กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 9633|ตอบกลับ: 9

พระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องฉันอาหารมื้อเดียว

[คัดลอกลิงก์]

1

กระทู้

0

เพื่อน

20

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
10
ความดี
4
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
17-5-2014
โพสต์เมื่อ 17-5-2014 18:14:23 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พอดีผมยังไม่แตกฉานในพระสูตร แต่ได้มีโอกาสสนทนากับผู้อื่นเรื่องการฉันอาหารของภิกษุวันละหนึ่งมื้อเท่านั้น ในขณะที่อีกคนบอกว่า ได้ 2 มื้อ ผมอยากทราบพระสูตรที่เกียวกับเรื่องนี้ครับ ว่าแท้จริงคือ 1 มื้อก่อนเที่ยง แต่ทำไมในบาลี มีระบุ ถึง 10 ครั้งครับ ขอบพระคุณครับ

14

กระทู้

3

เพื่อน

3231

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
1268
ความดี
987
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
29-8-2014
โพสต์เมื่อ 17-5-2014 18:56:30 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย กันตัง เมื่อ 17-5-2014 19:55

จูฬศีล
๙.    ภิกษุฉันมื้อเดียว  ไม่ฉันตอนกลางคืน  เว้นขาดจากการฉันในเวลาวิกาล

กกจูปมสูตร
              ประโยชน์ของการฉันอาหารมื้อเดียว
           {๒๖๕} [๒๒๕]    ครั้งนั้น    พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า    “ภิกษุ
ทั้งหลาย    สมัยหนึ่ง    ภิกษุจำนวนมากได้ทำให้เรามีจิตยินดี    เราได้เตือนภิกษุทั้งหลาย
ณ    ที่นี้ว่า    ‘เราฉันอาหารมื้อเดียว๑    เราเมื่อฉันอาหารมื้อเดียว    ย่อมรู้สึกว่ามี
อาพาธน้อย    มีความลำบากกายน้อย    มีความเบากาย    มีกำลัง    และอยู่อย่างผาสุก
มาเถิด    แม้พวกเธอก็จงฉันอาหารมื้อเดียว    แม้เธอทั้งหลายเมื่อฉันอาหารมื้อเดียว
จักรู้สึกว่ามีอาพาธน้อย    มีความลำบากกายน้อย    มีความเบากาย    มีกำลัง    และ
อยู่อย่างผาสุก’    เราไม่ต้องพร่ำสอนภิกษุเหล่านั้นอีก    เพียงแต่ทำให้สติเกิดขึ้นใน
  ภิกษุเหล่านั้นเท่านั้น    รถที่เทียมด้วยม้าอาชาไนย    ซึ่งฝึกมาดีแล้ว    แล่นไปตาม
ทางใหญ่สี่แพร่ง    บนพื้นราบเรียบโดยไม่ต้องใช้แส้    เพียงแต่นายสารถีผู้ฝึกหัดม้าที่
ฉลาดขึ้นรถแล้วจับสายบังเหียนด้วยมือซ้าย    จับแส้ด้วยมือขวา    เตือนม้าให้วิ่งตรงไป
หรือเลี้ยวกลับไปตามถนนที่ต้องการได้ตามความปรารถนา    แม้ฉันใด    เราก็ฉันนั้น
เหมือนกัน    ไม่ต้องพร่ำสอนภิกษุเหล่านั้นอีก    เพียงแต่ทำให้สติเกิดขึ้นในภิกษุ
เหล่านั้นเท่านั้น    เพราะฉะนั้น    แม้เธอทั้งหลายก็จงละอกุศลธรรม    จงทำความ
พากเพียรในกุศลธรรมทั้งหลาย    เมื่อเป็นเช่นนี้    แม้เธอทั้งหลายก็จักถึงความเจริญ
งอกงาม    ไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้
หมายเหตุ ๑ เป็นคำอรรถกถาในสูตรนี้ว่า ฉันอาหารช่วงเวลาเช้าคือตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนถึงเที่ยงวัน แม้ฉัน ๑๐ ครั้ง ในช่วงเวลานี้ ก็ยังถือว่าฉันครั้งเดียว
ธุดงค์วัตร
ปิณฑปาตปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับบิณฑบาต)
การถือบิณฑบาตเป็นวัตร คือการบริโภคอาหารเฉพาะที่ได้มาจากการรับบิณฑบาตเท่านั้น ไม่บริโภคอาหารที่คนเขานิมนต์ไปฉันตามบ้าน

ถือการบิณฑบาตตามลำดับบ้านเป็นวัตร คือจะรับบิณฑบาตโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่เลือกว่าเป็นบ้านคนรวยคนจน ไม่เลือกว่าอาหารดีไม่ดี มีใครใส่บาตรก็รับไปตามลำดับ ไม่ข้ามบ้านที่ไม่ถูกใจไป

ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตร คือ ในแต่ละวันจะบริโภคอาหารเพียงครั้งเดียว เมื่อนั่งแล้วก็ฉันจนเสร็จ หลังจากนั้นก็จะไม่บริโภคอาหารอะไรอีกเลย นอกจากน้ำดื่ม

ถือการฉันในบาตรเป็นวัตร คือจะนำอาหารทุกชนิดที่จะบริโภคในมื้อนั้น มารวมกันในบาตร แล้วจึงฉันอาหารนั้น เพื่อไม่ให้ติดในรสชาดของอาหาร

ถือการห้ามภัตที่ถวายภายหลังเป็นวัตร คือเมื่อรับอาหารมามากพอแล้ว ตัดสินใจว่าจะไม่รับอะไรเพิ่มอีกแล้ว หลังจากนั้นถึงแม้มีใครนำอะไรมาถวายเพิ่มอีก ก็จะไม่รับอะไรเพิ่มอีกเลย ถึงแม้อาหารนั้นจะถูกใจเพียงใดก็ตาม
สติเป็นที่แล่นไปสู่วิมุตติ  

31

กระทู้

1

เพื่อน

1902

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
15
สตางค์
979
ความดี
476
ชื่อเสียง
14
ล่าสุด
28-4-2015
โพสต์เมื่อ 17-5-2014 19:33:44 |ดูโพสต์ทั้งหมด
กันตัง ตอบกลับเมื่อ 17-5-2014 18:56
จูฬศีล
๙.    ภิกษุฉันมื้อเดียว  ไม่ฉันตอนกลางคืน  เว้น ...

จูฬศีล ยังหาไม่เจอครับ
ส่วนกกจูปมสูตร มีดังนี้

พระไตรปิฎก ภาษาไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
หน้าที่ ๑๗๓/๔๓๐ ข้อที่ ๒๖๕
http://etipitaka.com/read?langua ... r=173&volume=12
        ทรงแนะนำให้ฉันอาหารที่อาสนะแห่งเดียว
        [๒๖๕] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัส เรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สมัยหนึ่ง พวกภิกษุได้ทำจิตของเราให้ยินดีเป็นอันมาก เราขอเตือนภิกษุทั้งหลายไว้ในที่นี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราฉันอาหารที่อาสนะแห่งเดียว เมื่อเราฉันอาหารที่อาสนะแห่งเดียวอยู่แล
รู้สึกว่ามีอาพาธน้อย มีความลำบากกายน้อย มีความเบากาย มีกำลัง และอยู่อย่างผาสุก ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ถึงพวกเธอก็จงฉันอาหารที่อาสนะแห่งเดียวเถิด แม้พวกเธอฉันอาหารที่
อาสนะแห่งเดียวกัน ก็จะรู้สึกว่ามีอาพาธน้อย มีความลำบากกายน้อย มีความเบากายมีกำลัง
และอยู่อย่างผาสุก ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจะไม่ต้องพร่ำสอนภิกษุเหล่านั้นอีก การทำสติให้เกิด
ได้เป็นกรณียะในภิกษุเหล่านั้นแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนรถที่เทียมด้วยม้าอาชาไนย
ซึ่งเป็นม้าที่ได้รับการฝึกมาดีแล้ว เดินไปตามหนทางใหญ่ ๔ แพร่ง ในที่มีพื้นราบเรียบ โดยไม่
ต้องใช้แส้ชั่วแต่นายสารถีผู้ฝึกหัดที่ฉลาดขึ้นรถ แล้วจับสายบังเหียนด้วยมือซ้าย จับแส้ด้วยมือ
ขวาแล้ว ก็เตือนให้ม้าวิ่งตรงไป หรือเลี้ยวกลับไป ตามถนนตามความปรารถนาได้ ฉันใด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจะไม่ต้องพร่ำสอนภิกษุทั้งหลายเนืองๆ ฉันนั้นเหมือนกัน การทำสติให้
เกิดได้เป็นกรณียะในภิกษุเหล่านั้นแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น แม้พวกเธอก็จงละอกุศล
ธรรมเสีย จงทำความพากเพียรแต่ในกุศลธรรมทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้พวกเธอก็จักถึงความ
เจริญ งอกงาม ไพบูลย์ในพระธรรมวินัยนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนป่าไม้รังใหญ่ ใกล้
บ้านหรือนิคม และป่านั้นดาดไปด้วยต้นละหุ่ง ชายคนหนึ่ง เล็งเห็นประโยชน์และคุณภาพของ
ต้นรังนั้น ใคร่จะทำให้ต้นรังนั้นให้ปลอดภัย เขาจึงตัดต้นรังเล็กๆ ที่คดและถางต้นละหุ่ง
อันคอยแย่งโอชาของต้นรังนั้นออก นำไปทิ้งในภายนอกเสียสิ้น ทำภายในป่าให้สะอาดเรียบร้อย
แล้ว คอยรักษาต้นรังเล็กๆ ต้นตรงที่ขึ้นแรงดี โดยถูกต้องวิธีการ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยการ
กระทำดังที่กล่าวมานี้แหละ กาลต่อมา ป่าไม้รังนั้นก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ขึ้นโดยลำดับ
ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้พวกเธอก็จงละอกุศลธรรมเสีย จงทำความพากเพียรอยู่แต่ในกุศล
ธรรมทั้งหลาย ฉันนั้นเถิด เพราะเมื่อเป็นเช่นนี้ แม้พวกเธอ ก็จะถึงความเจริญ งอกงาม
ไพบูลย์ ในพระธรรมวินัยนี้ถ่ายเดียว.

ดูบาลี ใช้คำว่า เอกาสนโภชนํ น่าจะแปลว่าฉันมื้อเดียว หรือว่าให้นั่งฉันที่เดียวอย่าลุกเดินไปเดินมาดีครับ

แสดงความคิดเห็น

กันตัง  ความหมายอาจเหมือนธุดงควัตร  โพสต์เมื่อ 17-5-2014 20:08
กันตัง  เอกะ+อาสนะ+โภชนานัง นั่งฉันครั้งเดียว มั๊งคะ  โพสต์เมื่อ 17-5-2014 20:04
กันตัง  หาในมหาจุฬา กับ มหามกุฏฯค่ะ  โพสต์เมื่อ 17-5-2014 19:36

1

กระทู้

0

เพื่อน

20

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
10
ความดี
4
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
17-5-2014
โพสต์เมื่อ 17-5-2014 19:44:36 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบพระคุณมากครับ

31

กระทู้

1

เพื่อน

1902

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
15
สตางค์
979
ความดี
476
ชื่อเสียง
14
ล่าสุด
28-4-2015
โพสต์เมื่อ 17-5-2014 19:44:50 |ดูโพสต์ทั้งหมด
prachueb ตอบกลับเมื่อ 17-5-2014 19:33
จูฬศีล ยังหาไม่เจอครับ
ส่วนกกจูปมสูตร มีดังนี้

ปัญหาของการแปลอีกแล้วครับท่าน
ยังไงแล้วเราต้องรณรงค์ให้ท่องพุทธวจนบาลีเป็นหลักก่อนนะครับ คำพระพุทธเจ้าจะได้ไม่ผิดเพี้ยน
ส่วนว่าจะแปลว่าอะไร ค่อยหาครูบาลี หรืออรรถกถาจารย์ มาวิเคราะห์แปลให้อีกที
ดั่งที่ผมเคยเขียนรณรงค์ว่า มาท่องพุทธวจนบาลีกัน

http://webboard.watnapp.com/home ... w=me&from=space

แสดงความคิดเห็น

กันตัง  เบรนสตอร์มมิ่ง ช่วยกันแปลใหม่ทั้งหมด ก็น่าจะดี หาข้อสรุปให้ได้  โพสต์เมื่อ 17-5-2014 20:14

5

กระทู้

0

เพื่อน

229

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
125
ความดี
53
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
18-9-2014
โพสต์เมื่อ 18-5-2014 19:27:00 |ดูโพสต์ทั้งหมด
การที่แปลพุทธพจน์ใหม่ ไม่ใช่ ของเล่นนะ  เพราะต้องมีผู้ชำนาญการทางด้านภาษาบาลี และถ้าจะใช่คำให้สวยและถูกต้อง  เขาใช้คำว่า   สังคายนา   

8

กระทู้

0

เพื่อน

621

เครดิต

แบนห้ามเข้า

บล็อก
0
สตางค์
344
ความดี
141
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
6-7-2016
โพสต์เมื่อ 23-5-2014 17:24:14 |ดูโพสต์ทั้งหมด
หมายเหตุ: ผู้โพสต์ถูกแบนหรือถูกลบ โพสต์นี้ถูกปิดโดยอัตโนมัติ

5

กระทู้

0

เพื่อน

229

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
125
ความดี
53
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
18-9-2014
โพสต์เมื่อ 26-5-2014 00:37:05 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ในศาสนาพุทธ สังคายนา[1] (บาลี: สํคายนา) คือการประชุมตรวจชำระสอบทานและจัดหมวดหมู่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า วางลงเป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวกัน ตามศัพท์ "สังคายนา" หมายถึง สวดพร้อมกัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สังคีติ” แปลว่า สวดพร้อมกัน มาจากคำว่า คายนา หรือ คีติ แปลว่า การสวด สํ แปลว่า พร้อมกัน คำนี้มีมูลเหตุมาจากวิธีการสังคายนาพระธรรมวินัย ที่เรียกว่าวิธีการร้อยกรองหรือรวบรวมพระธรรมวินัย หรือประมวลคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มีวิธีการคือนำเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงจำไว้มาแสดงในที่ประชุมพระสงฆ์ จากนั้นให้มีการซักถามกัน จนกระทั่งที่ประชุมลงมติว่าเป็นอย่างนั้นแน่นอน เมื่อได้มติร่วมกันแล้วในเรื่องใด ก็ให้สวดขึ้นพร้อมกัน การสวดพร้อมกันแสดงถึงการลงมติร่วมกันเป็นเอกฉันท์ และเป็นการทรงจำกันไว้เป็นแบบแผนต่อไป

0

กระทู้

0

เพื่อน

125

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
62
ความดี
30
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
12-10-2015
โพสต์เมื่อ 20-9-2015 03:16:44 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ผมเคย อดอาหาร และลดอาหาร  เคยไม่กิน7วันนอกจาก นม  สิ่ง ที่เกิดคือ  อารมความต้องการต่างๆๆๆลดลงแทบไม่เหลือโดยเฉพาะ  ทางเพศ แต่สมาธิจะสัดส่ายเพราะหิว  แต่ถ้าอาหารอิ่มท้องมากๆๆจิตจะฟุ้งคุมสมาธิยาก     เพราะฉนั้นสาเหตุที่ ภิกษุฉันมื้อเดียว  ก้ น่าจะผลมาจากการเจริญวิปัสนา   ที่ต้องการการเลื่อน ขั้นของสมาธิ สู่ญาณขั้นสูงเพราะ      ความกำหนัดทางเพศเป็นผลกระทบที่ร้ายแรงต่อสมาธิจึงเป้นเหตุผลที่ต้องลดอาหารเพื่อผลที่ดีขึ้นของสมาธิ
                เพราะในพระใตรปิฏก  แม้จะบัญญัติใว้มาก แต่ปลายทางที่สุดๆๆของทั้งหมดแล้วก็เพื่อให้จิตได้วิปัสนาญาณ
เพื่อไม่ไห้มีกิเลสอีก

0

กระทู้

0

เพื่อน

15

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
8
ความดี
2
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
23-1-2017
โพสต์เมื่อ 23-1-2017 14:09:31 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เท่าที่อ่าน ผมเจอ 2 พระสูตครับ
เล่ม ๒ หน้าที่ ๓๖๙  และ เล่มที่ ๙ หน้าที่ ๖๖
แต่ยังไม่เจอข้อที่บัญญัติให้ฉันมากกว่า ๑ มื้อ ครับ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 20-9-2019 17:49 , Processed in 0.149704 second(s), 19 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน