กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 843|ตอบกลับ: 8

ขอถามพระ อ คึกฤทธิ์ ในคำถามเกี่ยวกับนิพพานครับ

[คัดลอกลิงก์]

1

กระทู้

0

ติดตาม

7

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
4
ความดี
2
ชื่อเสียง
0
ล่าสุด
19-6-2013
โพสต์เมื่อ 19-6-2013 21:49:33 |ดูโพสต์ทั้งหมด
มีคนสงสัยในเรื่องนี้ครับ พอดีเค้าได้ฟังพระอาจารย์อธิบายว่าพระนิพพานไม่เป็นทั้งอัตตา อนัตตา  เค้าบอกว่ามันจะขัดต่อพุทธวจนที่ว่า

"รูปัง อะนิจจัง,
เวทนา อะนิจจา,
สัญญา อะนิจจา,
สัญญาไม่เที่ยง;
สังขารา อะนิจจา,
วิญญานัง อะนิจจัง,
รูปปัง อนัตตา,
รูปไม่ใช่ตัวตน;
เวทะนา อนัตตา
สัญญา อนัตตา
สังขารา อนัตตา,
วิญญาณัง อนัตตา,
สัพเพ สังขารา อนิจจา,
สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ,"

รึเปล่าครับ เพราะว่า มีประโยคสุดท้ายที่ท่านตรัสว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ นี่หมายถึงธรรมทั้งหมด ซึ่งหมายถึงสังขตธรรม และ อสังขตธรรม ด้วยรึเปล่าครับ เพราะว่าถ้าอธิบายว่า อัตตา และ อนัตตา ใช้สำหรับ สังขตธรรม,ในขันธ์5 ทำไมท่านถึง ไม่ตรัสว่า สัพเพ สังขารา อนัตตาติ  แทนที่จะเปลี่ยนในประโยคสุดท้ายว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ด้วยหละครับ
รบกวนพระอาจารย์ช่วยไขข้อข้องใจให้หน่อยครับ

ขอบพระคุณครับ




2

กระทู้

0

ติดตาม

52

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
29
ความดี
11
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
4-9-2013
โพสต์เมื่อ 20-6-2013 03:20:43 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอโอกาสนะครับ พอดีผมได้เข้าไปศึกษาธรรมะของพระอาจารย์จากคลิปนี้พอดี ท่านได้กรุณาอธิบายไว้ชัดเจนมากเกี่ยวกับคำถามนี้ยังไงลองเข้าไปดูตามลิงค์นี้เลยนะครับ ลองฟังสักสองสามรอบดู เข้าใจได้ง่าย แค่ประมาณ 17 นาที ดูตั้งแต่ต้นจนจบนะครับ เพราะท่านจะอธิบายเป็นลำดับขั้นตอน http://www.youtube.com/watch?v=KfMC98-zsTw

18

กระทู้

31

ติดตาม

9163

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
4095
ความดี
2436
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-11-2014
โพสต์เมื่อ 20-6-2013 07:05:06 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 20-6-2013 07:06

ขอโอกาสครับ
หากอธิบายแบบสั้นๆ จะได้ว่า ในพระสูตรนี้ คำว่า
สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ กล่าวอยู่ในส่วนของ สังขตธรรมทั้งหมด คือ
เมื่อพิจารณาพระสูตรด้านบนนะครับ พระองค์ทรงตรัสไล่มาตั้งแต่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ซึ่งเป็นธรรมที่อยู่ในส่วนของสังขตธรรมทั้งสิ้น
และลงท้ายด้วยว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา
คำว่าธรรมทั้งหลายนี้ หมายถึง ธรรมทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในสังขตธรรมครับ
เป็นส่วนแห่งธรรมทั้งปวงที่เกิดจากนามรูปและวิญญาณตั้งอยู่ถึงการบัญญัติซึ่งความเป็นอย่างนี้
ต้องสังเกตบริบท(ข้อความที่กล่าวโดยรอบๆ) ของคำที่ท่านสงสัย
เป็นข้อความที่พระองค์กำลังตรัสถึงเรื่องขันธ์ ๕ ทั้งนั้น ซึ่งเป็นทุกข์ คือ
เมื่อเกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ แปรปรวนไปเป็นอย่างอื่นและแตกสลายได้
คำว่า”ธรรมทั้งหลายนั้น” พระองค์กล่าวอยู่ในบริบทของสังขตธรรมทั้งนั้น
จะนำมาโยงกับส่วนของอสังขตธรรมไม่ได้ เพราะกล่าวกันคนละนิยามความหมาย

********************************************************
หากจะอธิบายให้ยาวขึ้น ท่านต้องพิจารณา
รูปแบบของพระสูตร ๒ พระสูตร ที่ผมจะยกขึ้นมาให้ดูก่อนนะครับ
ขอโอกาสให้อ่านให้ดีๆนะครับ ว่าคำของพระองค์ กล่าวซ้ำกันอย่างไรในสองพระสูตรนี้
และพระองค์ทรงตรัสคำใดออกไปและแทรกคำเหล่าใดลงไปแทน ในระหว่างสองพระสูตรนี้
และนอกจากนี้จำเป็นต้องใช้หลายพระสูตรเชื่อมโยงความครับ
หากท่านสนใจ ผมขอโอกาสท่าน อธิบายข้างล่างนี้ต่อไปครับ
  

18

กระทู้

31

ติดตาม

9163

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
4095
ความดี
2436
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-11-2014
โพสต์เมื่อ 20-6-2013 07:07:14 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 20-6-2013 07:08

พระสูตรที่ ๑
ตรัสถึงธรรมทั้งหลายคือไล่ขึ้นมาตั้งแต่ ชรา มรณะ มีเพราะชาติ ... จนถึง อวิชชา
นี้เรียกว่า ธรรมทั้งหลาย(ที่ท่านสงสัย) ดังนี้
********************************************************************
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!
เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณ ะย่อมมี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!
เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม
ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว
คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา(ธัมมัฏฐิตตา)
คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา (ธัมมนิยามตา)
คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น (อิทัปปัจจยตา)
ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น
ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว
ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้
ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง
ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ และได้
กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ท่านทั้งหลายจงมาดู: เพราะชาติเป็น
ปัจจัย ชรามรณะย่อมมี" ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!
เพราะเหตุดังนี้แล: ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น
อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น
เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น
เป็น อนัญญถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น
เป็น อิทัปปัจจยตาคือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!
ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอัน เป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น)

18

กระทู้

31

ติดตาม

9163

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
4095
ความดี
2436
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-11-2014
โพสต์เมื่อ 20-6-2013 07:08:59 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 20-6-2013 07:17

พระสูตรที่ ๒
ตรัสข้อความอย่างเดียวกันกับพระสูตรแรก แต่ทรงเปลี่ยนจาก กฏอิทัปปัจจยตา
เป็น สัพเพสังขาราอนิจจัง สัพเพสังขาราทุกขา สัพเพธัมมาอนัตตา
*******************************************************************
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!
เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม
ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว
คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา(ธัมมัฏฐิตตา)
คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา (ธัมมนิยามตา)
นั้น ย่อมตั้งอยู่อย่างคงตัว ว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง” ดังนี้
(ตัดอิทัปปัจจยตาออก)

ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น
ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว
ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้
ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง
ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ
เพื่อให้รู้ทั่วกันว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง”ดังนี้
(ในพระสูตรข้างบน จะตรัสเป็นเพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี แทน)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!
เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม
ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว
คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา(ธัมมัฏฐิตตา)
คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา (ธัมมนิยามตา)
นั้น ย่อมตั้งอยู่อย่างคงตัว ว่า
“สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์” ดังนี้
(ตัดอิทัปปัจจยตาออก)

ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น
ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว
ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้
ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง
ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ เพื่อให้รู้ทั่วกันว่า
“สังขารทั้งหลายทั้งปวง เป็นทุกข์ ”ดังนี้
(ในพระสูตรข้างบน จะตรัสเป็นเพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี แทน)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!
เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม
ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว
คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา(ธัมมัฏฐิตตา)
คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา (ธัมมนิยามตา)
นั้น ย่อมตั้งอยู่อย่างคงตัว ว่า
“ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา” ดังนี้
(ตัดอิทัปปัจจยตาออก)

ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น
ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว
ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้
ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง
ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ เพื่อให้รู้ทั่วกันว่า
“ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตา” ดังนี้
(ในพระสูตรข้างบน จะตรัสเป็นเพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี แทน
ไม่ได้มีคำส่วนนิพพานเกี่ยวข้องกับพระสูตร สองพระสูตรนี้เลย)

18

กระทู้

31

ติดตาม

9163

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
4095
ความดี
2436
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-11-2014
โพสต์เมื่อ 20-6-2013 07:18:35 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 20-6-2013 07:26

ท่านจะสังเกต ว่า ๒ พระสูตรนี้ พระองค์ใช้คำพูดที่เหมือนกันทั้งสิ้น
เพียงแต่เปลี่ยนเฉพาะตรงสังขารทั้งหลายเป็นอนิจจัง เป็นทุกขังและธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา
แทนตรงอิทัปปัจจยตา
เรากำลังเชื่อมโยงพระสูตรของพระองค์ เพราะพระสูตรสองอันนี้
มีตัวอักษรบาลีที่เหมือนกันหมดทุกอย่าง แตกต่างจากตรงที่ตัดส่วนหนึ่งออกแล้วเสริมอีกส่วนหนึ่งเข้าไป
และสองพระสูตรนี้ พระองค์ก็ตรัสหมายถึงธรรมในส่วนปฏิจจสมุปบาท
คือมีการเกิดได้เพราะเหตุ และดับลงไปเพราะเหตุนั้นดับ
เมื่อธรรมใด มีการเกิดปรากฏแล้ว มีการดับลงไปได้
เราควรจะเรียกธรรมทั้งหลายนั้นว่า อนัตตา ไม่ใช่หรือครับ
ในสองพระสูตรนี้  พระองค์กำลังตรัสถึงธรรมในส่วนสังขตธรรมทั้งสิ้น
ไม่มีกล่าวถึงนิพพาน คือธรรมใน อสังขตธรรมเลย

คำถาม
เหตุผลที่ไม่ใช่สัพเพสังขารอนัตตา เพราอะไร
สังขารทั้งหลายนั้น หมายถึง กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร
กล่าวโดยอีกนัยได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

“ธรรมทั้งหลาย”นั้นย่อมเกิดแต่เหตุ และดับไปเพราะเหตุแห่งธรรมนั้นดับลง

เพราะมีนามรูปพร้อมทั้งวิญญาณตั้งอยู่
จึงมีการบัญญัติซึ่งธรรมทั้งหลายเกิดมีขึ้น
วิญญาณนี้ ย่อมเวียนกลับจากนามรูป ย่อมไม่เลยไปอื่น
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สัตว์โลกนี้ พึงเกิดบ้าง พึงแก่บ้าง
พึงตายบ้าง พึงจุติบ้าง พึงอุบัติบ้างข้อนี้ได้แก่การที่

เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายาตนะ
เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้

อาการอย่างนี้ พระศาสดาทรงเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท
ส่วนธรรมทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในปฏิจจสมุปบาท
ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น
พระองค์ทรงเรียกว่า ธรรมทั้งหลาย (ตัวอักษรสีแดง)
(ได้แก่ ชรา มรณะ ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ...ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สฬายตนะ ...นามรูป ... วิญญาณ ... สังขาร ...อวิชชา)

ธรรมทั้งหลายที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ธรรมเหล่านี้อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น
พระองคทรงเรียกธรรมทั้งหลายเหล่านี้ว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม
และธรรมที่ปรากฏอยู่ในปฏิจจสมุปบาทนั้น อาศัยเหตุแล้วจึงเกิดขึ้น เมื่อหมดเหตุปัจจัยแล้วจึงดับลง
ธรรมทั้งหลายเรานี้ จึงเป็นธรรมในส่วนของสังขตธรรมนั่นเองครับ
ไม่ใช่ธรรมทั้งหลายหมายถึง นิพพาน ตามที่เข้าใจ
นิพพานจะเป็นสภาพของอนัตตาไม่ได้
เพราะนิพพานไม่มีการเกิดปรากฏตั้งแต่แรก
นิพพานจึงจะเป็นสภาพของอนัตตาไม่ได้ครับ

18

กระทู้

31

ติดตาม

9163

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
4095
ความดี
2436
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-11-2014
โพสต์เมื่อ 20-6-2013 07:26:19 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 20-6-2013 07:30

คำถาม
ทำไมท่านถึง ไม่ตรัสว่า สัพเพ สังขารา อนัตตาติ  แทนที่จะเปลี่ยนในประโยคสุดท้ายว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ

เพราะบรรทัดแรก สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ
หมายถึง สังขารทั้งปวง คือ ขันธ์ ๕ ทั้งหมดนั้น เป็นอนิจจัง

เพราะบรรทัดที่สอง  สพฺเพ  สงฺขารา  ทุกฺขาติ
หมายถึง สังขารทั้งปวง คือ ขันธ์ ๕ ทั้งหมดนั้น เป็นทุกข์

เพราะบรรทัดที่สาม  สพฺเพ  ธมฺมา  อนตฺตาติ  
หมายถึง ธรรมทั้งหลายเมื่อเกิดจากนามรูป และ วิญญาณ (ขันธ์ ๕) ตั้งอยู่
ย่อมถึงการบัญญัติซึ่งธรรมทั้งหลายเหล่านี้
(เพราะมีวิญญาณตั้งอาศัยได้ในนามรูป อันเกิดจากสัตว์ที่มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบพร้อมอยู่
วิญญาณย่อมน้อมไปสู่นามรูปเพราะอาศัย ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา นี้เอง
การบัญญัติใดๆจึงเกิดขึ้น ธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏดังนี้) ได้แก่

ชรา มรณะ ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ...ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สฬายตนะ ...นามรูป ... วิญญาณ ... สังขาร ...อวิชชา
อันเป็นธรรมที่เกิดจากนามรูปและวิญญาณที่ตั้งอยู่
ซึ่งมีมากเหลือเกินครับ ไม่ว่าจะเป็นธรรมที่เกิดจาก
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ    มโนวิญญาณ

จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส
จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา
รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา
รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธัมมสัญเจตนา

รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา
รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธัมมวิตก
รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธัมมวิจาร  

พระศาสดาทรงตรัสว่า เมื่อรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวงนี้แล้ว ย่อมทราบชัดซึ่งธรรมทั้งปวงนี้
ครั้นทราบชัดซึ่งธรรมทั้งปวงแล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงนี้ ว่า
ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ เห็นว่า
เป็นของไม่เที่ยง
พิจารณาเห็นความหน่าย
พิจารณาเห็นความดับ
พิจารณาเห็นการสลัดคืน
ย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ

นี้เป็นความหมายของแห่งธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ครับ

แสดงความคิดเห็น

Nan  สาธุค่ะ ตอบได้ชัดเจนมากค่ะ  โพสต์เมื่อ 21-6-2013 16:28

0

กระทู้

0

ติดตาม

22

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
13
ความดี
3
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
23-6-2013
โพสต์เมื่อ 20-6-2013 15:26:26 |ดูโพสต์ทั้งหมด
สาธุ ขอบพระคุณมากทั้งท่านผู้ถาม และผู้ตอบค่ะ

1

กระทู้

1

ติดตาม

136

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
79
ความดี
31
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
10-7-2013
โพสต์เมื่อ 20-6-2013 15:39:34 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อนุโมทนาสาธุญาติธรรมทุกท่านค่ะ สาธุ สาธุ สาธุค่ะ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 24-11-2014 04:51 , Processed in 0.065862 second(s), 13 queries , Xcache On.

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน