กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 1471|ตอบกลับ: 11

สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ และ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ต่างกันอย่างไร

[คัดลอกลิงก์]

99

กระทู้

6

เพื่อน

5138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3644
ความดี
795
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
13-12-2018
โพสต์เมื่อ 6-11-2015 23:29:29 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๕
๗. ธาตุสูตร
        [๒๒๒] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็น
พระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิพพาน
ธาตุ ๒ ประการนี้ ๒ ประการเป็นไฉน คือ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑ อนุปาทิเสสนิพพาน
ธาตุ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สอุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระ
อรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว มีประโยชน์
ของตนอันบรรลุแล้ว มี  สังโยชน์ในภพนี้สิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุนั้น
ย่อมเสวยอารมณ์ทั้งที่พึงใจและไม่พึงใจ ยังเสวยสุขและทุกข์อยู่ เพราะความที่อินทรีย์ ๕เหล่า
ใดเป็นธรรมชาติไม่บุบสลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่นั่นเทียวดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ ของภิกษุนั้น นี้เราเรียก
ว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ดูกรภิกษุทั้งหลายก็อนุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นไฉน ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้
แล้ว มีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้ว มีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดย
ชอบเวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละของภิกษุนั้น เป็นธรรมชาติอันกิเลสทั้งหลายมีตัณหาเป็น
ต้นให้เพลิดเพลินมิได้แล้ว จัก (ดับ) เย็น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า อนุปาทิเสส
นิพพานธาตุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้แล ฯ
        พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์
ดังนี้ว่า
        นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้ พระตถาคต ผู้มีจักษุผู้อันตัณหาและทิฐิไม่
        อาศัยแล้ว ผู้คงที่ประกาศไว้แล้ว อันนิพพานธาตุอย่างหนึ่งมีในปัจจุบัน
        นี้ ชื่อว่าสอุปาทิเสส เพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ ส่วนนิพพาน
        ธาตุ (อีกอย่างหนึ่ง) เป็นที่ดับสนิทแห่งภพทั้งหลายโดยประการทั้งปวง
        อันมีในเบื้องหน้าชื่อว่าอนุปาทิเสส ชนเหล่าใดรู้บทอันปัจจัยไม่ปรุง
        แต่งแล้วนี้มีจิตหลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ ชน
เหล่านั้นยินดีแล้วในนิพพานเป็นที่สิ้นกิเลสเพราะบรรลุธรรมอันเป็น
        สาระ เป็นผู้คงที่ ละภพได้ทั้งหมด ฯ
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ
         จบสูตรที่ ๗

-------------------------------
ขอแสดงความเห็นครับ
สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ยังมี สุขเวทนา และทุกขเวทนา (ทั้งทางกายและใจ) แต่ไม่เลยไปถึงตัณหา(ในสายปฏิจสมุปบาท)

อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ตั้งอยู่ใน อทุกขมสุขเวทนา ตลอด (ยังไม่เลยไปถึงอุเบกขา เพราะยังมีผัสสะกระทบอยู่ ผัสสะยังไม่ดับขณะยังมีชีวิต)

หากมีความเห็นผิดเข้าใจผิด กรุณาชี้แนะด้วยนะครับ ขอบคุณครับ


2

กระทู้

19

เพื่อน

3350

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3267
ความดี
41
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
1-11-2018
โพสต์เมื่อ 7-11-2015 00:14:31 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เข้ามาเก็บความรู้เพิ่มครับ ขอบคุณครับ

แสดงความคิดเห็น

อัครา  อย่าเพิ่งเชื่อตามความเห็นนะครับ อ่านพระสูตรทำความเข้าใจเอาเองครับ  โพสต์เมื่อ 7-11-2015 07:19

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5776
ความดี
3495
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-12-2018
โพสต์เมื่อ 7-11-2015 09:40:45 |ดูโพสต์ทั้งหมด
นิพพานธาตุ คือ ความดับ ความสงบเย็น ของธาตุอันพ้นแล้วจากตัณหาคือสังโยชน์ ของผู้เป็นอรหันต์
แบ่งได้เป็น ความดับเย็น ๒ ลักษณะ คือ  สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ และ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ซึ่งทั้งสองนิพพานธาตุนี้ ถึงซึ่งความดับไปแห่งตัณหา มีอันไม่ทำภพใหม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปได้อีก
แต่เพราะแม้กายยังไม่แตกดับไป ความเป็นอรหันต์นั้นยังคงมีอายตนะคือ
สฬายตนะ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
เพราะความปรากฏของสฬายตนะอันเกิดจากนามรูปเป็นปัจจัย ย่อมมีผัสสะ
ผัสสะจึงมีเหตุเกิดขึ้นเพราะนามรูป
และเมื่อนามรูปมี วิญญาณย่อมมี เพราะวิญญาณมี นามรูปก็ย่อมมี
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาย่อมมี
ได้แก่สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนาอันเกิดมีขึ้นเพราะผัสสะเป็นที่ตั้งนั้น
เวทนาเหล่านั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับสงบลงไป เพราะความที่ฉันทราคะในสิ่งเหล่านั้นได้ถูกทำลายแล้ว
เครื่องนำไปสู่ภพใหม่ อันได้แก่ ฉันทราคะ นันทิ ตัณหา และอุปาทานย่อมไม่มี ภพย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์
นี้เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ

สตตวิหารธรรม ทั้งหลาย ๖ ประการ ที่เกิดขึ้นจากผัสสายตนะ ๖ ของพระอรหันต์นั้นมีอยู่
เมื่อมีผัสสะแล้ว ย่อมเสวยเวทนา แต่เพราะความรู้ยิ่ง รอบรู้ซึ่งเวทนาทั้งหลายเหล่านี้แล้ว
อันได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา
เพราะแม้ในอทุกขมสุขเวทนา อันพระภูริปัญญาพุทธเจ้าก็ทรงตรัสว่า
เป็นธรรมอันสงบ รำงับ แต่หากยังมีอุปาทานในอทุกขมสุขเวทนา ก็หาพ้นไปจากทุกข์ได้ไม่
เพราะอาศัยผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนาย่อมดับไป
ต่อนั้นสิ่งที่เหลืออยู่คือ อุเบกขาอันบริสุทธิ์ ผ่องใส
เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ อยู่อุเบกขาด้วยสติและสัมปชัญญะ นี้เป็นสตตวิหารธรรม ทั้งหลาย ๖ ประการของพระอรหันต์
เมื่อเสวยซึ่งเวทนามีกายเป็นที่สุดรอบอยู่
ย่อมรู้ชัดว่าเราเสวยซึ่งเวทนามีกายเป็นที่สุดรอบอยู่
เมื่อเสวยซึ่งเวทนามีชีวิตเป็นที่สุดรอบอยู่
ย่อมรู้ชัดว่าเราเสวยซึ่งเวทนามีชีวิตเป็นที่สุดรอบอยู่
เธอย่อมรู้ชัดว่า“เวทนาทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว
จักเป็นของเย็นในอัตภาพนี้นั่น
จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต เพราะการแตกทำลายแห่งกาย ดังนี้
นี้เรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ

แสดงความคิดเห็น

อัครา  ขอบคุณครับ  โพสต์เมื่อ 7-11-2015 15:57

99

กระทู้

6

เพื่อน

5138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3644
ความดี
795
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
13-12-2018
โพสต์เมื่อ 8-11-2015 00:30:20 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย อัครา เมื่อ 8-11-2015 01:35


ขอแก้ความเห็นของตัวเองครับ

1สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ยังเสวยสุขและทุกข์อยู่
   "เพราะความที่อินทรีย์ ๕เหล่าใดเป็นธรรมชาติไม่บุบสลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่ "
    อินทรีย์5 ในที่นี้คือ จักขุนทรีย์ ๑ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ๑ ชิวหินทรีย์ ๑ กายินทรีย์ ๑
อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบเวทนาทั้งปวง  ก็ยังเสวยสุข ทุกข์ ได้อยู่ แต่ไม่เพลิดเพลิน เลย
2  สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ไม่มีคำว่า "(ดับ) เย็น"
    อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ มีคำว่า "(ดับ) เย็น"

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิด กรุณาชี้แนะด้วยครับ ขอบคุณครับ

99

กระทู้

6

เพื่อน

5138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3644
ความดี
795
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
13-12-2018
โพสต์เมื่อ 8-11-2015 01:26:04 |ดูโพสต์ทั้งหมด
...............

32

กระทู้

2

เพื่อน

3138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
2361
ความดี
403
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-11-2018
โพสต์เมื่อ 8-11-2015 10:04:47 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แสดงความเห็นนะครับ
  
       อนุปาเสสนิพพาน ดับที่เวทนา ดับเย็น( ไม่ทุกข์ ไม่สุข ไม่เฉยๆ)
       สอุปาเสสนิพาน ดับที่ตัณหา (ราคะ โทสะ โมหะ)ไม่มีภพอีกต่อไป

แสดงความคิดเห็น

อัครา  ขอบคุณครับ  โพสต์เมื่อ 8-11-2015 17:22
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ ...

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5776
ความดี
3495
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-12-2018
โพสต์เมื่อ 8-11-2015 10:12:35 |ดูโพสต์ทั้งหมด
1สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ยังเสวยสุขและทุกข์อยู่
   "เพราะความที่อินทรีย์ ๕เหล่าใดเป็นธรรมชาติไม่บุบสลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่ "
     อินทรีย์5 ในที่นี้คือ จักขุนทรีย์ ๑ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ๑ ชิวหินทรีย์ ๑ กายินทรีย์ ๑


-------------------------------------
คำว่าหลุดพ้นเพราะรู้โดยชอบ หมายถึง รู้ยิ่ง รอบรู้ ในขันธ์ที่เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน แล้ว ไม่ถือมั่นโดยความเป็นตัวตน เห็นด้วยปัญญาในธรรมลักษณะทั้งหลายที่ปรากฏโดยความเป็นประการอื่น เพราะธรรมทั้งหลายอันเกิดจากผัสสะถึงการประชุมลงที่เวทนา เมื่อจะเสวยเวทนาที่เป็นสุข,เป็นทุกข์ หรือ ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข ก็เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เห็นโดยความเป็นนิพพิทา และสลัดคืนได้


อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบเวทนาทั้งปวง  ก็ยังเสวยสุข ทุกข์ ได้อยู่ แต่ไม่เพลิดเพลิน เลย

--------------------------------------
เมื่อพระอรหันต์ที่กายยังไม่แตกทำลายไป ยังมีรูปทั้งหลายที่จะพึงเห็นได้ด้วยจักขุ พึงรู้แจ้งด้วยจักขุวิญญาณ เป็นต้น ผัสสะย่อมมีเพราะการประชุมพร้อมในธรรมทั้ง ๓ เพราะมีผัสสะ ย่อมมีเวทนา เวทนาอันใดที่เสวยแล้วข้างต้น (เวทนา ๓ คือ สุข ทุกข์  และ อทุกขมสุข) เมื่อเห็นด้วยปัญญาตามที่เป็นจริงแล้วจะเป็นผู้อยู่อุเบกขา ( อุเบกขาไม่ประกอบด้วยอามิส ที่ยิ่งกว่าไม่
ประกอบด้วยอามิส) เพื่อ สติ สัมปชัญญะ และความเป็นผู้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน การดับเย็นของเวทนา มีในขั้นตอนนี้ จวนจบที่สุดรอบแห่งกาย เพราะการแตกทำลาย

2  สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ไม่มีคำว่า "(ดับ) เย็น"

-----------------------
เพราะอยู่ในขั้นตอนแห่งการเห็นตามความที่เป็นจริงด้วยปัญญา เพราะรู้ชอบแล้ว เบื่อหน่ายในเวทนาอันตนได้เสวยจากผัสสายตนะ ๖ จึงไม่ถือมั่น
   
    อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ มีคำว่า "(ดับ) เย็น"
-----------------------
เพราะเมื่อไม่ถือมั่น จากการรู้ยิ่ง เพราะรู้ยิ่งจึงรอบรู้ในเวทนา ๓ เวทนาทั้งหลายเหล่านั้นอันตนไม่เพลิดเพลินแล้วจะเป็นของเย็นไปในอัตภาพ เหลือไว้แต่อุเบกขา จนกระทั่งที่สุดรอบแห่งกายเพราะการแตกทำลายไป

แสดงความคิดเห็น

อัครา  ขอบคุณครับ  โพสต์เมื่อ 8-11-2015 17:23

99

กระทู้

6

เพื่อน

5138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3644
ความดี
795
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
13-12-2018
โพสต์เมื่อ 16-5-2018 10:14:07 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย อัครา เมื่อ 16-5-2018 10:23

ขอแสดงความคิดเห็นครับ
1.สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ - อรหันต์ ยังไม่ตาย
" เพราะความที่อินทรีย์ ๕เหล่าใดเป็นธรรมชาติไม่บุบสลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่นั่นเทียว"
1.1 ยังไม่ตาย ย่อมมีผัสสะ มีผัสสะย่อมมีเวทนา (อย่างน้อยก็อุเบกขาเวทนา)
1.2 พระอานนท์เคยเห็นพระพุทธเจ้ายิ้ม (แสดงว่ามีเวทนา) 13/403

2.อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ - อรหันต์ ตายแล้ว
"เวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละของภิกษุนั้น เป็นธรรมชาติอันกิเลสทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้นให้เพลิดเพลินมิได้แล้ว จัก (ดับ) เย็น"
เวทนาทั้งปวง ที่มีในอัตภาพนี้ (ชีวิตตอนเป็นอรหันต์) จะดับเย็น - เวทนาดับเย็น (ไม่มี) ในอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ --> ตายแล้ว

เวทนาไม่มีในอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เพราะไม่มีตั้งแต่สังขารทั้งหลายแล้ว
ไม่มีสังขาร ก็ไม่มีวิญญาณ - นามรูป -สฬายตนะ- ผัสสะ -เวทนา

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

99

กระทู้

6

เพื่อน

5138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3644
ความดี
795
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
13-12-2018
โพสต์เมื่อ 23-5-2018 21:00:57 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๘
[๓๘๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน ใกล้เมือง
เวสาลี ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จเข้าไปยังศาลาคน
ไข้ แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้  ครั้นแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ รอกาลเวลา นี้เป็นคำเราสั่งสอนพวกเธอ ฯ
....
[๓๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติ มีสัมปชัญญะ เป็นผู้ไม่ประมาท มี
ความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ ทุกขเวทนาย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ  อทุกขมสุขเวทนานี้เกิดขึ้น
แล้วแก่เรา ก็อทุกขมสุขเวทนานั้นแล อาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้นอาศัยอะไร อาศัย
ผัสสะนี้แลบังเกิดขึ้น ก็ผัสสะนี้แลไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ถ้าภิกษุ
นั้นเสวยสุขเวทนา เธอย่อมรู้ชัดว่า สุขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่าหมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน
ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ฯลฯ ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา เธอย่อมรู้ชัดว่า อทุกขมสุขเวทนานั้น
ไม่เที่ยง ไม่น่าหมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน ถ้าเธอเสวยสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลส เสวยสุข
เวทนานั้น ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยทุกขเวทนานั้น ถ้าเธอเสวย
อทุกขมสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยอทุกขมสุขเวทนานั้น ภิกษุนั้นเมื่อเสวย
เวทนามีกายเป็นที่สุด  ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด รู้ชัดว่า เมื่อตายไป เวทนา
ทั้งปวง อันไม่น่าเพลิดเพลิน จักเป็นความเย็นในโลกนี้ทีเดียว ฯ  (อิเธว   สพฺพเวทยิตานิ  อนภินนฺทิตานิ
สีติภวิสฺสนฺตีติ ปชานาติ ฯ)
[๓๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน อาศัยน้ำมันและไส้จึงติดอยู่
ได้ เพราะสิ้นน้ำมันและไส้ ประทีปนั้นไม่มีเชื้อพึงดับไป ฉันใดดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้น
เหมือนกัน ภิกษุเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่าเราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด เมื่อ
เสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อตายไป
เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลิน จักเป็นความเย็นในโลกนี้ทีเดียว ฯ (อิเธว สพฺพเวทยิตานิ
อนภินนฺทิตานิ สีติภวิสฺสนฺตีติ ปชานาตีติ ฯ อฏฺม ฯ)

---------------------------
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๕
๗. ธาตุสูตร
        [๒๒๒] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็น
พระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิพพาน
ธาตุ ๒ ประการนี้ ๒ ประการเป็นไฉน คือ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑ อนุปาทิเสสนิพพาน
ธาตุ ๑
.......
.......หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ เวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละของภิกษุนั้น เป็นธรรมชาติอันกิเลสทั้งหลายมีตัณหาเป็น
ต้นให้เพลิดเพลินมิได้แล้ว จัก (ดับ) เย็น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
(อิเธว  ภิกฺขเว สพฺพเวทยิตานิ    อนภินนฺทิตานิ    สีติภวิสฺสนฺติ   อย   วุจฺจติ)

---------------------------------------------------
ขอแสดงความเห็นครับ
1.
......... = สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
......... = อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
2.คำค้น กายเป็นที่สุด ชีวิตเป็นที่สุด
มีอีกหลายพระสูตร ที่ผมอ่านดู ก็เข้าใจได้ว่า
ตอนมีชีวิต ก็เสวยเวทนา แต่ไม่มีกิเลส (เป็นอรหันต์แล้ว) --> สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ตอนตาย เวทนาเหล่านั้นก็ดับเย็น เพราะการตายของร่างนี้ ชีวิตนี้ อัตภาพนี้ --> อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ


แสดงความคิดเห็น

คมสัน  เห็นด้วยครับ  โพสต์เมื่อ 9-6-2018 10:15

99

กระทู้

6

เพื่อน

5138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3644
ความดี
795
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
13-12-2018
โพสต์เมื่อ 30-8-2018 08:59:41 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย อัครา เมื่อ 30-8-2018 09:06

ขอแสดงความเห็นครับ

1.สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
คือ การได้นิพพาน โดยกายยังไม่แตกทำลาย (เป็นมนุษย์) - เป็นอรหันต์ในปัจจุบัน (ทิฏฺเฐว  ธมฺเม  อรหา)

2.อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
คือ การได้นิพพาน แล้วกายแตกดับเลย (เป็นเทวดา - กายสำเร็จด้วยใจ , กายสำเร็จด้วยสัญญา)
เพราะเมื่อ ไม่ยึดในขันธ์ทั้ง5 แล้ว - เมื่อกายสำเร็จด้วยใจ หรือ สัญญา แล้วไม่มีการยึด ย่อมดับเย็นทันที (กายหาย) ที่สิ้นสังโยชน์10 --> ปรินิพพานทันที
---> ข้อสังเกตุ ไม่กำหนดอายุเทวดาที่จะปรินิพพานที่แน่นอน เพราะ กายจะแตกดับทันที ที่สิ้นสังโยชน์10 ไม่จำเป็นต้องรอให้สิ้นอายุขัย

3.ข้อสังเกต พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัส คำว่า "อรหันต์" ในเทวดาที่สิ้นสังโยชน์10 มีแต่บอกว่า ปรินิพพาน

4.อรหันต์ เเปลว่า "ผู้"ไกลจากกิเลส นั่นคือ กายยังไม่แตกทำลาย แล้ว เป็น "ผู้" ไกลจากกิเลส

5.ผู้สิ้นสังโยชน์10 ไม่ก่อนไม่หลังการตาย (สิ้นสังโยชน์พร้อมการตาย) น่าจะเรียกได้ว่าเป็นอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 15-12-2018 07:46 , Processed in 0.122191 second(s), 6 queries , Apc On.

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน