กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
1234567
กลับไป ตั้งกระทู้ใหม่
เจ้าของ: bunpot

อยากสอบถามคนใกล้ชิด พุทธวจน เรื่องพระอรหันต์ มีราคะ โทสะ ได้หรือไม่ จาก กระทู้โ

[คัดลอกลิงก์]

1

กระทู้

0

เพื่อน

96

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
38
ความดี
28
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
5-10-2015
โพสต์เมื่อ 5-10-2015 10:57:55 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เหตุ เกิด ราคะ  มีเพราะ  ตา กระทบ รูปเหรอครับ  ถ้า งั้น เห็น แม่ เห็นน้อง ก็เกิด ราคะ เหรอ ครับ

เหตุเกิดราคะ  หาดูสิครับ  ไปพูดทำไม จิต มีราคะ   หาเหตุ ก่อนสิครับ ไปตัดทำไม  ถ้า เรารู้ว่ามันเกิดไม่ได้

ถ้าเขาถามว่า “อาวุโส ! อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้ราคะที่ยัง
ไม่เกิด เกิดขึ้น, หรือราคะที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นไปเพื่อความเจริญโดยยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ ?”
ดังนี้. คำตอบพึงมีว่า สุภนิมิต (สิ่งที่แสดงให้รู้สึกว่างาม) ; คือเมื่อเขาทำในใจ
ซึ่งสุภนิมิตโดยไม่แยบคาย ราคะที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น และราคะที่เกิดอยู่แล้วก็
เป็นไปเพื่อความเจริญโดยยิ่ง เพื่อความไพบูลย์. อาวุโส ! นี้คือเหตุ นี้คือ
ปัจจัย.
ถ้าเขาถามอีกว่า “อาวุโส ! อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้โทสะที่
ยังไม่เกิด เกิดขึ้น, หรือโทสะที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นไปเพื่อความเจริญโดยยิ่ง เพื่อความ
ไพบูลย์ ?” ดังนี้. คำตอบพึงมีว่า ปฏิฆนิมิต (สิ่งที่แสดงให้รู้สึกกระทบกระทั่ง);
คือเมื่อเขาทำในใจซึ่งปฏิฆนิมิตโดยไม่แยบคาย โทสะที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น และ
โทสะที่เกิดอยู่แล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญโดยยิ่ง เพื่อความไพบูลย์. อาวุโส !
นี้คือเหตุ นี้คือปัจจัย.
ถ้าเขาถามอีกว่า “อาวุโส ! อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้โมหะที่
ยังไม่เกิด เกิดขึ้น, หรือโมหะที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นไปเพื่อความเจริญโดยยิ่ง เพื่อความ
ไพบูลย์ ?” ดังนี้. คำตอบพึงมีว่า อโยนิโสมนสิการ ( การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย) ;
คือเมื่อทำในใจโดยไม่แยบคาย โมหะที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น และโมหะที่เกิดอยู่แล้ว
ก็เป็นไปเพื่อความเจริญโดยยิ่ง เพื่อความไพบูลย์. อาวุโส ! นี้คือเหตุ นี้คือ
ปัจจัย.

104

กระทู้

6

เพื่อน

5417

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3864
ความดี
827
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
22-5-2020
โพสต์เมื่อ 6-10-2015 08:09:09 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เหตุผลที่พอสนับสนุนให้พระอรหันต์ทำตัวสบายๆ ตามที่ผมคิดออกตอนนี้คือ
1. ท่านมี "พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี" เพราะฉะนั้นไม่ต้องทำความเพียรอะไรอีก หรือต้องขูดเกลา เผากิเลสอะไรอีก
2. ธรรมเปรียบเหมือนแพ ข้ามฝั่งได้แล้ว ก็ไม่ต้องแบกเเพไปด้วย พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๒ ข้อ280
3. พระพุทธเจ้า ทานอาหารเสมอขอบบาตรบ้าง ใช้คหบดีจีวรบ้าง ฉันตามที่มีผู้นิมนต์บ้าง อยู่เรือนปิดมิดชิดบ้าง อยู่ในที่มีคนหมู่มากบ้าง พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๓ ข้อ324-328

แต่ทั้งหมด ผมว่าต้องมีกรอบบ้าง คือ
1.พระวินัย
2.การอยู่ ก็อยู่อย่างมีความสุข สบาย ทางกายหรือใจ (สุขเวทนา ทุกขเวทนา) ไม่เลยไปถึงตัณหา
3. เหตุให้บัญญัติสิกขาบท “อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิด
ในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่
เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑
เพื่อถือตามพระวินัย ๑” พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑ ข้อ20
4. กตัญญูต่อพระพุทธเจ้า โดยการประพฤติเป็นตัวอย่าง ให้ผู้อื่นได้ดู ได้เห็น การปฏิบัติที่ถูกต้อง (ตนเองพ้นแล้ว ก็ปฏิบัติทางที่ถูกต้องดีงาม เพื่อให้คนอื่นได้ทำตาม)

หมายเหตุ
1.ผมจะไม่กล่าวถึงบุคคลที่สามนอกเว็บบรอด เพราะท่านไม่มีโอกาสแก้ต่างในนี้
2.การอ้างอิง ผมจะอ้างอิงจากพุทธวจนเท่านั้น พยายามแสดงพระสูตรให้เห็น
3.การสนทนา เป็นไปเพื่อแสวงหาความหมายในธรรมวินัย เพื่อการหลุดพ้นเท่านี้น ไม่ได้มีเจตนาเพื่อเอาชนะ เพื่อข่มธรรมใคร
4.ผมจะแยกเป็นข้อๆ เป็นประเด็นๆ เพื่อที่จะแก้ความเห็นกันได้ง่าย ว่าข้อนี้ๆ ท่านแก้อย่างไร มีความเห็นอย่างไร
5.บุคคลใดที่มีเจตนา เพื่อชี้ทางผิด โน้มนำให้ออกจากพุทธวจนผมจะไม่สนทนาด้วย (เดี๋ยวผมจะหลง เคลิ้มไปด้วย อิอิ)

หากมีความเห็นผิด เข้าใจผิด กรุณาชี้แนะด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

104

กระทู้

6

เพื่อน

5417

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3864
ความดี
827
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
22-5-2020
โพสต์เมื่อ 9-10-2015 17:34:53 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๖
[๑๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุละอวิชชาได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ใน
กาลนั้น ภิกษุนั้นก็ไม่ทำกรรมเป็นบุญ ไม่ทำกรรมเป็นบาป ไม่ทำกรรมเป็นอเนญชา เพราะสำรอก
อวิชชาเสีย เพราะมีวิชชาเกิดขึ้น เมื่อไม่ทำเมื่อไม่คิด ก็ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น
ก็ไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่สะดุ้งกลัว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่าสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา
ถ้าเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า ทุกขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา
ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา
ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป
ถ้าเสวยทุกขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป
ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็วางใจเฉยเสวยไป
ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย
เมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต
รู้ชัดว่า เวทนาทั้งปวงอันตัณหาไม่เพลิดเพลินแล้วจักเป็นของเย็น
สรีรธาตุจักเหลืออยู่ในโลกนี้เท่านั้นเบื้องหน้าตั้งแต่สิ้นชีวิต
เพราะความแตกแห่งกาย ฯ

-----------------------------------------------
พระสูตรนี้ น่าจะชัดเจนที่สุดแล้วนะครับ ว่าขันธ์5มีก็ใช้ไป แต่ไม่เลยไปถึงตัณหา จบแค่เวทนา(ในสายปฏิจสมุปบาท) จนกระทั่่งกายแตกทำลาย

33

กระทู้

1

เพื่อน

2299

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1203
ความดี
563
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-8-2018
โพสต์เมื่อ 10-10-2015 08:19:17 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เหรียญ เมื่อ 10-10-2015 08:20

เมื่อภิกษุละอวิชชาได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้วในกาลนั้น ภิกษุนั้นก็ไม่ทำกรรมเป็นบุญ ไม่ทำกรรมเป็นบาป
ไม่ทำกรรมเป็นอเนญชา เพราะสำรอกอวิชชาเสีย เพราะมีวิชชาเกิดขึ้น เมื่อไม่ทำเมื่อไม่คิด ก็ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น
ก็ไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่สะดุ้งกลัว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี..  เพราะรู้ชัดว่าเมื่ออะไรมี อะไรจึงมี เพราะการเกิดขึ้นของอะไร  
อะไรจึงเกิดขึ้น ถ้าอะไรไม่มี  อะไรจึงไม่มี  เพราะความดับไปของอะไร  อะไรจึงดับไป เมื่อเป็นผู้ที่รู้ชัดและรู้รอบ ในกาลนั้น
ภิกษุนั้นก็ไม่ทำกรรมเป็นบุญ ไม่ทำกรรมเป็นบาป ไม่ทำกรรมเป็นอเนญชา เพราะสำรอก
อวิชชาเสีย เพราะมีวิชชาเกิดขึ้น เมื่อไม่ทำเมื่อไม่คิด ก็ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น
ก็ไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่สะดุ้งกลัว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี..

ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป  
(เป็นเพียงความระลึกได้ว่าเสวยสุขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป)
ถ้าเสวยทุกขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป         
(เป็นเพียงความระลึกได้ว่าทุกขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป)         
ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็วางใจเฉยเสวยไป  
(เป็นเพียงความระลึกได้ว่าถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็วางใจเฉยเสวย)
เพราะเมื่อตัณหาดับ เวทนาย่อมดับ เมื่อเวทนาดับ ตัณหาย่อมดับ..
เมื่อสินความเพลิดเพลิน  สตินั้นแลเป็นสิ่งที่มีอยู่ เพราะสิ้นความเพลิดเพลิน
จึงสิ้นราคะ เพราะสิ้นราคะ จึงสิ้นความเพลิดเพลินเพราะสิ้นความเพลิดเพลินและราคะ
เราจึงเรียกว่า จิตหลุดพ้นด้วยดี.  เมื่อจิตหลุดพ้นด้วยดี. วิชชาและวิมุตตินั้นแลเป็นที่อิงอาศัย


ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่าสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ถ้าเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า ทุกขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหาถ้าเสวย
อทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา
ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป
ถ้าเสวยทุกขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป
ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็วางใจเฉยเสวยไป
ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย
เมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต
รู้ชัดว่า เวทนาทั้งปวงอันตัณหาไม่เพลิดเพลินแล้วจักเป็นของเย็น
สรีรธาตุจักเหลืออยู่ในโลกนี้เท่านั้นเบื้องหน้าตั้งแต่สิ้นชีวิต
เพราะความแตกแห่งกาย ฯ

33

กระทู้

1

เพื่อน

2299

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
1203
ความดี
563
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-8-2018
โพสต์เมื่อ 10-10-2015 10:00:05 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ปุถุชนผู้ยังประโยชน์ให้ละความโกรธ  ความโลภ  ความหลงยังไม่ได้  ไฉนจะเข้าใจพยากรณ์อรหัตผลนั้นได้เล่า..

คำสอนทั้งหมดของพระศาสดาก็เพื่อให้เราถอนขึ้นเสียซึ้งมิจฉาทิฏฐิ..มิใช่หรือ..

104

กระทู้

6

เพื่อน

5417

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3864
ความดี
827
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
22-5-2020
โพสต์เมื่อ 15-2-2020 09:17:05 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๕
[๖๓๓] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ผู้ไม่โกรธ ฝึกฝนตนแล้ว มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอ หลุดพ้นแล้ว
เพราะรู้ชอบ สงบ คงที่อยู่ ความโกรธจักมีมาแต่ที่ไหน........

[๖๓๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก......
1234567
กลับไป ตั้งกระทู้ใหม่
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 29-5-2020 14:24 , Processed in 0.107573 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน