กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 4661|ตอบกลับ: 30

พระสูตรที่เทวดากราบทูลพระพุทธเจ้าให้เสด็จไป ณ ที่พระสารีบุตรแสดงธรรม

[คัดลอกลิงก์]

100

กระทู้

6

เพื่อน

5280

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3763
ความดี
807
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-9-2019
โพสต์เมื่อ 21-10-2015 16:45:55 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๐
[๒๘๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน  อารามของท่าน
อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถีสมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตรอยู่ที่ปราสาทของนาง
วิสาขา มิคารมารดาในบุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้เรียก
ภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นตอบรับท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่าน
พระสารีบุตรได้กล่าวว่าดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เราจักแสดงบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน และบุคคล
ที่มีสังโยชน์ในภายนอก ท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นตอบรับ
ท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลายก็บุคคลที่มีสังโยชน์
ในภายในเป็นไฉน ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีลสำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อม
ด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
เมื่อแตกกายตายไปภิกษุนั้นย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็น
อนาคามีกลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ นี้เรียกว่าบุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายใน เป็นอนาคามีกลับ
มาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ฯ
     ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายนอกเป็นไฉน ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในพระปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยใน
โทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ภิกษุนั้นย่อมบรรลุเจโตวิมุติอันสงบ
อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง ครั้นจุติจากอัตภาพ
นั้นแล้ว เป็นอนาคามีไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ นี้เรียกว่า บุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายนอก
เป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ฯ
     ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร
ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
ทั้งหลาย ภิกษุนั้นย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลาย เพื่อความดับกามทั้งหลาย ย่อมปฏิบัติ
เพื่อความหน่าย เพื่อคลาย เพื่อความดับภพทั้งหลาย ย่อมปฏิบัติเพื่อสิ้นตัณหา เพื่อสิ้นความโลภ
ภิกษุนั้นเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็น
อนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลายนี้เรียกว่า บุคคลมีสังโยชน์ใน
ภายนอก เป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ฯ
     ครั้งนั้นแล เทวดาที่มีจิตเสมอกันมากองค์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย
บังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระสารีบุตรนั่นกำลังเทศนาถึงบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน และบุคคล
ที่มีสังโยชน์ในภายนอกแก่ภิกษุทั้งหลาย อยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บริษัทร่าเริง ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงพระกรุณา
เสด็จไปหาท่านพระสารีบุตรจนถึงที่อยู่เถิด พระผู้มีพระภาคทรงรับคำอาราธนาด้วยดุษณีภาพ
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคทรงหายจากพระเชตวันวิหารไปปรากฏเฉพาะหน้าท่านพระสารีบุตร
ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม เหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้หรือคู้แขน
ที่เหยียดฉะนั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ แม้ท่านพระสารีบุตรก็ได้ถวาย
บังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัส
กะท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรสารีบุตร เทวดาที่มีจิตเสมอกันมากองค์เข้าไปหาเราจนถึงที่อยู่
ไหว้เราแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วบอกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระ
สารีบุตรกำลังเทศนาถึงบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายในและบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก แก่ภิกษุ
ทั้งหลาย อยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บริษัทร่าเริง
ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคทรงพระกรุณาเสด็จไปหาท่านพระสารีบุตรจนถึงที่
อยู่เถิด



100

กระทู้

6

เพื่อน

5280

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3763
ความดี
807
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-9-2019
โพสต์เมื่อ 21-10-2015 16:46:15 |ดูโพสต์ทั้งหมด
(ต่อ)

ดูกรสารีบุตร ก็เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์
บ้าง ๒๐ องค์บ้าง ๓๐ องค์บ้าง ๔๐ องค์บ้าง ๕๐ องค์บ้าง ๖๐องค์บ้าง แต่ก็ไม่เบียดกัน
และกัน ดูกรสารีบุตร ก็เธอพึงมีความคิดอย่างนี้ว่าจิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้น
ยืนอยู่ได้ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง ... ๖๐ องค์บ้าง เป็นจิตอันเทวดา
เหล่านั้นอบรมแล้วในภพนั้นแน่นอน ดูกรสารีบุตร ก็ข้อนั้นเธอไม่ควรเห็นเช่นนี้ ดูกรสารีบุตร
ก็จิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ได้ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง
๑๐ องค์บ้าง ฯลฯ แต่ก็ไม่เบียดกันและกัน เทวดาเหล่านั้นได้อบรมแล้วในศาสนานี้เอง
เพราะฉะนั้นแหละสารีบุตร เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่
เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ สารีบุตร กายกรรมวจีกรรม มโนกรรมของผู้มีอินทรีย์สงบ
มีใจระงับ เพราะฉะนั้นแหละ สารีบุตร เธอพึงศึกษาว่า จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น
เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย ดูกรสารีบุตร เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ ดูกรสารีบุตร พวก
อัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้ ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว ฯ

100

กระทู้

6

เพื่อน

5280

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3763
ความดี
807
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-9-2019
โพสต์เมื่อ 21-10-2015 17:23:36 |ดูโพสต์ทั้งหมด
1.”บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายในและบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก” พระพุทธเจ้าไม่เคยสอน (หาในพระไตรปิฎกฉบับหลวง ภาษาไทย)
2.อธิบายไม่ชัดไม่มีพระสูตรเชื่อมโยงที่พระสารีบุตรเคยสอนเรื่องนี้ ที่ว่า
-บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน คือ (โดยย่อ)ภิกษุมีศีลดี ตายไปแล้วได้เป็นเทวดา แล้วยังกลับมาอีก (ไม่เป็นอริยะบุคคล)
-บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก มี2พวก คือ(โดยย่อ)
    - ภิกษุมีศีลดีแล้วบรรลุเจโตวิมุติอันสงบอย่างใดอย่างหนึ่ง (เป็นอย่างไร) ตายไปแล้วได้เป็นเทวดาแล้วไม่ต้องกลับมาอีก
    -ภิกษุมีศีลดี แล้วปฏิบัติเพื่อดับกาม ดับภพ เพื่อสิ้นตัณหา เพื่อสิ้นโลภ  (เป็นอย่างไร) ตายไปแล้วได้เป็นเทวดา แล้วไม่ต้องกลับมาอีก
3.บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน คือ (โดยย่อ)ภิกษุมีศีลดี แล้วยังต้องกลับมาอีกไม่พ้นสังสารวัฏ อาจทำให้ภิกษุรู้สึกท้อถอยได้
4.พระสารีบุตรอาจมีความหมายที่ลึกซึ้ง แต่เนื่องจากไม่ได้ขยายความหรือมีกล่าวขยาย เชื่อมโยงในพระสูตรอื่น คนฟังที่ไม่แจ่มแจ้งในธรรมวินัยนัก(อัญญเดียรถีย์ปริพาชก) อาจไม่เข้าใจ หรือ เข้าใจผิดได้
ข้อที่คิดว่าเป็นเหตุให้เทวดาไปกราบทูลพระพุทธเจ้า
1ภิกษุมีศีลอย่างดี ก็ยังกลับมา ไม่พ้นสังสารวัฎ (บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน)
2สอนให้เป็นเทวดาก่อน แล้วจึงจะเป็นอนาคามีไม่ต้องกลับมาอีก(บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก)
3.การสอนให้ไปเป็นเทวดาก่อน แล้วเป็นอนาคามี à เป็นความเนิ่นช้าเป็นความประมาท àเป็นการไม่สำรวมอินทรีย์àไม่เจริญสติปัฏฐาน4 àน่าจะสอนให้ถึงพระอรหันต์
พระสูตรนี้คล้ายกับพระสูตรที่พระสารีบุตรสอนคนก่อนตายให้น้อมจิตไปแค่ถึงพรหมไม่ถึงนิพพาน (16/646-703)
4 น่าจะสอนให้ไม่ประมาทàเป็นการสำรวมอินทรีย์à เจริญสติปัฏฐาน4àถึงพระอรหันต์

สรุป
1 ประเด็นใหญ่ของพระสูตรนี้คือ พระสารีบุตร สอนให้เป็นเทวดาก่อน  แล้วค่อยเป็นอนาคามี ทำให้เนิ่นช้า เทวดาในศาสนา(ที่เคยได้ยินได้ฟังธรรมวินัยของพระศาสดา)นี้ มีความเห็นเหมือนกันว่า ( คิดเอง ) เป็นการเนิ่นช้า ควรจะสอนให้สำรวมอินทรีย์ไม่ประมาท àให้บรรลุถึงอรหันต์เลยไม่ควรไปเป็นเทวดาก่อน จึงไปกราบทูลพระพุทธเจ้า
2คนที่ไปเกิดเป็นเทวดามีมากในธรรมวินัยนี้ (มีเทวดาจำนวนมากอยู่ในที่แม้ปลายเหล็กแหลมจดลง)น่าเสียดายที่ไม่บรรลุอรหันต์ไปเลย จึงเป็นเหตุว่า พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้(ธรรมบรรยายที่พระพุทธเจ้าตรัสแก้ให้สำรวมอินทรีย์อย่าไปเกิดเป็นเทวดาก่อนแล้วค่อยเป็นอนาคามี) ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิด กรุณาโปรดชี้แนะ ขอบคุณครับ

3

กระทู้

0

เพื่อน

72

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
36
ความดี
18
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
25-10-2015
โพสต์เมื่อ 22-10-2015 08:57:42 |ดูโพสต์ทั้งหมด
งง หน่อยๆครับ
คือพระสูตรที่ยกมานี่ มีในพระไตรปิฎกฉบับหลวงเล่มที่20 ... ถูกไหมครับ
แต่เป็นการกล่าวของพระสารีบุตร...พี่กำลังจะบอกว่า...พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่า”บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายในและบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก”...... แต่ในที่ยกมาเขาเขียนไว้...นั่นเป็นคำสอนของพระสารีบุตรเอง....แบบนี้ใช่ไหมครับ

โหละเอียดยิบเลย ... อ่านไปงงไปแต่น่าสนใจมากครับ....ขอบคุณที่เอามาให้ศึกษาครับ...และขอคำแนะนำไปด้วยเลยครับ อยากรู้แล้ว...ดีจัง

33

กระทู้

1

เพื่อน

2299

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1203
ความดี
563
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-8-2018
โพสต์เมื่อ 22-10-2015 20:40:43 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ภิกษุทั้งหลาย !  บุคคลบางคนในกรณีนี้ มีศรัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี-มีโอตตัปปะดี-มีวิริยะดี-มีปัญญาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย. บุคคลนั้นเพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม เป็น โสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า. ภายหลังแต่ตายเพราะการแตกทำลายแห่งกายย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง บุคคลนั้นเพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม และเพราะความเบาบางแห่งราคะ โทสะ โมหะ เป็น สกทาคามี มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียว แล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้บุคคลนั้นเพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ห้า เป็น โอปปาติกะ (อนาคามี) มีการปรินิพพานในภพนั้น ไม่เวียนกลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา. อย่างนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย !  บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ มีศรัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี มีโอตตัปปะดี มีวิริยะดี-มีปัญญาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย. บุคคลนั้นได้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ (พระอรหันต์) เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วอยู่.  อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้ว ถึงฝั่งข้ามขึ้นบกแล้ว  เป็นพราหมณ์ยืนอยู่.

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร
ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
ทั้งหลาย ภิกษุนั้นย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลาย เพื่อความดับกามทั้งหลาย ย่อมปฏิบัติ
เพื่อความหน่าย เพื่อคลาย เพื่อความดับภพทั้งหลาย ย่อมปฏิบัติเพื่อสิ้นตัณหา เพื่อสิ้นความโลภ
ภิกษุนั้นเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็น
อนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ บุคคลนั้นเพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ห้า เป็น โอปปาติกะ (อนาคามี) มีการปรินิพพานในภพนั้น ไม่เวียนกลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา. อย่างนี้แล

ดูกรสารีบุตร เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ ดูกรสารีบุตร พวก
อัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้ ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว ฯ..

แสดงความคิดเห็น

อัครา  ขอบคุณในความเห็นครับ  โพสต์เมื่อ 22-10-2015 22:41

100

กระทู้

6

เพื่อน

5280

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3763
ความดี
807
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-9-2019
โพสต์เมื่อ 22-10-2015 20:48:42 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอโทษด้วยครับ ไม่ได้เรียบเรียงดีๆ กลัวลืม!
-พระสูตรตามที่ยกมาครับ
-เป็นลักษณะของพุทธวจน
-หาใน e-tipitaka แล้ว "บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายในและบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก" มีแค่พระสูตรนี้พระสูตรเดียว และเป็นคำสอนที่พระสารีบุตรกล่าว
-พระสูตรนี้เห็นมานานแล้วครับ ผมเพิ่งจะเข้าใจ เห็นในประเด็น เลยนำมาเเสดง ให้ช่วยพิจารณาว่าผมเข้าใจถูกหรือไม่ครับ
-พระสูตรนี้มีประเด็นน่าสนใจหลายจุด
1บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายในและบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก อย่างพิสดารเป็นอย่างไร
2เทวดาจิตเสมอกันเป็นอย่างไร
3ทำไมเทวดาต้องไปกราบทูลพระพุทธเจ้า
4พระพุทธเจ้าตรัสว่า (โดยความหมาย) เทวดาที่กราบทูล อบรมแล้วในศาสนานี้ แล้วมีอยู่มากแม้ในที่ปลายเหล็กเเหลมจดลง เป็นอย่างไร
5 "เพราะฉะนั้นแหละสารีบุตร เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่
เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ สารีบุตร กายกรรมวจีกรรม มโนกรรมของผู้มีอินทรีย์สงบ
มีใจระงับ เพราะฉะนั้นแหละ สารีบุตร เธอพึงศึกษาว่า จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น
เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย" เป็นอย่างไร
6 ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้ ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว"

33

กระทู้

1

เพื่อน

2299

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1203
ความดี
563
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-8-2018
โพสต์เมื่อ 22-10-2015 22:27:17 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เหรียญ เมื่อ 22-10-2015 22:30

ขอโทษด้วยครับ ไม่ได้เรียบเรียงดีๆ กลัวลืม!
-พระสูตรตามที่ยกมาครับ
-เป็นลักษณะของพุทธวจน
-หาใน e-tipitaka แล้ว "บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายในและบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก" มีแค่พระสูตรนี้พระสูตรเดียว และเป็นคำสอนที่พระสารีบุตรกล่าว
-พระสูตรนี้เห็นมานานแล้วครับ ผมเพิ่งจะเข้าใจ เห็นในประเด็น เลยนำมาเเสดง ให้ช่วยพิจารณาว่าผมเข้าใจถูกหรือไม่ครับ
-พระสูตรนี้มีประเด็นน่าสนใจหลายจุด

1บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายในและบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก อย่างพิสดารเป็นอย่างไร
********************************
บุคคลเป็นผู้มีสังโยชน์ในภายใน ก็แสดงออกถึงความเป็นผู้มีสังโยชน์ในภายนอก
บุคคลเป็นผู้ไม่มีสังโยชน์ในภายใน ก็แสดงออกถึงความเป็นผู้ไม่มีสังโยชน์ในภายนอก
***********************************
2เทวดาจิตเสมอกันเป็นอย่างไร
************************************
เทวดาผู้เข้าถึงความเป็นอริยะ โสดาบัน เสมอ โสดาบัน  สกทาคามี  เสมอ สกทาคามี  อนาคามี เสมอ อนาคามี
************************************
3 ทำไมเทวดาต้องไปกราบทูลพระพุทธเจ้า
*************************************
เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ย่อมมีไปโดยลำดับ ดังพระองค์ตรัสไว้ในสูตรอื่นๆ
***************************************
4พระพุทธเจ้าตรัสว่า (โดยความหมาย) เทวดาที่กราบทูล อบรมแล้วในศาสนานี้ แล้วมีอยู่มากแม้ในที่ปลายเหล็กเเหลมจดลง เป็นอย่างไร
***************************************
เทวดาผู้เข้าถึงความเป็นอริยะ โสดาบัน  สกทาคามี  อนาคามี ย่อมมีมากประมาณโดยแท้.. ดูกรสารีบุตร ก็เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง ๒๐ องค์บ้าง ๓๐ องค์บ้าง ๔๐ องค์บ้าง ๕๐ องค์บ้าง ๖๐องค์บ้าง แต่ก็ไม่เบียดกัน และกัน
*****************************************
5 "เพราะฉะนั้นแหละสารีบุตร เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่
เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ สารีบุตร กายกรรมวจีกรรม มโนกรรมของผู้มีอินทรีย์สงบ
มีใจระงับ เพราะฉะนั้นแหละ สารีบุตร เธอพึงศึกษาว่า จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น
เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย" เป็นอย่างไร
*****************************************
พระองค์ย่อมทรงตำหนิเพราะเหตุนั้นว่า.(เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ย่อมมีไปโดยลำดับ)เพราะฉะนั้นแหละสารีบุตร เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ สารีบุตร กายกรรมวจีกรรม มโนกรรมของผู้มีอินทรีย์สงบมีใจระงับ เพราะฉะนั้นแหละ สารีบุตร เธอพึงศึกษาว่า ("จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้นเข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย") เป็นอย่างไร
******************************************
6 ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้ ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว"
*******************************************
หากพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายที่พระองค์ตรัสนี้ .. (หลังไปปรากฏเฉพาะหน้าท่านพระสารีบุตรที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม) ย่อมถึงความสับสนวุ่นวายเพราะเหตุนั้นได้. พระองค์จึงตรัสว่า.. "พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้ ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว"
*********************************************************************
คำกล่าวทั้งหมดนี้ไม่ได้มุ่งหมายหาเอาความผิดหรือถูก  แต่กล่าวไปตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น..

แสดงความคิดเห็น

อัครา  ขอบคุณในความเห็นครับ  โพสต์เมื่อ 22-10-2015 22:41

100

กระทู้

6

เพื่อน

5280

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3763
ความดี
807
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-9-2019
โพสต์เมื่อ 23-10-2015 14:22:21 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อีกประเด็นคือ
7 "ย่อมบรรลุเจโตวิมุติอันสงบอย่างใดอย่างหนึ่ง
เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็นอนาคามีไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้"
เจโตวิมุติมีหลายอย่างหรือ แล้วบรรลุเจโตวิมุติแล้วยังไม่หลุดพ้นเลยอีกหรือ

3

กระทู้

1

เพื่อน

839

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
675
ความดี
82
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
13-2-2019
โพสต์เมื่อ 30-10-2015 00:07:55 |ดูโพสต์ทั้งหมด
5 "เพราะฉะนั้นแหละสารีบุตร เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่
เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ สารีบุตร กายกรรมวจีกรรม มโนกรรมของผู้มีอินทรีย์สงบ
มีใจระงับ เพราะฉะนั้นแหละ สารีบุตร เธอพึงศึกษาว่า จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น
เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย" เป็นอย่างไร
6 ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้ ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว"

=============================================================

ขอโอกาสแสดงความคิดเห็นใน 2 ข้อนี้ค่ะว่า ในส่วนการตำหนิพระสารีบุตรเรื่องที่มีความดำริว่า

"...ก็เธอพึงมีความคิดอย่างนี้ว่าจิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ได้ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง ... ๖๐ องค์บ้าง เป็นจิตอันเทวดาเหล่านั้นอบรมแล้วในภพนั้นแน่นอน ..."

ความดำรินี้ไม่ถูกต้อง เพราะที่จริงแล้ว ความสามารถนั้นของเทวดา มีได้เพราะการอบรมในศาสนานี้ พระองค์จึงทรงตำหนิว่าท่านพระสารีบุตรไม่ได้นำกายและจิตที่สงบรำงับเข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย เพราะว่าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่มีความสามารถล่วงรู้จิตของผู้อื่นนั้นมีอยู่ จึงเป็นที่มาของข้อ 6 ว่าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายที่พระองค์กล่าวแก้ความดำรินั้น ก็จะพึงเข้าใจตามความดำริของพระสารีบุตร ซึ่งไม่ถูกต้อง เป็นเหตุให้พากันฉิบหายได้จากความเชื่อนั้นค่ะ


100

กระทู้

6

เพื่อน

5280

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3763
ความดี
807
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-9-2019
โพสต์เมื่อ 30-10-2015 08:39:19 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย อัครา เมื่อ 30-10-2015 08:52
Eleonol ตอบกลับเมื่อ 30-10-2015 00:07
5 "เพราะฉะนั้นแหละสารีบุตร เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จั ...

ขอบคุณครับ ทำให้ผมได้มุมมองเพิ่มขึ้น
1 พระสารีบุตรรู้ว่ามีเทวดามาฟัง และ มีอัญญเดียรถีย์ปริพาชกฟังด้วย
2 พระสารีบุตรอาจมุ่งเน้นสอนเทวดา คือ เป็นเทวดาอยู่แล้วก็ไปเป็นอนาคามีได้ ไม่ต้องกลับมาอีก
3 ซึ่งจริงๆแล้วเทวดาเหล่านี้นเป็นอนาคามีอยู่แล้ว(หรือไม่ได้เป็นแต่รู้คำสอนในธรรมวินัยนี้ดี) ได้อบรมมาจากศาสนานี้ (พระสารีบุตรไม่มีญาณหยั่งรู้วาระจิต)
4 แต่เทวดาเหล่านั้นอาจเห็นว่าเป็นการสอนให้ไม่สำรวมอินทรีย์(อินทรีย์สังวร)เท่าไหร่ คือ ไปเป็นเทวดาก่อนแล้วเป็นอนาคามี ทำให้อัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ฟังอยู่ด้วยประมาท ไปเป็นเทวดาก่อนดีกว่า แล้วค่อยเป็นอนาคามี ได้คำสอนที่ไม่สำรวมอินทรีย์นัก
5 "เพราะฉะนั้นแหละสารีบุตร เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่
เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ สารีบุตร กายกรรมวจีกรรม มโนกรรมของผู้มีอินทรีย์สงบ
มีใจระงับ เพราะฉะนั้นแหละ สารีบุตร เธอพึงศึกษาว่า จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น
เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย ดูกรสารีบุตร เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ"
น่าจะหมายถึงการนำคำสอนที่ไม่สำรวมอินทรีย์(อินทรีย์สังวร)นักไปสอน(ไม่สอนให้เป็นอรหันต์ในปัจจุบันเลย) ไม่ใช่พระสารีบุตรไม่สำรวมอินทรีย์
6 อัญญเดียรถีย์ปริพาชก ที่ไม่ได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสแก้ จึงพากันฉิบหาย เพราะคงไปปฏิบัติเพื่อเป็นเทวดาก่อนค่อยเป็นอนาคามี
หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิด กรุณาชี้แนะด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 16-9-2019 00:16 , Processed in 0.229314 second(s), 20 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน