กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
12
กลับไป ตั้งกระทู้ใหม่
เจ้าของ: metalblood

ขอถามพระ อ คึกฤทธิ์ ในคำถามเกี่ยวกับนิพพานครับ

[คัดลอกลิงก์]

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 12-10-2016 10:40:55 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 12-10-2016 16:46

พระศาสดาเป็นอัจฉริยะมนุษย์ ทรงเชี่ยวชาญทางศัพท์บัญญัติ
หาผู้เปรียบมิได้ บทธรรมของพระองค์เป็นอกาลิโล สอดรับไม่ขัดแย้งกัน

หากสังเกตพระองค์เคยตรัสเรื่องใบไม้ในกำมือ กับใบไม้ในป่าทั้งป่า
หรือธรรมเทศนาบางเรื่องพระองค์จะไม่ทรงแสดงหากไม่มีผู้ถามเจาะจงเพราะอาจทำให้เกิดความประมาท

และเรื่องอนัตตา และเรื่องนิพพาน ถือว่าเป็นหัวใจพระศาสนา
เป็นสิ่งที่แตกต่างไม่มีในศาสนาอื่น

แต่เดิมผมก็เชื่อตามผู้รู้ทั้งหลายที่อธิบายว่านิพพานเป็นอนัตตา ด้วยวิธีอธิบายดังต้นกระทู้
ต่อมาพระอาจารย์ท่านหนึ่งท่านก็ว่านิพพานไม่เป็นทั้งอัตตาและอนัตตาแต่ก็ยังไม่ชัดเจนนักในส่วนตัว
ต่อมาพระอาจารย์คึกฤทธิ์ท่านได้ชี้ประเด็นทีว่า
พระสูตรจะเริ่มด้วย สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นเป็นอนัตตา ท่านชี้ให้เห็นในเชิงตรรกะ
เชิงการบัญญัติว่า มุ่งเน้นอธิบายสังขตธรรมเป็นหลัก โดยนัยนี้ สิ่งใดสิ่งนั้นคือสังขตธรรมมาแต่ต้นจนถึงอนัตตา
แต่ตรรกที่ว่าอนัตตารวมไปถึงนิพพานนั้น จะเป็นว่า อสังขตมาแทรกเข้าในตอนท้าย

-----------------------------อนิจจัง------------>ทุกขัง--------->อนัตตา
นิพพานเป็นอนัตตา--------สังขต------------->สังขต--------->สังขต+(อสังขต,นิพพาน มาแทรกตอนท้าย)
นิพพานไม่เป็นอนัตตา-----สังขต------------->สังขต--------->สังขต(มีองค์ประกอบเหมือนกันแต่ต้นจนจบ)

พุทธวจน- นิพพานไม่ใช่อนัตตา
https://www.youtube.com/watch?v=jXbhokjgjgM
https://www.youtube.com/watch?v=KfMC98-zsTw

66

กระทู้

0

เพื่อน

1583

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
844
ความดี
401
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-10-2018
โพสต์เมื่อ 12-10-2016 10:44:43 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pungkung เมื่อ 12-10-2016 11:11

ฉันนสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/_m ... p;A=2963&Z=3028

การที่นิพพานไม่เป็นอนัตตาใช่ว่าเป็น อัตตา
เพราะเหมือนกล่าวว่าเสื้อตัวนี้มิใช่สีแดงไม่ได้แปลว่าเสื้อตัวนี้จะเป็นสีดำไม่
ซึ่งสิ่งใดเป็นของคู่มีส่วนสุดสองข้าง ย่อมไม่หลุดพ้น เป็นของปรุงแต่ง
และไม่ปรากฎว่าพระศาสดาทรงตรัสตรงๆว่า นิพพานเป็นอนัตตา เช่นนี้คงมิใช่เหตุบังเอิญ แต่มีเหตุปัจจัย
และสภาวะนิพพานหรือคำอื่นที่หมายถึงนิพพาน ก็สามารถหาคำอธิบายโดยสภาวะได้ในพุทธวจนโดยตรง
อยู่แล้วไม่ว่า และ นิพพานก็คือนิพพาน

ฉบับหลวง
แถลงปัญหามหาภูต
        [๓๔๙] ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหน
อุปาทายรูปที่ยาวและสั้น ละเอียดและหยาบ ที่งามและไม่งาม ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหน
นามและรูปย่อมดับไม่มีเหลือในที่ไหน ดังนี้.
        ในปัญหานั้น มีพยากรณ์ดังต่อไปนี้
        [๓๕๐] ธรรมชาติที่รู้แจ้ง ไม่มีใครชี้ได้ ไม่มีที่สุด แจ่มใส โดยประการทั้งปวง
ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในธรรมชาตินี้.
        อุปาทายรูปที่ยาวและสั้น ละเอียดและหยาบ ที่งามและไม่งาม ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ใน
ธรรมชาตินี้.
        นามและรูปย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้.
        เพราะวิญญาณดับ นามและรูปนั้นย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้ ดังนี้.
        พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว. เกวัฏฏ์ คฤหบดีบุตรมีใจชื่นชม เพลิดเพลิน
ภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล.
                              จบเกวัฏฏสูตร ที่ ๑๑.

มหามกุฏฯ
[๓๕๐]   ธรรมชาติที่รู้แจ้ง    แสดงไม่ได้   ไม่มีที่สุด    แจ่มใสโดย
ประการทั้งปวง
         ปฐวีธาตุ   อาโปธาตุ    เตโชธาตุ   วาโยธาตุ    ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ใน
ธรรมชาตินี้
         อุปาทายรูปยาวและสั้น  ละเอียดและหยาบ   งามและไม่งาม    ย่อม
ตั้งอยู่ไม่ได้ในธรรมชาตินี้
         นามและรูปย่อมดับไปไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้
         เพราะวิญญาณดับ  นามและรูปนั้นย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้
ดังนี้.

มหาจุฬาฯ
{๓๕๐}[๔๙๙]    ในปัญหานั้น  มีคำตอบดังนี้
                                          ปฐวีธาตุ  อาโปธาตุ  เตโชธาตุ  วาโยธาตุ  ย่อมตั้ง
                              อยู่ไม่ได้ในวิญญาณ๑ซึ่งเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น  ไม่มีที่สุด
                              แต่มีท่าข้าม๒โดยรอบด้าน  อุปาทายรูปที่ยาวและสั้น
                              ละเอียด  และหยาบ  งามและไม่งาม  ก็ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้
                              ในวิญญาณ๑นี้เช่นเดียวกัน  นามและรูปย่อมดับสนิท
                              ในวิญญาณ๑นี้เช่นเดียวกัน  เพราะวิญญาณ๓ดับไป
                              นามและรูปนั้นก็ย่อมดับสนิทในที่นั้น”
ท่านพุทธทาส
ภิกษุ !  ในปัญหาของเธอนั้น เธอไม่ควรตั้งคำถามขึ้นว่า ‘มหาภูตสี่คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เหล่านี้ ย่อมดับสนิทไม่มีเศษเหลือในที่ไหน ?’ ดังนี้เลย, อันที่จริง เธอควรจะตั้งคำถามขึ้นอย่างนี้ว่า :-
        ‘ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้ในที่ไหน ? ความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความไม่งาม ไม่หยั่งลงได้ในที่ไหน ?  นามรูป ย่อมดับสนิทไม่มีเศษเหลือ ในที่ไหน ?’ ดังนี้ ต่างหาก.
        ภิกษุ !  ในปัญหานั้น คำตอบมีดังนี้ :
        “สิ่ง” สิ่งหนึ่ง ซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่มีที่สุด แต่มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบ, นั้นมีอยู่. ใน “สิ่ง” นั้นแหละ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้. ใน “สิ่ง” นั้นแหละ ความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความไม่งาม ไม่หยั่งลงได้. ใน “สิ่ง” นั้นแหละ นามรูปย่อมดับสนิท ไม่มีเศษเหลือ. นามรูป ดับสนิทใน “สิ่ง” นี้ เพราะการดับสนิท ของวิญญาณ, ดังนี้”.

อันนี้ผมลองเปิดพจนานุกรมแปลเอาเองครับ
วิฺาณ อนิทสฺสน อนนฺต สพฺพโต ปภ
ความรุ่งเรืองโดยทั่วถึงตลอดกาลซึ่งไม่อาจเห็นได้ด้วยวิญญาณ
เอตฺถ อาโป จ ปวี จ เตโช วาโย น คาธติ
ในความรุ่งเรืองนี้ ดิน น้ำ ไฟ ลม ตั้งอยู่ไม่ได้
เอตฺถ ทีฆฺจ รสฺสฺจ อนน ถูล สุภาสุภ
ในความรุ่งเรืองนี้ ความยาวสั้น ความละเอียดหยาบ ความงามไม่งาม ตั้งอยู่ไม่ได้
เอตฺถ นามฺจ รูปฺจ อเสส อุปรุชฺฌติ
ในความรุ่งเรืองนี้ นามรูป ดับไปไม่มีเหลือ
วิฺาณสฺส นิโรเธน เอตฺเถต อุปรุชฺฌตีติ ฯ
ในความรุ่งเรืองนี้ เพราะการดับไปของวิญญาณ จึงมีความดับไม่เหลือของนามและรูป

0

กระทู้

0

เพื่อน

38

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
25
ความดี
5
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
18-10-2016
โพสต์เมื่อ 12-10-2016 11:39:45 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พระพุทธองค์สอนให้ละความเพลินในนิพพาน ไม่ยึดเอาว่านิพพานเป็นเรา หรือเป็นของเรา เช่นเดียวกับสังขตลักษณะ

เพราะมันเป็น อนัตตา เช่นเดียวกัน เพียงแต่สังขตะ กับ อสังขตะ เป็นธรรมที่มีธรรมชาติแตกต่างกัน

แต่เหมือนกันตรงที่ มันเป็นอนัตตา ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่นทั้งคู่

แสดงความคิดเห็น

nutc  อนัตตาหรือไม่  โพสต์เมื่อ 15-10-2016 10:42
nutc  อนัตตาคืออะไร เกิด เสื่อม ดับ ไม่ยึดมั่่นถือมั่นอย่างเดียวเรืยกอนั  โพสต์เมื่อ 15-10-2016 10:41

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 15-10-2016 10:11:56 |ดูโพสต์ทั้งหมด
"แม้นิพพานจะอยู่นอกเหนือจากกฏของสังขตลักษณะ แต่ก็ยังอยู่ในกฏของความเป็นอนัตตา
เพราะสัพเพธรรมมาอนัตตา ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ใช่ตัวตน ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่นด้วยประการทั้งปวง"

*****************************************************************************
นิพพานจะอยู่ในกฏแห่งความเป็นอนัตตา นั้นไม่ใช่ฐานะเลย
สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ นั้นพระศาสดาทรงตรัสว่า
เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา
เมื่อนั้นเขาย่อมเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ นั้นคือทางแห่งความหมดจด
นิพพานจะมีลักษณะแห่งความเป็นทุกข์ได้นั้น
แล้วจะมีการรอดไปได้จากสิ่งที่มีปัจจัยแห่งการปรุงแต่ง(ให้ถึงความทุกข์ เป็นที่สุด) ได้อย่างไร
นิพพานโดยความเป็นทุกข์ย่อมไม่มี เมื่อนั้น นิพพานโดยความเป็นอนัตตาจะมีมาแต่ไหน

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 15-10-2016 10:22:41 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ไม่ยึดเอาว่านิพพานเป็นเรา หรือเป็นของเรา
************************************
ประโยคนี้หมายถึง สภาวะของบุคคลที่เมื่อถอนตัณหาคือลูกศรได้แล้ว กำจัดพิษ คือ อวิชชาได้แล้ว มีใจน้อมไปสู่นิพพาน ประกอบซึ่งธรรมซึ่งจะไปสู่นิพพานโดยชอบ แม้จะเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานได้แล้ว ก็ไม่ควรถือมั่นในนิพพาน นั้นว่าเป็นของเรา อย่างนี้ ย่อมกำจัดราคะ ไม่ถูกราคะครอบงำจิตได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า นิพพาน เป็นอนัตตา อย่างที่เข้าใจ

0

กระทู้

0

เพื่อน

38

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
25
ความดี
5
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
18-10-2016
โพสต์เมื่อ 17-10-2016 04:36:01 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 15-10-2016 10:22
ไม่ยึดเอาว่านิพพานเป็นเรา หรือเป็นของเรา
******** ...

อยากให้อธิบายคำของพระพุทธเจ้าที่ตรัสว่า

"สิ่งใดเป็น อนัตตา สิ่งนั้นควรแล้วหรือที่จะเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา"

และ

"เมื่อสัมผัสนิพพานแล้วก็ให้ละความเพลินในนิพพาน ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่านิพพานของเรา นิพพานเป็นเรา นิพพานเป็นตัวตนของเรา"

ผมฟังพระอาจารย์สอนสองประโยคนี้ แล้วเห็นว่ามันเข้ากันได้ ลงกันได้ไม่ขัดแย้งกันเลย ถ้าจะเข้าใจว่า "นิพพานเป็นอนัตตา"

แต่ผมยังคนไม่พบพระสูตรเต็มของ ประโยคหลัง ที่ตรัส "ให้ละความเพลินในนิพพาน"
ถ้าท่านคมสัน พอมีพระสูตรเต็ม รบกวนช่วยแปะลิ๊งให้ผมด้วนครับ ผมอยากอ่านพระสูตรเต็ม
เผื่อว่าจะมีนัยยะแฝงอย่างอื่นเพิ่มเติมอีก ขอบคุณมากครับ

แสดงความคิดเห็น

คมสัน  อยู่ในมูลปริยายสูตร มูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวง  โพสต์เมื่อ 17-10-2016 20:00

0

กระทู้

0

เพื่อน

38

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
25
ความดี
5
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
18-10-2016
โพสต์เมื่อ 17-10-2016 04:44:12 |ดูโพสต์ทั้งหมด
"สิ่งๆ หนึ่งที่บุคคลพึงรู้แจ้ง.......ไม่ปรากฏมีความเกิด ไม่ปรากฏมึความเสื่อม เมื่อตั้งอยู่ไม่มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ"

ทำไม่คุณสมบัติของ อสังขตะลักษณะจึงไม่บัญญัติ "ความดับ" ที่พระอาจารย์สอนคือ เมื่อมันไม่เกิดจึงไม่มีอะไรดับ

แต่ผมเข้าใจว่า นิพพานเองนั่นแหละครับ "คือคาวมดับ เป็นสภาวะหลังจากดับสัพพสังขารแล้วนั่นเอง"

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 17-10-2016 19:58:13 |ดูโพสต์ทั้งหมด
Anattara ตอบกลับเมื่อ 17-10-2016 04:36
อยากให้อธิบายคำของพระพุทธเจ้าที่ตรัสว่า

"สิ่งใดเป ...

ปฏิปทาถึงซึ่งความดับไม่เหลือซึ่งสักกายะ(อุปาทานขันธ์) จะมีเกิดมีได้ผู้ปฏิบัตินั้น
จำเป็นต้องเห็นถึงความดับในสังขารธรรมเหล่านั้นคือ
รูป ด้วย  จักขุ ด้วย  จักขุวิญญาณ ด้วย
จักขุสัมผัสด้วย เวทนา สัญญา สังขาร และจักขุวิญญาณ ด้วย(เป็นต้น)
ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ มีความไม่เที่ยง (อนิจจสัญญา)
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ (ทุกขสัญญา)
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา (อนัตตสัญญา)
ด้วยอาการอย่างนี้ อนัตตสัญญาย่อมปรากฏแก่ผู้ได้อนิจจสัญญา
เมื่อนั้น ย่อมเกิดปัญญาเห็นชอบตามที่เป็นจริง
ในธรรมทั้งหลายที่ถึงความเป็นอนัตตา อย่างนี้ (สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ) ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา
เขาย่อมพ้นไปได้จาก รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
ย่อมพ้นได้จาก ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ  ความตาย
ความโศก  ความร่ำไรรำพัน  ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ
เขาย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ได้ด้วยอาการอย่างนี้
เมื่อพ้นจากทุกข์แล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว(การหลุดพ้น เรียกวิมุตติ)
วิมุตตินี้เป็นวิมุตติที่ไม่กำเริบขึ้นได้อีก ย่อมรู้ว่าตัณหาอันตนละได้ขาดแล้ว
ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ไม่มีภพใหม่อีกต่อไป จึงจะมีธรรมเป็นที่สิ้นไป(นิพพาน) เป็นทีสุดจบ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 17-10-2016 20:09:10 |ดูโพสต์ทั้งหมด
Anattara ตอบกลับเมื่อ 17-10-2016 04:44
"สิ่งๆ หนึ่งที่บุคคลพึงรู้แจ้ง.......ไม่ปรากฏมีความเกิ ...

ทำไม่คุณสมบัติของ อสังขตะลักษณะจึงไม่บัญญัติ"ความดับ"
ที่พระอาจารย์สอนคือ เมื่อมันไม่เกิดจึงไม่มีอะไรดับ

++++++++++++++++++++++++++
การจะบัญญัติซึ่ง ความดับ นั้น ย่อมมีเพราะเหตุคือ การอุบัติขึ้น
ความดับ นั้น คือ การพ้นไป(มุตติ)เพราะหมดความยึดมั่น จาก รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5827
ความดี
3522
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-10-2019
โพสต์เมื่อ 17-10-2016 20:15:57 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แต่ผมเข้าใจว่า นิพพานเองนั่นแหละครับ "คือความดับ เป็นสภาวะหลังจากดับสัพพสังขารแล้วนั่นเอง"
********************************************************************
รู้ชัดซึ่งความดับไปแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมเห็นซึ่งความสลัดคืนอันมีอยู่ในตน
ความหลุดพ้นนี้(พ้นไปจาก สังขารทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น) เป็นความหลุดพ้นไปที่ไม่กำเริบขึ้นอีก
ญาณหยั่งรู้นี้ คือ ญาณในธรรมเป็นที่สิ้นไป จึงเกิดมีขึ้น
เมื่อนั้นธรรมเป็นที่สิ้นไป (นิพพาน) ย่อมมีเป็นที่สุดจบ ตามลำดับอย่างนี้
12
กลับไป ตั้งกระทู้ใหม่
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 20-11-2019 11:19 , Processed in 0.097795 second(s), 22 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน