กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
เจ้าของ: bunpot

อยากสอบถามคนใกล้ชิด พุทธวจน เรื่องพระอรหันต์ มีราคะ โทสะ ได้หรือไม่ จาก กระทู้โ

[คัดลอกลิงก์]

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 09:39:12 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 4-10-2015 09:53

และยังขัดกับพระสูตร  ราคะ โทสะ โมหะ สิ้นไปเหมือนตาล ยอด ด้วนอีกด้วย ไม่เกิด  ไม่มีอีกต่อไป
--------------------------------------------------------------
เรื่องนี้ผมกล่าวไว้ในหลายๆที่ ว่า ราคะ โทสะ โมหะ
ถึงการทำให้หมดสิ้นไปภายในจิตขณะ ของพระอรหันต์
เพราะเห็นด้วยปัญญา (คือรู้รอบเป็นอย่างดีแล้ว ในการเกิดขึ้น และ การไม่ตั้งอยู่ได้)

พระสูตรนี้ ทรงตรัสชัดเจนมากๆว่า
"...ย่อมรู้ชัดซึ่ง ราคะ โทสะ และ โมหะ อันมีอยู่ในภายใน
ว่าราคะ โทสะ และโมหะมีอยู่ในภายในของเรา..."



48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 09:49:39 |ดูโพสต์ทั้งหมด
bunpot ตอบกลับเมื่อ 3-10-2015 22:26
ราคะ  ก็คือ อุปทาน
โทสะ ก็คือ อุปทาน
โมหะก็คือ อุปทาน


ราคะ  ก็คือ อุปทาน
โทสะ ก็คือ อุปทาน
โมหะก็คือ อุปทาน

แล้วพระอรหันต์  จะมีราคะโมสะโมหะ  มันขัดแย้งกันนะครับ

------------------------------------------------------------------------
1. ราคะ โทสะ โมหะ ทรงตรัสว่า คือ อกุศลมูล หรือเรียกว่า รากเหง้าแห่งอกุศลธรรม  แต่ไม่ได้ทรงตรัสว่า เป็นอุปาทาน ๔ อย่าง


2. พระอรหันต์ เป็นผู้มีปัญญาเครื่องเจาะแทงกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์ได้โดยชอบแล้ว จิตของท่านจึงหลุดพ้นไปได้จาก ราคะ โทสะ โมหะ เพราะรู้ชอบ (หากมีเกิดขึ้น ก็รู้ชัดว่ามีเกิดขึ้น หากไม่มีเกิดขึ้น ก็รู้ชัดว่าไม่มีเกิดขึ้น ตรงไป ตรงมา ตามสูตร ครับ)

104

กระทู้

6

เพื่อน

5417

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
3864
ความดี
827
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
22-5-2020
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 14:47:16 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขออนุญาตแสดงความเห็นครับ

พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๕
๙. ราคสูตร
        [๒๔๖] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็น
พระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ราคะ โทสะ
โมหะ บุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง บุคคลผู้นี้เรากล่าวว่า เป็นผู้อันมารผูกไว้แล้ว สวมบ่วง
แล้ว และถูกมารผู้มีบาปพึงกระทำได้ตามความพอใจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ราคะ โทสะ โมหะ
บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งละได้แล้ว บุคคลผู้นี้เรากล่าวว่า มารผูกไม่ได้ สวมบ่วงไม่ได้และมารผู้มีบาป
กระทำตามความพอใจไม่ได้ ฯ
        พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถา
ประพันธ์ดังนี้ว่า
        พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ได้กล่าวบุคคลผู้สำรอกราคะ
        โทสะ โมหะ และอวิชชาได้แล้ว ผู้มีตนอันอบรมแล้ว ผู้ใดผู้หนึ่ง
        ว่าเป็นผู้ประเสริฐ ผู้ไปแล้วอย่างนั้น ผู้ตรัสรู้แล้ว ผู้ล่วงเวรและภัย
        ผู้ละกิเลสทั้งปวงเสียได้ ฯ
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ
         จบสูตรที่ ๙
        ๑๐. ราคสูตร
        [๒๔๗] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็น
พระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ราคะ โทสะ
โมหะ ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม ยังละไม่ได้แล้ว ผู้นี้เรากล่าวว่า ข้ามสมุทรที่มี
คลื่น มีระลอก มีน้ำวนมีสัตว์ร้าย มีผีเสื้อน้ำไม่ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ราคะ โทสะ โมหะ
ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม ละได้แล้ว ผู้นี้เรากล่าวว่า ข้ามพ้นสมุทรที่มีคลื่น มี
ระลอก มีน้ำวน มีสัตว์ร้าย มีผีเสื้อน้ำได้แล้ว ข้ามถึงฝั่งตั้งอยู่บนบก ฯ
        พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถา
ประพันธ์ดังนี้ว่า
        เรากล่าวว่า ผู้ใดสำรอกราคะ โทสะ โมหะ และอวิชชาได้แล้ว ผู้นั้น
        ข้ามพ้นสมุทรที่มีสัตว์ร้าย มีผีเสื้อน้ำ มีคลื่นน่าพึงกลัว ข้ามได้โดยยาก
        ได้แล้ว ผู้นั้นล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง ละมัจจุราช หาอุปธิมิได้ ละทุกข์
เพื่อความไม่เกิดอีก ถึงความสาบสูญแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงการนับยัง
        มัจจุราชให้หลงได้แล้ว ฯ
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ
        จบสูตรที่ ๑๐
----------------------------------
ไม่ทราบว่าพระสูตรทั้งสองนี้เป็นพุทธวจนไม๊ครับ
ถ้าเป็น ผมมีความเห็นว่า ราคะ โทสะ โมหะ  ต้องไม่เกิดเลย สำหรับผู้เป็นอรหันต์ ไม่ว่าจะเป็นสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ หรือ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 15:03:23 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 4-10-2015 15:32

ราคะ โทสะ โมหะ เป็นอกุศลมูลแก่จิต เกิดขึ้นพร้อมกับจิต และดับไปพร้อมกับจิต มีความไม่เที่ยง ปัญญาเท่านั้นครับที่จะพิจารณาถึงความแปรปรวนไปแห่งธรรมเหล่านี้ได้ ใครครับที่จะเป็นผู้มีปัญญาเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส ๓ ตัวนี้ได้อย่างรอบรู้ เท่ากับ ปัญญาที่บริบูรณ์ของพระอรหันต์ซึ่งตามเห็นความไม่เที่ยง แปรปรวนเป็นธรรมดาของสิ่งนี้ครับ ได้ทุกขณะจิตที่เกิดดับอย่างรวดเร็วมากๆ ตามพระสูตร ปริยายสูตร ทรงตรัสชัดแจ้งแล้วว่า

--------------------------------------------------------------------------------
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุที่จะให้ภิกษุอาศัยพยากรณ์อรหัตผลฯลฯ เป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว
ย่อมรู้ชัดซึ่งราคะโทสะและโมหะอันมีอยู่ในภายใน
ว่าราคะ โทสะ และโมหะมีอยู่ในภายในของเรา

ภิกษุเห็นรูปชนิดใดด้วยจักษุแล้ว
ย่อมรู้ชัดซึ่งราคะ โทสะ และโมหะอันมีอยู่ในภายใน
ว่า ราคะ โทสะ และโมหะมีอยู่ในภายในของเรา หรือ
รู้ชัดซึ่งราคะ โทสะและโมหะอันไม่มีอยู่ในภายใน
ว่า ราคะ โทสะ และโมหะไม่มีอยู่ในภายในของเรา


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้พึงทราบด้วยการเชื่อต่อผู้อื่น พึงทราบด้วยความชอบ
ใจ พึงทราบด้วยการฟังต่อๆ กันมา พึงทราบด้วยการนึกเดาเอาตามเหตุ หรือพึงทราบด้วยการ
ถือเอาใจความตามความเห็นของตนบ้างหรือหนอ ภิกษุเหล่านั้นกราบ  ทูลว่า ไม่ใช่อย่างนั้น
พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้พึงทราบได้เพราะเห็นด้วยปัญญามิใช่หรือ
ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 15:40:38 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 4-10-2015 21:01

อานนท์ !  เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้
เธอพึงทรงจำสิ่งอันน่าอัศจรรย์
ไม่เคยมีมาแต่ก่อนของตถาคต ข้อนี้ไว้
อานนท์ ! ในกรณีนี้คือ

เวทนา  เป็นของแจ่มแจ้งแก่ตถาคตแล้วจึงเกิดขึ้น แล้วจึงตั้งอยู่ แล้วจึงลับไป
สัญญา  เป็นของแจ่มแจ้งแก่ตถาคตแล้วจึงเกิดขึ้น แล้วจึงตั้งอยู่ แล้วจึงลับไป
วิตก     เป็นของแจ่มแจ้งแก่ตถาคตแล้วจึงเกิดขึ้น แล้วจึงตั้งอยู่ แล้วจึงลับไป

- อุปริ. ม. ๑๔/๒๕๔/๓๗๙.

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 16:12:58 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 4-10-2015 16:14

ธรรมทั้งหลายที่บัญญัติออกมาจากพระโอษฐ์ นี้ เป็นสังขตธรรมทั้งสิ้น
ไม่เว้น แม้แต่ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เป็นธรรมที่สัมปยุตต์แล้วกับจิต

คลองแห่งการบัญญัติ เรียก พูดจา และเรื่องที่จะต้องรู้ด้วยปัญญา
ก็มีเพราะ นามรูป และ วิญญาณตั้งอยู่
จิต มีชื่อเรียก เพราะ นามรูป และ วิญญาณตั้งอยู่
ราคะ โทสะ โมหะ มีชื่อเรียก เพราะ นามรูป และ วิญญาณตั้งอยู่
ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ เป็นสังขตธรรม มีความไม่เที่ยง เป็นลักษณะ

พระอรหันต์ทั้งหลายนั้น เป็นผู้มีสติ ปัญญา ในการตามรู้ในธรรมทั้งหลายโดยความไม่ใช่ตน
เรียกว่า เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่น
ซึ่งธรรมทั้งหลายที่มีอยู่ของมัน อย่างนั้น ไม่ได้ดับหายไปจากโลกธาตุนี้
เพียงแต่ไม่ได้มีจิตเข้าไปพัวผันติดใจแล้วในสิ่งนั้น เพราะรู้ชอบ

ตามที่พระอาจารย์ก็กล่าวไว้ว่า
(ท่านรับรองชัดเจนมากๆ ว่า ราคะ ฯ เกิดขึ้น จริงแก่พระอรหันต์ ตามคลิปที่ผมวางไว้ให้ท่านๆดู
และที่สำคัญ พระสูตร ตรัสไว้ชัดเจนมากที่สุดครับ)
เรื่องนี้ต้องทบทวนใคร่ครวญหลายๆรอบ
การกำหนดรู้ การละ การทำให้แจ้ง การเจริญให้มาก แก่เสขะ ย่อมมีด้วยเหตุนี้
และเมื่อจักขุเกิดขึ้นแล้ว ญาณคือความรู้เกิดขึ้นแล้ว
ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว และ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว  
ความกำหนดรู้ในธรรมทั้งหลายได้เกิดแก่อรหันต์ทั้งหลาย
สติ และ ปัญญา เท่านั้นครับ ที่ทำให้ท่านไม่หลง ติดใจ แล้ว
ในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่ง ราคะ โทสะ โมหะ ที่พึงมีเกิดขึ้น

1

กระทู้

0

เพื่อน

96

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
38
ความดี
28
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
5-10-2015
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 19:12:53 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ตามที่เข้าใจ  ผมว่าเป็นการ แปลเพิ่มเติม  ซึ่งตามพุทธวจน  ก็ไม่มีบอกว่า พระอรหันต์ มีราคะโทสะโมหะ
เพียงแต่บอกว่า  ภิกษุ นั้น รู้  อย่างนั้น ก็พยากรณ์โดยไม่ต้องเชื่อ ใคร
อันนี้จะเป็นการแปลตรงตัว  และเมื่อเทียบเคียงกับพระสูตรอื่นโดย  ไม่ยึดพระสูตรเดียว  ต้องไม่ขัดแย้งแล้ว
เราก็จะพบว่า  ถ้าไม่ยึดถือว่า สิ่งนี้จริงสิ่งอื่นเปล่าแล้ว  ก็จะ  ไปศึกษาพระสุตรอื่นเพิ่มเติม

เราน่าจะไม่บัญญัติอะไรใหม่ อย่างที่พระอาจารย์พูดไว้ ว่าอย่ายึดคำพูดท่าน ให้ยึดพุทธวจน

ในเรื่อง นิพพานธาตุก็เหมือนกัน  ตรัสว่า  เพราะ เสวยเวทนา สุข ทุกข์  ที่ชอบใจ ไม่ชอบใจ  แต่ ไม่เกิดเวทนาทางใจ

เหมือนพระสูตรตรัสเปรียบ ลูกศร 2 ดอก

และ ตรัสเกี่ยวกับ
ราคะนุสัย ปฎิฆะนุสัย อวิชชานุสัย  ในเวทนา นั้นด้วย

ในส่วนอุปทาน  ถ้าเราไม่ยึดพระสุตรเดียว ว่าสิ่งนี้จริงสิ่งอื่นเปล่า ค้นหาก็จะพบ ว่า อุปทาน มีอะไรบ้างเช่น

ฉันทราคะ ในรูป...เวทนา..สัญญา...สังขาร...วิญญาณ  นั้นคือ  อุปาทาน

ในมูลสูตร  กล่าว่วา ธรรมทั้งหลาย  มีฉันทะ เป็นมูล

ราคะ เกิดเพราะความพอใจ
ฉันทราคะ  คือ อุปทาน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวความกำหนัดแห่งใจนั้นว่าเป็นสังโยชน์

ฉันทราคะนี้เรียกว่า ตัวสัญโญชนย์ แล.

ดังนั้น  สัญโยชน์ 10 อุปทาน ก็คือ ตัวยึด
และตรัสในทำนองเดียวกันกับ ราคะ โทสะ โมหะ ว่า ยึด ผูก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดความคลายช้า เร็วต่างกัน

ราคะโทสะโมหะ ผูก สงสารวัฎฎะ

เมื่อศึกษา  หลายๆพระสูตร โดยไม่ยึดว่าสิ่งนี้จริง สิ่ง อื่นเปล่า ก็จะไม่เกิดความขัดแย้ง กัน ในพระสูตร

1

กระทู้

0

เพื่อน

96

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
38
ความดี
28
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
5-10-2015
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 19:22:49 |ดูโพสต์ทั้งหมด
สรุป คือ เหมือนเราพูดเรื่องเวทนา   ถ้าไม่เข้าใจด้วยดีก็จะถกเถียงกัน

เช่นเดียวกัน พูดเรื่องกิเลส  ถ้าเราไม่เข้าใจด้วยดี ก็จะคิดว่าเป็นคนละอย่าง จนถกเถียงกัน
กิเลส จะ มี 1 มี 3 มี 4 มี 10 ก็ยังเป็นกิเลส  ที่ละอย่างหนึ่งก็มีผลให้ ละกิเลสตัวอื่น ละ สังโยชน์ เบื่องต้น 3 ได้
ก็จะละ ราคะโทสะโมหะ ได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการแล้ว ก็ไม่อาจละชาติ ชรา มรณะได้ ๓ ประการ
เป็นไฉน คือ ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลไม่
ละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว ก็ไม่อาจละชาติ ชรา มรณะได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการแล้ว ก็ไม่อาจละราคะ โทสะ โมหะได้ ๓ ประการ
เป็นไฉน คือ สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว ก็ไม่อาจละราคะ โทสะ โมหะได้

ดูกรอานนท์ โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา 2 ก็มี โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา 3 ก็มี โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา 5 ก็มี โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา 6 ก็มี โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา 18 ก็มี โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา 36 ก็มี โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา 108 ก็มี

ดูกรอานนท์ ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยปริยายอย่างนี้ ชนเหล่าใดจักไม่พากันให้ความสำคัญ ไม่พากันทำความเข้าใจ ไม่พากันพร้อมยินดีซึ่งคำที่เรากล่าวไว้อย่างดี บอกไว้อย่างดีแล้ว ชนเหล่านั้นจักเกิดความบาดหมางกัน เกิดความทะเลาะกัน วิวาทกัน จักทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกคือปาก

แสดงความคิดเห็น

อัครา  พระสูตร บุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการแล้ว... (24/76) ชัดเจนดีครับ  โพสต์เมื่อ 4-10-2015 20:04

1

กระทู้

0

เพื่อน

96

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
38
ความดี
28
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
5-10-2015
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 19:31:34 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เหมือนเคยคือ เจโตวิมุติ ไม่กำเริบ  และ  ราคะโทสะ โมหะอันละไปเหมือนตาลยอดด้วน ไม่เกิดอีก
ก็มีพระสูตร ให้เราศึกษาเข้าใจได้ว่า   ราคะ โทสะ โมหะ ตัดไป จนไม่เกิดอีก   
มีพระสูตรนี้ด้วย

และถ้าเข้าใจเรื่อง สำนวน  ภาษาไทยแปล และ สำนวน  ภาษาเดิมของพระพุทธเจ้า

เราก็จะเข้าใจว่า   การแปลของเรา ต้องไม่ยึด สำนวนในพระสูตรเดียว

เพราะ ธรรมชาติ ของ ภาษา ความคุ้น เคย จะ ลวงเราได้

เช่น ภาษา อังกฤษจะแปลจาก หลังไปหน้า แต่ ภาษาไทยจะแปลจากหน้าไปหลัง

1

กระทู้

0

เพื่อน

96

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
38
ความดี
28
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
5-10-2015
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 19:45:28 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เราต้องไม่ลืมว่า  พระสูตรเดียว คนศึกษา 2 คนก็ยังเห็นไม่เหมือนกัน   จึงควรศึกษาหลายๆพระสูตรประกอบ

และกลับมาดูคำพูดที่เกิดจากความเข้าใจเราด้วยว่า


มีในพุทธวจนไหม

ภิกษุนั้น  รู้ ว่า มี  รู้ว่า ไม่มี ราคะในจิต  ก็ พยากรณ์ อรหันต์ผลได้

อันนี้มีและแปลตรง ส่วนคนจะเข้าใจ  ก็มี เข้าใจได้หลากหลาย ตาม ความคุ้นเคย ของภาษา แตกต่างกัน

ส่วนคำพูดว่า  พระอรหันต์ รู้ว่ามี รู้ว่าไม่มี ในจิต  ก็พยากรณ์อรหันต์ ได้
อันนี้แปลเพิ่ม   จาก สังขาร ปรุงแต่ง  ตามความคุ้นเคย
เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

บุคคลผู้ถูกอวิชชาสัมผัสถูกต้องใจแล้ว  ก็เกิดผัสสะ เกิด เวทนา  เกิดตัณหา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย  !  สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชน
ผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้อง.
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 29-5-2020 14:26 , Processed in 0.043125 second(s), 19 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน