กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
เจ้าของ: อัครา

พระสูตรที่เทวดากราบทูลพระพุทธเจ้าให้เสด็จไป ณ ที่พระสารีบุตรแสดงธรรม

[คัดลอกลิงก์]

3

กระทู้

1

เพื่อน

839

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
675
ความดี
82
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
13-2-2019
โพสต์เมื่อ 30-10-2015 12:45:36 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อัครา ตอบกลับเมื่อ 30-10-2015 08:39
ขอบคุณครับ ทำให้ผมได้มุมมองเพิ่มขึ้น
1 พระสารีบุตรร ...

ขอโอกาสค่ะ ในข้อนี้ลองอ่านและพิจารณาหลายรอบแล้ว จากบทพยัญชนะ ยังไม่เห็นในส่วนที่พระองค์ทรงตำหนิท่านพระสารีบุตรในเรื่องของการแสดงธรรมเรื่องสังโยชน์ภายในและภายนอกเลย จึงคิดว่าสิ่งที่ทรงตำหนินั้น เพราะเหตุว่าท่านพระสารีบุตรมีจิตไม่สงบเพราะมีความคิดเรื่องความสามารถของเทวดานั้นเพราะอบรมจิตในภพนั้น ซึ่งอาจจะคิดขึ้นมาในขณะอยู่ในที่แสดงธรรม อัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ได้ทราบความคิดนั้น อาจจะเห็นตามนั้นว่า เราไม่ต้องมาฟังคำสอนของพระพุทธองค์ก็สามารถเป็นเทวดาแบบนั้นได้ แค่ไปเป็นเทวดาแล้วไปอบรมจิตเอาในภพนั้นก็สามารถทำได้แล้ว ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง หากไม่ได้ฟังสิ่งที่ถูกต้องที่พระพุทธองค์ทรงตรัส ก็จะถึงความฉิบหาย พอจะรับฟังได้หรือไม่คะ หากมีจุดไหนที่พลาดไปกรุณาชี้แนะด้วยค่ะ

แสดงความคิดเห็น

อัครา  ขอบคุณมากกกครับ  โพสต์เมื่อ 28-2-2017 22:02

100

กระทู้

6

เพื่อน

5285

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3766
ความดี
808
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
21-9-2019
โพสต์เมื่อ 1-11-2015 23:00:54 |ดูโพสต์ทั้งหมด
กรณี ธรรมที่พระสารีบุตรแสดง

  1 พระสารีบุตรไม่รู้ว่าเทวดาเหล่านั้นได้อบรมมาแล้วในศาสนานี้ จึงได้แสดงธรรม แค่ตายจากภพนั้นแล้วต้องเป็นเทวดาอีกจึงจะได้เป็นอนาคามี (สมมติเป็นเทวดาชั้นดาวดึงส์ ตามผังภพภูมิ ก็มีอายุ 500 ปีทิพย์ = 9,125,000 ปีมนุษย์ หลังจากประมาณ 9 ล้านปีแล้ว ต้องไปเกิดเป็นเทวดาใหม่ จึงได้เป็นอนาคามีไม่รู้นานอีกเท่าไหร่ )
        - แต่เทวดา(อบรมมาแล้วในศาสนานี้)มาฟังธรรมซ้ำอีก เพื่อต้องการบรรลุอรหันต์ (บรรลุธรรมใน4โอกาสของเทวดา แต่กรณีนี้เทวดาลงมาฟังเองเลย) แต่พระสารีบุตรไม่ได้แสดงธรรมให้ยิ่งขึ้นไปอีก (ให้บรรลุอรหันต์)
  2 อัญญเดียรถีย์ปริพาชก ได้ฟัง ถ้าทำตาม ก็จะไปเป็นเทวดา แล้วจึงเป็นอนาคามี (สมมติเป็นเทวดาแค่ชั้นดาวดึงส์ ก็ประมาณ 9 ล้านปีแล้ว) เทวดาเห็นว่า เป็นความเนินช้า เป็นความประมาท ไม่สอนธรรมที่สำรวมอินทรีย์ที่สุด เพื่อเป็นอรหันต์ ในภพมนุษย์เลย น่าเสียดาย เสียโอกาสแก่อัญญเดียรถีย์ปริพาชก

กรณี พระสารีบุตรไม่สำรวม กาย วาจา ใจ ขณะแสดงธรรม
- ผมคิดว่า ต่อให้พระสารีบุตร แลบลิ้น ปลิ้นตา ขณะแสดงธรรม ก็น่าจะมีผลแค่ ไม่ก่อให้เกิดความเลื่อมใส เป็นผลเสียต่อศาสนา ไม่ได้เป็นผลเสียต่ออัญญเดียรถีย์ปริพาชก
- อัญญเดียรถีย์ปริพาชกทุกคน คงไม่เก่งขนาดรู้ความคิดพระสารีบุตร
- พระสารีบุตรไม่มีญาณหยั่งรู้วาระจิตของผู้อื่น รวมถึงเทวดา

------------------------
ุที่ผมคิด คือ พระสารีบุตร กลัว กังวล (ที่ไม่ใช่อาสวะนะครับไม่รู้จะใช้คำไหน) (ไม่รู้ว่านี้คือผู้ ไม่มีอินทรีย์สงบ ไม่มีใจระงับอยู่หรือเปล่า) ว่าถ้าสอนธรรมที่บรรลุอรหันต์เลยแก่เทวดา และ อัญญเดียรถีย์ปริพาชก จะเป็นการยากไป เลยสอนธรรมที่ลดระดับมาหน่อย ให้ไปเป็นเทวดาก่อนค่อยเป็นอนาคามี

ก็น่าจะเป็นสาเหตุของการไม่สำรวมอินทรีย์ของพระสารีบุตร อยู่นะครับ

ถ้ามึความเห็นผิด เข้าใจผิด กรุณาชี้เเนะด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 11-11-2015 08:59:16 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 11-11-2015 09:00

สังโยชน์ในภายใน ได้แก่ ความกำหนัดด้วยความพอใจในโอรัมภาคิยสังโยชน์มีอยู่
จึงไปบังเกิดในเทวดาชั้นกามภพ
และเป็๋นผู้อาคามีกลับมาสู่ความเป็นเช่นนี้อีก

สังโยชน์ในภายนอก ได้แก่ ความกำหนัดด้วยความพอใจในอุทธัมภาคิยสังโยชน์มีอยู่
จึงไปบังเกิดที่ รูปภพ และ อรูปภพ จุติจากที่นั้น
เป็นอนาคามี เป็นผู้ไม่กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก

แสดงความคิดเห็น

อัครา  ขอบคุณมากกกครับ  โพสต์เมื่อ 28-2-2017 22:04

5

กระทู้

0

เพื่อน

141

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
69
ความดี
37
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
8-6-2016
โพสต์เมื่อ 11-11-2015 14:15:17 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พระสูตรนี้เยี่ยมมากเลยครับ ทำให้มองเห็นสิ่งที่พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ ได้กล่าวและสอนมาต่างๆนั้นถูกต้องยิ่งขึ้นไปอีกมากเมื่อมีพระสูตรมาเป็นตัวอย่างอีกเรื่อง มีแต่พระพุทธองค์เท่านั้น ที่กล่าวสอนได้ไม่มีช่องว่างในถ้อยคำ ดังนั้นทุกคำสั่งสอนของพระพุทธองค์นั้น อย่าได้เปรียนแปลงหรือตัดคำใดๆออก เพราะไม่งั้นความหมายแห่งคำสอนนั้นจะเสียไป และอย่าได้มากขยายความของพระองค์ด้วยความเห็นของตัวเอง เป็นพระคุณอย่างมากที่ กระผมได้มาเจอทางเส้นนี้  จากความเพียรพยายามสังเกตุ เห็นความต่างในคำสอนของพระพุทธองค์และคำของสาวก ของพระอาจารย์ คึกฤทธิ์

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 23-1-2016 10:52:16 |ดูโพสต์ทั้งหมด
1บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายในและบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก อย่างพิสดารเป็นอย่างไร
----------------------------------------------
สังโยชน์ในภายใน ได้แก่ ความกำหนัดด้วยความพอใจในโอรัมภาคิยสังโยชน์มีอยู่
จึงไปบังเกิดในเทวดาชั้นกามภพ
และเป็๋นผู้อาคามีกลับมาสู่ความเป็นเช่นนี้อีก

สังโยชน์ในภายนอก ได้แก่ ความกำหนัดด้วยความพอใจในอุทธัมภาคิยสังโยชน์มีอยู่
จึงไปบังเกิดที่ รูปภพ และ อรูปภพ จุติจากที่นั้น
เป็นอนาคามี เป็นผู้ไม่กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก

2เทวดาจิตเสมอกันเป็นอย่างไร

---------------------------------------------
มีภูมิธรรมที่เท่ากัน มีจิตที่เป็นสมาบัติเดียวกัน

3ทำไมเทวดาต้องไปกราบทูลพระพุทธเจ้า
---------------------------------------------
การประชุมของเหล่าสาวกในครั้งนั้น ไม่ใช่มีแต่มนุษย์(หมู่สงฆ์)
แต่มีเทวดาที่ได้เข้ามาร่วมฟังธรรมเทศนาในครั้งนี้ของพระสารีบุตรนี้ด้วย
การที่ต้องเข้าไปกราบทูลเพื่อต้องการให้พระศาสดามาปรากฏในที่นี้
เพื่อให้ครบองค์แห่งบริษัทในการประชุมธรรมเทศนาที่ไพเราะ ลึกซึ้ง ในครั้งนี้


4พระพุทธเจ้าตรัสว่า (โดยความหมาย) เทวดาที่กราบทูล อบรมแล้วในศาสนานี้ แล้วมีอยู่มากแม้ในที่ปลายเหล็กเเหลมจดลง เป็นอย่างไร
-------------------------------------------------
การที่เมื่อพระศาสดามาปรากฏตัว ก็ไม่ได้ตรัสถึงหัวข้อธรรมะที่พระสารีบุตรเทศน์แต่อย่างใด (ทรงรับรองโดยปริยาย)
แต่กลับตรัสถึงเรื่องของเทวดา ที่เทวดาที่เชิญพระองค์มาในที่นี้
เพราะเป็นเทวดาที่มีจิตอบรม ได้บรรลุธรรมในศาสนาของพระองค์เอง(สมณโคดม)


5 "เพราะฉะนั้นแหละสารีบุตร เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่
เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ สารีบุตร กายกรรมวจีกรรม มโนกรรมของผู้มีอินทรีย์สงบ
มีใจระงับ เพราะฉะนั้นแหละ สารีบุตร เธอพึงศึกษาว่า จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น
เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย" เป็นอย่างไร

-------------------------------------------------
ถ้อยคำตรงนี้เป็นส่วนขยายของการที่พระองค์ตรัสอธิบายถึงเรื่องเทวดาที่เข้ามาฟังธรรมเทศนาครั้งนี้
ว่าการที่มีอยู่มากแม้ในที่ปลายเหล็กเเหลมจดลงได้นั้น เพราะเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่..

6 ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้ ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว"

-----------------------------------------------------------
เพราะธรรมบรรยายที่พระสารีบุตรนี้ มีเพียงแต่สาวกในศาสนาของพระองค์ในที่นี้
ที่มีพระศาสดาทรงประทับอยู่ด้วยในที่นั้น เท่านั้น
ดังนั้น บุคคลที่ไม่ได้เข้ามาฟัง ก็เห็นแต่จะมีแต่พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก เท่านั้นที่ไม่ได้ฟังในที่นั้น

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 23-1-2016 10:57:34 |ดูโพสต์ทั้งหมด
7 "ย่อมบรรลุเจโตวิมุติอันสงบอย่างใดอย่างหนึ่ง
เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง
ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็นอนาคามีไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้"
เจโตวิมุติมีหลายอย่างหรือ แล้วบรรลุเจโตวิมุติแล้วยังไม่หลุดพ้นเลยอีกหรือ

--------------------------------------------------------------------------------
ใช่ครับ เจโตวิมุตติมีหลายอย่าง
เพราะเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบนั้น เป็นเลิศกว่าเจโตวิมุตติ ทั้งหลายครับ

100

กระทู้

6

เพื่อน

5285

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3766
ความดี
808
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
21-9-2019
โพสต์เมื่อ 28-2-2017 22:57:08 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอแก้ความเห็นตัวเองครับ
ขอแสดงความเห็นครับ
1. สังโยชน์ในภายใน และ สังโยชน์ในภายนอก
สังโยชน์ในภายใน - มีศีล ได้เกิดเป็นเทวดากามภพ ตายไปต้องกลับมากามภพอีก >>ไม่สิ้นสังโยชน์3
สังโยชน์ในภายนอก มี2พวก
- ศีล+มีสมาธิ+ได้สดับ (สมาธิน่าจะแค่พอประมาณ เสื้อมตอนทำกาละ เลยไม่ได้เกิดในรูปภพ ทำให้ยังไม่ปรินิพพานในภพนั้น) >> ได้เกิดเป็นเทวดากามภพ ตายไปค่อยเป็นอนาคามี >> อาจ สิ้นสังโยชน์3 เป็นสัตตักขัตตุปรมะโสดาบัน เพราะเกิด2ครั้งค่อยปรินิพพาน (เหมือนท้าวสักกะ เป็นสัตตักขัตตุปรมะโสดาบัน ภพสุดท้ายอยู่อกนิษฐภพ)
- ศีล + ปฏิบัติเพื่อดับกาม ภพ ตุัณหา โลภ >> สิ้นสังโยชน์ 5 เป็นอนาคามี ประเภทสสังขาระ (ไม่ได้ฌาณ)
2.ปัญญาที่ว่า "พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้ ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว"
ก็คือ อัญญเดียรถีย์ปริพาชก อาจบัญญัติ สีลัพพัตตุปาทาน ได้ทำให้เป็นเทวดาอยู่
แต่ เขาไม่บัญญัติความรอบรู้ ในอัตตวาทุปาทาน ซึ่งในพระสูตรนี้ คือ บุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายนอก
>>> นั้นคือ อัญญเดียรถีย์ปริพาชก ไม่ได้ยินธรรมบรรยาย ที่พระสารีบุตรกล่าว จึงฉิบหายแล้ว (ปริพาชกไม่รอบรู้จะทำอย่างไรจะนิพพานรู้แต่แค่รักษาศีล ทำให้ยังไม่พ้นสังสารวัฏ)
3.ข้อที่ว่า พระพุทธเจ้าให้พระสารีบุตรพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่
>> ผมคิดว่า พระสารรีบุตร ไม่เป็นผู้มีอินทรีย์สงบ ไม่มีใจระงับอยู่ เพระาอาจคิดว่าเทวดาที่มาฟัง เป็นผู้มีสังโยชน์ในภายใน คือ เป็นเทวดาแต่ยังต้องกลับมาเกิดอีก (เป็นอัญญเดียรถีย์ปริพาชกรักษาศีล ได้เกิดเป็นเทวดา)  
เทวดาเหล่านั้นจึงไปทูลพระพุทธเจ้าให้ช่วยมายีนยัน

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิด อย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 1-3-2017 21:08:26 |ดูโพสต์ทั้งหมด
1. ตามที่กล่าว สังโยชน์ในภายใน คือ สังโยชน์ที่เป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ สังโยชน์ในภายนอกคือ สังโยชน์เบื้องสูง

2. ส่วนพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้ ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว หมายถึง ธรรมนี้ เกิดมีแต่ในพุทธบริษัท เท่านั้น ในที่นั้นไม่มีสาวกเหล่าอื่นนอกจากสาวกของพระศาสดา ความเลื่อมไปจากธรรมย่อมมีแก่ผู้ไม่ได้สดับ ก็จะมีเพียงแต่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเท่านั้น ที่ไม่ได้มาฟังธรรม ณ ที่นั้น

3.  พระสารีบุตร คือ พระอรหันต์มีอินทรีย์สังวรเป็นอย่างดีแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะโดนพระศาสดาตำหนิว่า ไม่เป็นผู้มีอินทรีย์สงบ แต่ คำๆ นี้ (ไม่ได้ตำหนิพระสารีบุตร) หมายถึงเป็นส่วนขยายของการที่พระองค์ตรัสอธิบายถึงเรื่องเทวดาที่เข้ามาฟังธรรมเทศนาครั้งนี้ ว่าการที่มีอยู่มากแม้ในที่ปลายเหล็กเเหลมจดลงได้นั้น เพราะเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่..

100

กระทู้

6

เพื่อน

5285

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3766
ความดี
808
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
21-9-2019
โพสต์เมื่อ 1-3-2017 23:04:07 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 1-3-2017 21:08
1. ตามที่กล่าว สังโยชน์ในภายใน คือ สังโยชน์ที่เป็นส่ว ...

ขอบคุณครับ
ขอแสดงความเห็นครับ
1.บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน และบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก
ถ้า สังโยชน์ในภายใน คือ สังโยชน์เบื้องต่ำ (5)
     สังโยชน์ในภายนอก คือ สังโยชน์เบื้องสูง (10)
บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน,นอก จะหมายถึง สิ้นหรือไม่สิ้น ?
ถ้า หมายถึงสิ้น จะได้
บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน = บุคคลสิ้น 5 >> จะขัดกับความหมายในพระสูตร ที่ว่าเป็นเทวดา ยังกลับมาอีก
บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก = บุคคลสิ้น 10 >> จะขัดกับความหมายในพระสูตร
ถ้า หมายถึง ไม่สิ้น จะได้
บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน = บุคคลไม่สิ้น 5 >> จะยังไม่ชัด เพราะสิ้นแค่3 ก็ไม่สิ้นถึง5 แต่เป็นอริยะแล้วไม่ตรงความหมายในพระสูตร
บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก = บุคคลไม่สิ้น 10 >> จะพูดเกินไป เพราะในพระสูตร พวกที่1 เป็นแค่สิ้น3 พวกที่2 สิ้น5
----------------------
ดูแล้วสังโยชน์ในภายใน,นอก อยู่ในวงแค่ สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 นะครับ  

2.เข้าใจตรงกันอยู่ครับ
3.ยังมีความเห็นเหมือนเดิมครับ ว่า การที่พระพุทธเจ้าให้พระสารีบุตร จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น
เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย เพราะพระสารีบุตร อาจคิด หรือ "ประเมิน"เอาว่า เทวดาเหล้านั้นเป็นเทวดาปุถุชน , พระพุทธเจ้าเลยบอกให้พระสารีรบุตร อย่าคิดอย่างนั้น (ก็ข้อนั้นเธอไม่ควรเห็นเช่นนี้)

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิด อย่างไร โปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 2-3-2017 21:47:23 |ดูโพสต์ทั้งหมด
สังโยชน์ภายใน คือส่วนสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕  (ผมไม่ได้หมายถึงการละได้ ๕ แต่อยู่ในขอบเขตเบื้องต่ำ ๕) ในสูตรนี้ คือผู้มีสังโยชน์ในภายใน คือยังละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการยังไม่ได้ (ในภายนอกก็คิดเป็นลักษณะเดียวกัน)

แสดงความคิดเห็น

อัครา  ครับ  โพสต์เมื่อ 3-3-2017 07:35
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 21-9-2019 12:13 , Processed in 0.407480 second(s), 23 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน