กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
เจ้าของ: bunpot

อยากสอบถามคนใกล้ชิด พุทธวจน เรื่องพระอรหันต์ มีราคะ โทสะ ได้หรือไม่ จาก กระทู้โ

[คัดลอกลิงก์]

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 06:18:47 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 4-10-2015 06:29

แต่ก็ขัดกับเจโตวิมุติ ที่ไม่กำเริบ นะครับ
--------------------
ความหมายของเจโตวิมุตติที่ไม่กำเริบ คือ ความหลุดพ้นจาก รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่มีอุปาทานอยู่ จิตพ้นแล้วจากอาสวะอันเกิดแต่อวิชชาครอบงำอยู่ ขันธ์ทั้งหลายครั้นพระองค์เมื่อตรัสรู้แล้วก็ยังมีปรากฏ ไม่ได้สูญหายหรือแตกทำลายไปไหน พระองค์ยังทรงมีจักขุที่จะพึงเห็นรูป เป็นต้น แต่ ฉันทราคะที่มีในจักขุ ในรูป ในจักขุวิญญาณ ในจักขุสัมผัส และในเวทนาอันเกิดจากจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย นั้นไม่มี พระองค์ทรงอุปมาด้วย น้ำที่อยู่บนใบบัว ธรรมกิเลสเหล่าใดที่มีอยู่ในโลกนี้ จะไม่แปดเปื้อนพระองค์ ดุจ น้ำที่ไม่ติดบนใบบัว ฉันนั้น ดังนั้น ท่านต้องเข้าใจว่า ธรรมทั้งหลายในโลกนี้ ไม่ได้สูญหายไปไหนเมื่อตรัสรู้แล้ว แต่ จิตต่างหากที่พรากไปได้จากธรรมทั้งหลายเหล่านั้นเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น ราคะ โทะ และ โมหะ ก็เช่นกัน เป็นกิเลสที่ประกอบเข้ากับจิต แต่เมื่อทรงตรัสในหลายๆพระสูตรแล้วว่า จิตหลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่มีอุปาทานในสิ่งใด นี้ก็ยืนยันชัดได้ว่า การหลุดพ้นเกิดจากการไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดโดยความเป็นตัวตน

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 06:19:23 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เวทนา ที่ไม่น่าชอบใจ  ก็คือโทมนัสอินทรีย์อันอาศัยเนกขัมมะ ไงครับ  การเสวยเวทนาอันไม่มีกิเลส

จะนำไปรวมกับโทมนัส ในเรือนที่มีกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ ได้อย่างไร

---------------------
ทรงตรัสในส่วน เวทนา ๒ เท่านั้นครับ คือ สุข และ ทุกข์ ตามบทพยัญชนะในพระสูตรที่ผมโพสไว้ให้ ไม่ได้ตรัสไปถึงเวทนาส่วน ๓๖ ของ เนกขัมมสิตโทมนัส พิจารณาตามพยัญชนะนะครับ  

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 06:19:50 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อย่างที่พระอาจารย์กล่าวไว้  ธรรมขัดแย้งกันไม่ได้   เจโตวิมิตุที่ไม่กำเริบ   ไม่ควรขัดแย้งกับพระอรหันต์มีราคะ โทสะ โมหะ
-------------------------------------
1. ผมไม่ได้กล่าวว่า ราคะ โทสะ โมหะ ปรากฏมีอยู่ตลอดแก่พระอรหันต์ แต่ผมกล่าวว่า เมื่อมีเกิดขึ้นก็กำหนดรู้รอบได้ และถึงความดับไปในที่สุด นี้เรียกว่า การถึงซึ่งความไม่มีต่อไปได้
2. พระอาจารย์ก็กล่าวเช่นนั้นเหมือนกันครับ ว่าพระอรหันต์เมื่อมี ราคะ โทสะ โมหะ ขึ้นในใจ ก็รู้ ... ลองไปฟังนะครับ https://www.youtube.com/watch?v=XJLGCHiu5F0

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 06:20:16 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พระสูตร ท่านกล่าวถึงการพยากรณ์ว่า  ภิกษุ   นั้นไม่ใช่พระอรหันต์นั้นนี่ครับ

--------------------------------------------------
หมายถึงพระสูตรที่ผมโพสขึ้นหรือครับ หากหมายถึงพระสูตรนี้ พระองค์ทรงตรัสถึงการจะพยากรณ์พระอรหันต์ ไว้แจ่มแจ้งแล้วครับ

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

1

กระทู้

0

เพื่อน

96

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
38
ความดี
28
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
5-10-2015
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 08:13:13 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ก็ยังขัดกับพุทธวจน นะครับ
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตที่เศร้าหมองด้วยราคะย่อมไม่หลุดพ้น หรือ ปัญญาที่เศร้าหมองด้วยอวิชชาย่อมไม่เจริญ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนี้แล ความสิ้นราคะ ชื่อเจโตวิมุติ ความสิ้นอวิชชา จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ.....”

ตามพระสูตร  หมายถึง เวทนา 5 นี่ครับ อินทรีย์ 5  คือ เวทนา 5  ความชอบใจ  ไม่ชอบ ใจ เป็นอนุสัยไม่ใช่เวทนา
เช่นบางคนชอบปลาร้า  บางคนไม่ชอบ กิเลสสิ้นไปแล้ว  แต่ เวทนา ตามอนุสัยยังปรากฎ แตกต่างไปแต่ละคน


และยังขัดกับพระสูตร  ราคะ โทสะ โมหะ สิ้นไปเหมือนตาล ยอด ด้วนอีกด้วย ไม่เกิด  ไม่มีอีกต่อไป



1

กระทู้

0

เพื่อน

96

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
38
ความดี
28
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
5-10-2015
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 08:28:44 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ภิกษุนั้นย่อมเสวย
อารมณ์ทั้งที่พึงใจและไม่พึงใจ ยังเสวยสุขและทุกข์อยู่ เพราะความที่อินทรีย์ ๕
เหล่าใดเป็นธรรมชาติไม่บุบสลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่นั่นเทียว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่ง
โมหะ ของภิกษุนั้น นี้เราเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ

อินทรีย์ 5 ค้นหา  พบ เจอ เป็น เวทนา 5 อย่างได้ด้วย คือ เวทนา  ยังมีจึงเสวยอารมณ์  เหมือนคนทั่วไป คือ สุขกาย ทุกข์กาย
ชอบใจ คือ สุขใจ  ไม่ชอบใจ คือ โทมนัสจิต อาศัยเนกขัมมะ

และยังมี พุทธวจน  ลูกศร 2 ดอก คือ  พระอริยะ จะเสวย เวทนา ที่ไม่มีกิเลส  เสวยเวทนา ทางกาย  เป็นทุกข์ แต่ ใจไม่ทุกข์(จากความยึดมั่น จากกิเลส)

เมื่อเธอรู้ชัดซึ่ง
เหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเวทนาเหล่านั้น
ตามความเป็นจริง อวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนาย่อมไม่นอนเนื่อง ถ้าเธอ
เสวยสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยสุขเวทนานั้น ถ้าเสวยทุกขเวทนา
ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยทุกขเวทนานั้น ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ย่อม
เป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยอทุกขมสุขเวทนานั้น

http://www.84000.org/tipitaka/pi ... A%B9%D4%BE%BE%D2%B9

http://www.84000.org/tipitaka/at ... p;A=5572&Z=5634

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 09:27:26 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 4-10-2015 09:28

ก็ยังขัดกับพุทธวจน นะครับ
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตที่เศร้าหมองด้วยราคะย่อมไม่หลุดพ้น หรือ ปัญญาที่เศร้าหมองด้วยอวิชชาย่อมไม่เจริญ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนี้แล ความสิ้นราคะ ชื่อเจโตวิมุติ ความสิ้นอวิชชา จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ.....”

----------------------------------------------------------------------
เพราะเห็นด้วยปัญญา ครับตาม ที่ตรัสไว้ในสูตร จึงรู้ชัดว่ามีเกิดขึ้น ก็รู้ว่ามี และ เมื่อไม่มีอยู่ ก็รู้ชัดว่า ไม่มีอยู่
ท่านจะต้องใคร่ครวญในเรื่องนี้ดีๆ ตามที่พระอาจารย์กล่าวย้ำไว้ในคลิป (หลายๆรอบ)


48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 09:31:11 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 4-10-2015 11:57

1. คือ ความรู้ชัด (หมายถึง รู้ยิ่ง รอบรู้ และกำหนดรู้ ) ว่ามีเกิดขึ้น (ตรัสชัดเจนมากครับ)
2. คือ ความรู้ชัด (หมายถึง รู้ยิ่ง รอบรู้ และกำหนดรู้ ) ว่าไม่มีเกิดขึ้น (ตรัสชัดเจนมากครับ)
3. คือ เห็นด้วยปัญญา เป็นเหมือนศาสตรา ตัดกระแสแห่งธรรมนั้นให้ขาด แล้วจึงรู้แจ้งได้

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 09:34:17 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 4-10-2015 11:58

ตามพระสูตร  หมายถึง เวทนา 5 นี่ครับ

---------------------------------
ตามสูตร สอุปปทิเสสนิพพานธาตุ ในคำว่า อินทรีย์ ๕ หมายถึง อินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ครับ
และคำว่า บุบสลาย มีการนำคำนี้ไปใช้กับรูปกาย ไม่ได้เคยนำมาใช้กับนามธรรม

พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๑
[๒๙๘]         อินทรีย์ ๕ อย่าง
๑. จักขุนทรีย์                   [อินทรีย์คือตา]
๒. โสตินทรีย์                   [อินทรีย์คือหู]
๓. ฆานินทรีย์                   [อินทรีย์คือจมูก]
๔. ชิวหินทรีย์                   [อินทรีย์คือลิ้น]
๕. กายินทรีย์                   [อินทรีย์คือกาย]

------------------------------------------------------------
พระอาจารย์ได้เคยกล่าวไว้แล้วครับว่า อินทรีย์ ๕ หมายถึงอะไร และ ยังมี ท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ได้เมตตาอธิบายไว้ในหนังสือพุทธธรรม ฉบับปรับขยายอีกด้วยครับ

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 4-10-2015 09:37:40 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 4-10-2015 09:58

อินทรีย์ 5  คือ เวทนา 5  ความชอบใจ  ไม่ชอบ ใจ เป็นอนุสัยไม่ใช่เวทนา
เช่นบางคนชอบปลาร้า  บางคนไม่ชอบ กิเลสสิ้นไปแล้ว  แต่ เวทนา ตามอนุสัยยังปรากฎ แตกต่างไปแต่ละคน

-----------------------------------
ตามที่ผมกล่าวว่า อินทรีย์ ๕ นั้น ทรงตรัสหลายปริยายมากครับ
ควรที่จะนำมาสอดคล้องกับพระสูตรตามแต่ละนัย ที่ตรัสหมายถึงไว้ แต่จะไม่สามารถเอาทุกนัยมาสอดลงในสูตรนั้นๆได้ทั้งหมด

อินทรีย์คือ สุขินทรีย์  ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ และ อุเบกขินทรีย์  นั้น
เป็น ส่วนของเวทนา ๕ ที่ตรัสไว้มีอยู่จริง แต่ไม่ใช่หมายถึงสูตรในสอุปาทิเสสนิพพานครับ
เพราะในสูตรนี้ ทรงตรัสชัดเจนว่า เสวยอารมณ์อันที่พอใจ ไม่พอใจ สุข และ ทุกข์
นั้นหมายถึง ผัสสะย่อมเกิดขึ้นแก่อรหันต์นั้นแล้ว อันอาศัยอินทรีย์ ๕
คือ ตา หู จมูก ลิ้น และ กาย ครับ  โดยมีใจ เป็นที่โคจรของอินทรีย์ทั้งหลายเหล่านั้น (ทรงตรัสในอีกพระสูตรหนึ่ง)

ท่านลองใคร่ครวญดูว่า พระอรหันต์ รู้ชัด รู้รอบ กำหนดรู้ในธรรมทั้งหลายแล้วเป็นอย่างดี  เมื่อ กาย และ จิตยังมีอยู่ สุข ทุกข์ อันเป็นไปในภายในย่อมมี แต่ไม่ใช่เพราะความที่ท่านรู้แจ้งแล้วเป็นอย่างดีไม่ใช่หรือ ด้วยปัญญา ที่เป็นอริยะ อันเป็นสัจจะ กำหนดถึงความเกิดขึ้น และ ความดับไป (นี้เป็นพุทธพจน์) แห่งธรรมทั้งหลายได้ จึงทำให้ไม่สำคัญมั่นหมายสิ่งใดๆในโลก ด้วยอุปาทาน อีกต่อไป  
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 29-5-2020 12:55 , Processed in 0.108015 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน