตายไปได้เลย  ควรหรือหนอที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้  จะเป็นผู้ประพฤติเพื่อความเกิด เพื่อความแก่  เพื่อความเจ็บ  เพื่อความตาย เป็นผู้ไม่ก้าวล่วงจากความตายไปได้..

บุคคลในธรรมวินัยนี้  ควรเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์  เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพเห็นปานนี้เสียแล้ว  บุคคลเมื่อเกิดมาแล้ว จะร่ำรวยหรือยากจน จะรักษาหรือไม่รักษาในสิ่งอันปัจจัยปรุ่งแต่งแล้ว ย่อมมีความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นธรรมดา ไม่ก้าวล่วงจากความตายไปได้เลย  ควรหรือหนอที่บุคคลในธรรมวินัยนี้  จะเป็นผู้ประพฤติเพื่อความเกิด เพื่อความแก่  เพื่อความเจ็บ  เพื่อความตาย เป็นผู้ไม่ก้าวล่วงจากความตายไปได้..

0

กระทู้

18

เพื่อน

3393

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
1
สตางค์
3284
ความดี
35
ชื่อเสียง
6
ล่าสุด
9-7-2017
โพสต์เมื่อ 14-11-2015 00:53:35 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขออนุญาตเจ้าของกระทู้นี้นะครับ เพื่อสอบถามเพิ่มเติมประเด็นที่เนื้อหาต่อเนื่องกัน

แล้วถ้าหากว่า กระทำโดยจิตเมตตาอย่างบริสุทธิ์ใจ มิได้ทำเพื่อเลี้ยงชีพ หรือหวังสิ่งตอบแทนล่ะครับ?
"ปฏิปุจฉาวินีตา ปริสา โน อุกกาจิตวินีตา"  

5

กระทู้

0

เพื่อน

141

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
69
ความดี
37
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-6-2016
โพสต์เมื่อ 14-11-2015 12:56:45 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เค เมื่อ 14-11-2015 14:06

ภิกษุทั้งหลาย !  สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้
เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก
ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ
เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นอย่างไร
น้ำตาที่หลั่งไหลของพวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญร้องไห้อยู่
เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ
โดยกาลนานนี้ กับน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ สิ่งไหนจะมากกว่ากัน.


ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  
พวกข้าพระองค์ย่อมทราบธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า
น้ำตาที่หลั่งไหลออกของพวกข้าพระองค์
ผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญร้องไห้อยู่
เพราะการประสบสิ่งที่ไม่พอใจ
เพราะการพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ โดยกาลนานนี้แหละ
มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย.

ภิกษุทั้งหลาย !  สาธุ สาธุ พวกเธอทราบธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ ถูกแล้ว
น้ำตาที่หลั่งไหลออกของพวกเธอ ผู้ท่องเที่ยวไปมา ...
โดยกาลนานนี้แหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย
พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของมารดา ตลอดกาลนาน  
น้ำตาที่หลั่งไหลออกของพวกเธอ
ผู้ประสบมรณกรรมของมารดา คร่ำครวญร้องไห้อยู่
เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละ
มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย

...พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของบิดา ...
ของพี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว ... ของบุตร ... ของธิดา ...
ความเสื่อมแห่งญาติ ... ความเสื่อมแห่งโภคะ ...
...พวกเธอได้ประสบความเสื่อมเพราะโรค ตลอดกาลนาน


น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น
ผู้ประสบความเสื่อมเพราะโรค คร่ำครวญร้องไห้อยู่
เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ
นั่นแหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย.

   ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?
เพราะเหตุว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้
เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก
ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ
สัตว์เหล่านั้นได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน
ความพินาศได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้าตลอดกาลนานเหมือนฉะนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย !  
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ก็พอแล้วเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง
พอแล้วเพื่อจะคลายกำหนัด พอแล้วเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้.

-บาลี นิทาน. สํ. ๑๖/๒๑๓/๔๒๕

จากพระสูตรที่กระผมยกมานั้น แม้แต่ บิดา มารดา ญาติพี่น้อง ท่านก็ยังให้ปลง(แล้วคนอื่นละใยจะไปสนใจให้จิตตัวเองไปข้องแวะ) ในสังขารที่มันไม่เทียง เรานี้เกิดมาแล้วเจอมาแล้วไม่รู้เท่าไร เมื่อพระภิกษุท่านบวชมาเพื่อสละแล้วซึ่งเรื่องทางโลก เรื่องซึ่งจะทำให้จิตในไม่หลดพ้น ใยต้องไปห่วงใยชีวิตอื่นๆในโลกอีกเล่า ทุกชีวิตจะต้องมีความแก่ จะต้องเจอความเจ็บ ไม่ช้าก็ไวไม่ใช่เหรอ ถ้าหากจะกล่าวว่า ให้พระทำเพื่อ ด้วยเมตตา ไม่ถูกต้อง

5

กระทู้

0

เพื่อน

141

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
69
ความดี
37
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-6-2016
โพสต์เมื่อ 14-11-2015 13:55:02 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เค เมื่อ 14-11-2015 14:51

จุดโพกัส อยู่ตรงสิ่งที่พระพุทธองค์บอกว่า สิ่งเหล่านี้เป็น เดรัจฉานวิชา ให้พระภิกษุล เพราะมันเป็นวิชาของปุถุชนคนที่ยังต้องการเวียนว่ายตายเกิด หากจะบอกว่า พระภิกษุท่านรู้วิชาแพทย์(วิชาที่รู้ก่อนจะมาเป็นภิกษุ) แล้วทำไมไม่ใช้ช่วยเหลือผู้คน การช่วยเหลือทางการแพทย์นั้นช่วยได้จริงเหรอ เพราะช่วยไปแล้วทำให้เขา หายจากการเจ็บป่วยตลอดชีวิตไหม ช่วยให้เขาไม่ตายได้ไหม กรรมและภพ หากใครได้ฟังจากพระสูตรอื่น เกิดขึ้นจาก ผัสสะ หากจะดับกรรมและภพ จะต้องดับ ผัสสะ เมื่อเห็น เมื่อได้ยิน เมื่อรับรส ให้รีบปล่อยว่าง จึงเป็นจุดเชือมมายังอีกพระสูตรหนึ่งของพระองค์ที่บอกว่า ให้ภิกษุทำให้เนื่องๆ ทำให้มาก ปฎิบัติให้มาก (อานาปานสติ )เพื่อให้จิตอยู่กับกาย ไม่ให้มันไปเกาะในขันธ์ตัวอื่น เมื่อภิกษุทำเนื่องๆ ทำมากๆ แต่ อานาปานสติ ภพและกรรม ที่จะเกิดขึ้น จึงเป็นกรรมไม่ดำไม่ขาว เป็นกรรมเพื่อความหลุดพ้น

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 14-11-2015 14:25:40 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ปุจฉา
จะเห็นได้สิ่งพวกนี้เป็นวิชาเกียวกับการแพทย์ มีคุณประโยชน์มากมาย
แต่สิ่งที่พระองค์ตรัสห้ามคือห้ามพระสงฆ์ที่เข้ามาบวชในศาสนาของพระองค์
และผู้ที่ต้องการหลดพ้นในการเวียนว่ายตายเกิด
ศึกษาและเข้าไปข้องเกียว เพราะมันเป็นวิชาทางโลก
มันไม่มีประโยชน์ต่อการหลดพ้น
หากใครยังไม่แสวงหาการหลดพ้นยังอยากเวียนว่ายตายเกิด ก็ศึกษาได้

ไม่แน่ใจว่ากระผมเข้าใจตามนี้จะเป็นการถูกต้องไหมครับ

--------------------------------------------------------------------------------------
สากัจฉา :
การบวชเข้ามาในศาสนาของพระโคดมของบุคคลใดนั้น พระองค์ทรงตรัสว่า
เพราะเหตุที่เขาเหล่านั้นเป็นผู้ถูกหยั่งเอาแล้ว โดยความเกิด ความแก่ ความตาย
ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจทั้งหลาย
เป็นผู้อันความทุกข์หยั่งเอาแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว
ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฏแก่เรา
ผู้ที่เห็นโทษภัยแห่งสังสารวัฏอยู่อย่างนี้ ย่อมจะประพฤติประโยชน์แห่งสมณะอันตนได้แล้วนี้ให้บริบูรณ์
เพราะการบวชเข้ามานี้ ก็เพื่อให้รู้ยิ่ง รอบรู้ ในเหตุแห่งทุกข์ นั่นเอง
ภิกขุผู้บวชเข้ามาแล้วพึงมีสัญญาในความเป็นสมณะ
และมีกิจของสมณะที่พึงกระทำด้วยการพิจารณาอยู่เนืองๆ มีตรัสไว้ส่วนหนึ่งว่า
บัดนี้ เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว ควรมุ่งหน้าไปในกิจแห่งวิเวกธรรม ปรารภความเพียร
เพื่อให้ถึงถึงในสิ่งที่ยังไม่ถึง ให้บรรลุในสิ่งที่ยังไม่บรรลุ และให้รู้แจ้งในสิ่งที่ยังไม่รู้แจ้ง
อันอาศัยประโยชน์แห่งสมณะด้วยอาการเป็นไปอย่างนี้

5

กระทู้

0

เพื่อน

141

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
69
ความดี
37
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-6-2016
โพสต์เมื่อ 14-11-2015 14:44:07 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เค เมื่อ 14-11-2015 14:59
qqqqq ตอบกลับเมื่อ 13-11-2015 00:21
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจ ...

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว
ข้อนี้ ปาจิตตี
ท่านกล่าวผิดแล้ว

ไม่ควรทำ หรือไม่ ถ้ามี อุบาสก อุบาสิกา มาวัดแล้ว ปวดท้องบ้าง ปวดหัวบ้าง ไม่ควรปรุงยาให้โยมเขา แม้จะรู้วิธิปรุงยาทำให้หายได้ ควรเห็นแต่สักว่าเห็น แล้วไปโยมไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว ไม่เช่นนั้นอาจจะเข้าข่ายผิดศึลข้อนี้
หรือไม่
ท่านอาจจะยึดหรือฟังพระสูตรที่ไม่ใช่ของ พุทธวจนมานาน ท่านจึงตีความโยงพระสูตรไม่ถูก ท่านจึงคิดว่าพระภิกษุเห็นชาวบ้านทำนาอยู่เดินไปเห็นก็ต้องให้ลงไปช่วย เห็นคนชราเดินอยู่ก็ต้องเดินจูง(ผยุง)ไปส่งถึงบ้าน วิชาการแพทย์นั้นไม่ใช่วิชาที่ภิกษุต้องใช่เพื้อการหลุดพ้น ดังนั้น จึงห้ามพระภิกษุ

พระที่ช่วยปรุงยาให้ช่วยเหลือคนยากไร้ หรือป่วยระยะสุดท้ายก็ผิดข้อนี้หรือไม่ หรือให้พระนั่งดูป่วยปริบๆ ดูคนทุกข์ ดูคนปวดเวทนา พระคงพิจารณาจิต พิจารณาธรรมะของผู้ป่วยได้ดีนักแล หรือไม่
หรือเข้าใจผิดไปเอง ถ้าทำด้วยเมตตาแล้วผิดหรือไม่ ก็ไม่ได้เพื่อเลี้ยงชีพ
เหตุที่ท่านยกมานั้นล่วนแต่เป็นกิจของฆารวาสทั้งสิ้น มันไม่ใช่กิจของสงฆ์ เหตุนี้เราจึงต้องศึกษาพุทธวจน (คำของตถาคต) ถ้าให้สงฆ์ทำตามที่ท่านกล่าว สงฆ์จะปฎิบัติตนผิดตามกิจของสงฆ์

หรือพระต้องเทศนา โปรด โยมที่ป่วย ตอบ ถูกต้องแล้ว เทศนาให้เขาปล่อยว่างในสังขารให้เห็นว่ามันไม่เทียง เข้าจะได้ไม่ลงนรก
อยู่ในอาปานสตินะ เดียวเวทนาก็หาย ตอบ ถ้าเวทนาตัวนี้ท่านหมายถึงความเจ็บปวดในโรค  อานาปานสติ ไม่ได้ทำให้หายปวดจากโรค แต่ทำให้เขาไม่เอาจิตไปติดในความเจ็บปวด ให้เอาจิตไปไว้กับลมหายใจ เมื่อเขาเสียชีวิตจิตจะได้ไม่เกาะในอกุศลกรรม
อยู่ในอาปานสตินะ เดียวทุกข์ก็หาย ตอบ ท่านต้องอ่านพระสูตรให้เยอะจะได้รู้ ทุกข์นั้นดับได้ด้วย อานาปานสติ

25

กระทู้

0

เพื่อน

980

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
530
ความดี
236
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-3-2019
โพสต์เมื่อ 14-11-2015 21:47:50 |ดูโพสต์ทั้งหมด
"ให้เอาจิตไปไว้กับลมหายใจ เมื่อเขาเสียชีวิตจิตจะได้ไม่เกาะในอกุศลกรรม
อยู่ในอาปานสตินะ เดียวทุกข์ก็หาย ตอบ ท่านต้องอ่านพระสูตรให้เยอะจะได้รู้ ทุกข์นั้นดับได้ด้วย อานาปานสติ"
ผู้ทำได้ก็ดี
พระตถาคตป่วย ชีวกโกมารภัจจ์ รักษากีครั้ง
ผู้ป่วยสมัยนี้ ต้องอยู่ใน  อานาปานสติ เพื่อ บรรเทาการเจ็บป่วย ถ้าทำได้อย่างนี้ ความเห็นส่วนตัวดีมาก ไม่ต้องใช้ยา ประหยัดค่ารักษา
แค่สงสัย

0

กระทู้

18

เพื่อน

3393

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
1
สตางค์
3284
ความดี
35
ชื่อเสียง
6
ล่าสุด
9-7-2017
โพสต์เมื่อ 15-11-2015 03:30:15 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ผมเห็นแบบนี้ครับ หากไม่ตรงอย่างไร ท่านผู้รู้กรุณาช่วยปรับทิฏฐิให้ด้วยครับ

1). ผมไม่เคยเห็นท่านทรงสอนว่าไม่ให้ทำทาน หรือไม่ให้เมตตาต่อสัตว์ทั้งหลายเลยครับ ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ
เช่น "… ดูกรวัจฉะ ก็เราพูดเช่นนี้ว่าผู้ใดสาดน้ำล้างภาชนะ หรือน้ำล้างขันไป
แม้ที่สัตว์ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ่อน้ำคลำ หรือที่บ่อโสโครกข้างประตูบ้านด้วยตั้งใจว่าสัตว์ที่อาศัยอยู่ใน
ที่นั้นจงยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยสิ่งนั้นเถิด ดังนี้ ดูกรวัจฉะเรากล่าวกรรมซึ่งมีการราดน้ำล้าง
ภาชนะนั้นเป็นเหตุว่า เป็นที่มาแห่งบุญ จะป่วยกล่าวไปไยถึงในสัตว์มนุษย์เล่า…"


2). แล้วพระสูตรนี้ จะอธิบายว่าอย่างไรครับ ถือว่าเป็นการ “ปรุงยาตา” หรือไม่
"... ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงทำลายบาตรไม้นั่น บดให้ละเอียด ใช้เป็นยา
หยอดตาของภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุไม่พึงใช้บาตรไม้ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฎ ฯ..."
ผมเข้าใจว่าเป็นการ “ปรุงยาตา” ชัดเจนครับ ซึ่งเป็นเดรัจฉานวิชา แน่ๆ แต่ทำไมถึงสามารถกระทำได้ ก็เพราะว่าไม่เข้าองค์ประกอบตามข้อ. 3. ครับ

3). พระสูตรนี้มีองค์ประกอบอยู่ 2 ประการ
     1. มีการกระทำมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชา
     2. เป็นการกระทำเพื่อเลี้ยงชีวิต
หากไม่เข้าเงื่อนไขครบทั้ง 2 ประการ ก็ไม่น่าจะเป็นอาบัตินะครับ


เดรัจฉานวิชา ไม่ใช่สิ่งที่ภิกขุควรศึกษาเล่าเรียน หรือเป็นกิจที่ทำเป็นอาจิณครับ
แต่หากมีเหตุปัจจัยเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา แล้วเมตตาช่วยเหลือได้ มันก็เป็นการทำทานอย่างหนึ่ง ที่ควรจะหยิบฉวยไว้เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลกที่ยังเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ไม่ใช่หรือครับ
สุดท้าย มันก็ขึ้นอยู่กับเจตนาล่ะครับว่า เจตนาที่กระทำแท้จริงคืออะไร กรรมก็ตามนั้นครับ
"ปฏิปุจฉาวินีตา ปริสา โน อุกกาจิตวินีตา"  
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 17-10-2019 04:40 , Processed in 0.184938 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน