กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
เจ้าของ: อัครา

พระสูตรที่เทวดากราบทูลพระพุทธเจ้าให้เสด็จไป ณ ที่พระสารีบุตรแสดงธรรม

[คัดลอกลิงก์]

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 2-3-2017 21:53:47 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 2-3-2017 21:54

ส่วนพระสารีบุตรที่กล่าวว่าถูกตำหนิว่า

"เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า    “เราจักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจสงบ  กายกรรม  วจีกรรม    มโนกรรมของผู้มีอินทรีย์สงบ    มีใจสงบ    ก็จักสงบด้วย เราจักนำกายและจิตที่สงบเท่านั้นเข้าไปในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย สารีบุตร    เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล"

ประโยคทั้งหมดในเครื่องหมายคำพูดไม่ได้กล่าวถึงการตำหนิพระสารีบุตรเลย แต่เป็นส่วยขยายถึง

"จิตซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ได้ในพื้นที่มีขนาดพอที่ปลายเหล็กแหลมจรดลงได้    จำนวน    ๑๐    องค์บ้าง    ฯลฯ    แต่ก็ไม่เบียดเสียดกันอย่างนั้น "

คือ เทวดาเหล่านี้ได้มีอินทรีย์สงบ มีใจสงบ  กายกรรม  วจีกรรม    มโนกรรมของผู้มอินทรีย์สงบ  มีใจสงบ จึงสามารถเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ได้ในพื้นที่มีขนาดพอที่ปลายเหล็กแหลมจรดลงได้    จำนวน    ๑๐    องค์บ้าง    ฯลฯ    แต่ก็ไม่เบียดเสียดกันอย่างนั้น  

100

กระทู้

6

เพื่อน

5280

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3763
ความดี
807
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-9-2019
โพสต์เมื่อ 3-3-2017 08:07:00 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอแสดงความเห็นครับ
1."ดูกรสารีบุตร ก็เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์
บ้าง ๒๐ องค์บ้าง ๓๐ องค์บ้าง ๔๐ องค์บ้าง ๕๐ องค์บ้าง ๖๐องค์บ้าง แต่ก็ไม่เบียดกัน
และกัน ดูกรสารีบุตร ก็เธอพึงมีความคิดอย่างนี้ว่าจิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้น
ยืนอยู่ได้ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง ... ๖๐ องค์บ้าง เป็นจิตอันเทวดา
เหล่านั้นอบรมแล้วในภพนั้นแน่นอน ดูกรสารีบุตร ก็ข้อนั้นเธอไม่ควรเห็นเช่นนี้ ดูกรสารีบุตร
ก็จิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ได้ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง
๑๐ องค์บ้าง ฯลฯ แต่ก็ไม่เบียดกันและกัน เทวดาเหล่านั้นได้อบรมแล้วในศาสนานี้เอง"

----
คำว่า "ไม่ควร"เห็นเช่นนี้ เป็นลักษณะการพูดเเบบไหนครับ
------
"เพราะฉะนั้นแหละสารีบุตร เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ สารีบุตร กายกรรมวจีกรรม มโนกรรมของผู้มีอินทรีย์สงบ
มีใจระงับ เพราะฉะนั้นแหละ สารีบุตร เธอพึงศึกษาว่า จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น
เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลา ดูกรสารีบุตร เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ"
--------
สารีบุตร เธอคิดอย่างนี้ .... เธอไม่ควรเห็นเช่นนี้
เพราะฉะนั้น เธอพึงศีกษาว่า จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น >> เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 3-3-2017 08:54:01 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เธอไม่ควรเห็นเช่นนี้
***********
คือหมายถึงจิตอันเทวดาเหล่านั้นอบรมแล้วในภพนั้น แต่ให้คิดว่า เทวดาเหล่านั้นได้อบรบแล้วในศาสนานี้เอง เป็นข้อความเป็นเหตุ เป็นผลกัน ไม่ได้เกี่ยวกับการตำหนิพระสารีบุตรถึงความไม่มีอินทรีย์สงบแต่อย่างใด (ระดับพระอรหันต์นะครับ อินทรีย์บริบูรณ์แล้ว จะเป็นที่ตำหนิหาไม่ได้เลย)

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 3-3-2017 09:01:23 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เพราะฉะนั้น เธอพึงศีกษาว่า จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น >> เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย
***********
หมายถึงให้พระสารีบุตรสำเนียกไว้อย่างนี้ว่า การที่เทวดาหลายองค์มายืนรวมกันอยู่ในพื้นที่เล็กเท่าปลายเข็มเพราะ อะไร(จึงทำได้) อย่างนี้

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 3-3-2017 09:06:17 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ดูกรสารีบุตร ก็เธอพึงมีความคิดอย่างนี้ว่าจิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้น
ยืนอยู่ได้ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง ... ๖๐ องค์
*******
จิตอย่างนี้ คือ
เป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่
กายกรรมวจีกรรม มโนกรรมของผู้มีอินทรีย์สงบมีใจระงับ

จิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น >>ผลคือ  การเข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย คือ การเข้าไปยืนอย่างสำรวมในที่ที่ปลายเหล็กแหลมจรดลงของเหล่าเทวดามากองค์ทำได้

100

กระทู้

6

เพื่อน

5280

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3763
ความดี
807
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-9-2019
โพสต์เมื่อ 10-3-2017 21:35:26 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ความเห็นตัวเองครับ
ขอแสดงความเห็นครับ

สังโยชน์ในภายนอก มี2พวก
- ศีล+มีสมาธิ+ได้สดับ (สมาธิน่าจะแค่พอประมาณ เสื้อมตอนทำกาละ เลยไม่ได้เกิดในรูปภพ ทำให้ยังไม่ปรินิพพานในภพนั้น) >> ได้เกิดเป็นเทวดากามภพ ตายไปค่อยเป็นอนาคามี >> อาจ สิ้นสังโยชน์3 เป็นสัตตักขัตตุปรมะโสดาบัน เพราะเกิด2ครั้งค่อยปรินิพพาน (เหมือนท้าวสักกะ เป็นสัตตักขัตตุปรมะโสดาบัน ภพสุดท้ายอยู่อกนิษฐภพ)
- ศีล + ปฏิบัติเพื่อดับกาม ภพ ตุัณหา โลภ >> สิ้นสังโยชน์ 5 เป็นอนาคามี ประเภทสสังขาระ (ไม่ได้ฌาณ)


--------------------
บุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายใน
1.ภิกษุมีศีล  -->ตายไปได้เกิดเป็นเทวดา (ผลแห่งศีล) , ตายจากเทวดากลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก
บุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายนอก มี2พวก --> น่าจะเทียบได้กับ โสดาบัน สัตตฯ
1.ภิกษุมีศีล+ สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก แต่รู้ได้ช้า --> ตายไปได้เกิดเป็นเทวดา ,ตายจากเทวดาเป็นอนาคามี
2.ภิกษุมีศีล+ ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า --> ตายไปได้เกิดเป็นเทวดา ,ตายจากเทวดาเป็นอนาคามี

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 13-3-2017 20:23:09 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อัครา ตอบกลับเมื่อ 10-3-2017 21:35
แก้ความเห็นตัวเองครับ
ขอแสดงความเห็นครับ

1.ภิกษุมีศีล+ สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก แต่รู้ได้ช้า --> ตายไปได้เกิดเป็นเทวดา ,ตายจากเทวดาเป็นอนาคามี
2.ภิกษุมีศีล+ ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า --> ตายไปได้เกิดเป็นเทวดา ,ตายจากเทวดาเป็นอนาคามี
****************************
รบกวนอธิบายเพิ่มทีครับ เกี่ยวสัมพันธ์กันอย่างไร ระหว่าง อนาคามี กับ สุขา ทุกขา ปฏิปทา ทันธาภิญญา

100

กระทู้

6

เพื่อน

5280

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3763
ความดี
807
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-9-2019
โพสต์เมื่อ 13-3-2017 22:25:17 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 13-3-2017 20:23
1.ภิกษุมีศีล+ สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติ ...

ขอแสดงความเห็นครับ
1.ผมแค่พยายามหาความหมายที่พระสารีบุตรหมายถึง เทียบกับที่พระพุทธเจ้าตรัส ดุแล้วพระสูตรนี้น่าจะใกล้เคียง
เพียงแต่พระสูตรนี้ไม่ได้เกิดเป็นเทวดาก่อน แล้วเป็น อสังฯ สสังฯ เลยตีความเองว่าน่าจะเป็นพวก ทันธาภิญญา

เล่ม21 ข้อ[๑๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน
คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสังขารปรินิพพายีจะปรินิพพานด้วยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรงใน
ปัจจุบันเทียว บางคนเมื่อกายแตกจึงเป็นสสังขารปรินิพพายี บางคนเป็นอสังขารปรินิพพายี จะ
ปรินิพพานด้วยไม่ต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรงในปัจจุบัน บางคนเมื่อกายแตกจึงเป็นอสังขาร
ปรินิพพายี.....

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

100

กระทู้

6

เพื่อน

5280

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3763
ความดี
807
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-9-2019
โพสต์เมื่อ 2-1-2018 10:30:58 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอขอบคุณทุกความเห็นครับ
ขอแก้ความเห็นตัวเอง และแสดงความเห็นครับ

1.ประเด็น ธรรมที่พระสารีบุตรแสดง
  สังโยชน์ในภายใน--> มีศีล-->เป็นเทวดา แต่ยังมีสังโยชน์ทั้ง10(สังโยชน์ในภายใน) ก็กลับมาอีก ไม่ได้บรรลุธรรม
  สังโยชน์ในภายนอก-->มีศีล +เจโต,ปัญญา -->เป็นเทวดา ตายแล้วค่อยเป็นอนาคามี (ยังมีสังโยชน์6-10(สังโยชน์ภายนอก))

2.ประเด็นที่พระพุทธเจ้าให้ ศึกษาว่าจักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่
"ดูกรสารีบุตร ก็เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์
บ้าง ๒๐ องค์บ้าง ๓๐ องค์บ้าง ๔๐ องค์บ้าง ๕๐ องค์บ้าง ๖๐องค์บ้าง แต่ก็ไม่เบียดกัน
และกัน ดูกรสารีบุตร ก็เธอพึงมีความคิดอย่างนี้ว่าจิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้น
ยืนอยู่ได้ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง ... ๖๐ องค์บ้าง เป็นจิตอันเทวดา
เหล่านั้นอบรมแล้วในภพนั้นแน่นอน...เพราะฉะนั้นแหละ สารีบุตร เธอพึงศึกษาว่า จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น
เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย"
  2.1 พระพุทธเจ้าไม่ได้ ว่าพระสารีบุตร
  2.2 จิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ได้ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง ... ๖๐ องค์บ้าง -> เป็น"ลักษณะ อาการ"ของผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่ (อยู่กันหลายองค์ แม้ในที่ปลายเหล็กเเหลม ได้แสดงว่าเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่)
  2.3 พระสารีบุตร"ไม่ได้"คิดว่า จิตอันเทวดาเหล่านั้น อบรมแล้วในภพนั้นแน่นอน --> แต่เป็นการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า ที่จะชี้ประเด็นการเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่  
  
3.ประเด็น อัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้ ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว
เพราะเป็นการไม่ได้ลาภ ไม่ได้ดี ในการไม่ได้ฟัง ธรรมบรรยายของพระสารีบุตร ที่แสดงธรรมว่า แค่ศีลอย่างเดียวไม่พอให้หลุดพ้น

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิดอย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

6

กระทู้

0

เพื่อน

200

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
105
ความดี
49
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
20-1-2018
โพสต์เมื่อ 19-1-2018 10:43:12 |ดูโพสต์ทั้งหมด
งง ดีนะพระสูตรนี้ ทำไมคนแปลไทยถึงใช้ภาษาโบราณและกำกวมนะ ไม่ใช้ภาษาสมัยใหม่หรือภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่ายๆหน่อย ขนาดพระอาจารย์ยังมี งงๆเล็กน้อย https://www.youtube.com/watch?v=Q2kTI2dk8bc

แต่จากที่อ่านและฟังคลิป คิดว่า ภิกษุทั้งหลาย ที่เข้ามาบวช ควรมีจุดมุ่งหมายเดียวคือพระนิพพาน ดังนั้น พระสารีบุตรที่สอนให้ไปเป็นเทวดาก่อน ค่อยนิพพานก็ได้ ไปนิพพานได้เหมือนกัน มันเลยยังไม่ค่อยเวิร์ค ก็นิพพานก็นิพพานไปเลยสิจะเสียเวลาไปเกิดเป็นเทวดา พรหมทำไม ไม่มีประโยชน์ เหมือนเราจะรีบกลับบ้าน ก็ควรรีบกลับเลย จะไปแวะเที่ยวห้างก่อนค่อยกลับทำไมถึงแม้จะทางเดียวกันก็เถอะ พวกเทวดาเลยมาทูลบอกพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเลยเสด็จไปแก้ธรรม และบอกธรรมที่ถูกต้องให้ ไม่ใช่เชิงตำหนินะครับเหมือนพระองค์ท่านเสริม และแนะนำเฉยๆ เพราะถ้าท่านจะตำหนิท่าจะใช้คำว่าโฆษบุรุษครับ

ส่วนประเด็น" อัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้ ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว"  คงเหมือนกรณีพราหม์ที่เป็นอาจารย์พระพุทธเจ้าน่ะครับไม่รู้จักทางสายตรงไปนิพพาน ไปเกิดเป็นอรูปพรหม ซะงั้นเพราะคิดว่าทางของตัวเองถูกต้อง แต่ความจริงมันผิด หรือบางพวกคิดว่าสวรรค์คือนิพพานก็มี ได้ขึ้นสวรรค์ขึ้นพรหม แล้วคิดว่าจะได้อยู่ตลาดกาล

แสดงความคิดเห็น

อัครา  เสด็จไปแก้ธรรม และบอกธรรมที่ถูกต้องให้-แก้ธรรมไหนธรรมที่ถูกคืออะไรค...  โพสต์เมื่อ 19-1-2018 20:32
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 20-9-2019 10:19 , Processed in 0.161461 second(s), 21 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน