กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 1941|ตอบกลับ: 6

การทำงานสามารถทำอาณาปาณสติได้ไหม

[คัดลอกลิงก์]

3

กระทู้

0

เพื่อน

27

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
18
ความดี
6
ชื่อเสียง
0
ล่าสุด
16-5-2013
โพสต์เมื่อ 14-4-2013 18:17:23 |ดูโพสต์ทั้งหมด
การทำงานต่างๆในปัจจุบันสามารถทำอาณาปานสติควบคู่ไปด้วยได้ไหม หรือว่าต้องทำงานอย่างเดียวโดยตั้งสติกับการทำงานนั้นๆ และผมไม่เข้าใจเกี่ยวกับคำว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม จริงๆแล้วมีในพุทธวจนมีพระสูตรเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ไหม และถ้ามี ขอพระคุณเจ้าช่วยอธิบายบางพระสูตรเพื่อเพิ่มความเข้าใจในการปฏิบัติ  ช่วยไขข้อข้องใจเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 14-4-2013 20:20:44 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 14-4-2013 20:41

อานนท์ ! ถ้าอย่างนั้น เธอจงทรงจำ
ฐานะที่ตั้งแห่งอนุสสติที่หก นี้ไว้ คือ
ภิกษุในกรณีนี้ มีสติก้าวไป มีสติถอยกลับ มีสติยืนอยู่
มีสตินั่งอยู่ มีสติสำเร็จการนอนอยู่
มีสติอธิษฐานการงาน

อานนท์! นี้เป็นฐานะที่ตั้งแห่งอนุสสติ
ซึ่งเมื่อบุคคลเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ สติสัมปชัญญะ

ฉกฺก. อํ๒๒/๓๖๐ - ๓๖๒/๓๐๐.

................................................................
สมาธิภาวนา ๔ ประการนี้ ๔ ประการ เป็นไฉน คือ

สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบันมีอยู่ ๑

สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะมีอยู่ ๑

สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะมีอยู่ ๑


สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว

ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะมีอยู่ ๑

คำถาม
การทำงานต่างๆในปัจจุบันสามารถทำอานาปานสติควบคู่ไปด้วยได้ไหม

ตอบแบบสั้นๆ ไม่ควรครับ ควรเจริญอานาปานสติสมาธิเมื่อไม่ได้กระทำงานใดๆ
แต่การทำงานใดๆ ก็สามารถเป็นผู้มีสติได้ ด้วยมีจิตอธิษฐานการงานนั้นๆ
เพราะการงานบางประเภท ใจนั้นต้องจดจ่อ มีความรู้สึกตัวรอบคอบและมีสติอยู่ในงานนั้น
หากเว้นจากสิ่งนั้นเสีย จะทำให้เกิดผลของการงานนั้นที่ไม่สมบูรณ์หรือเป็นอันตรายแก่ผู้ทำงานนั้นๆ เช่นการขับรถ

ความเป็นผู้มีสติและสัมปชัญญะ มิได้จะเกิดเพียงเจริญอานาปานสติสมาธิเท่านั้น
แต่ย่อมมีได้แก่ผู้เจริญ(กระทำให้มาก) ซึ่ง กายคตาสติ



19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 14-4-2013 20:23:42 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 14-4-2013 20:39

อานาปานสติสมาธิ
เป็นการเจริญสติในการรู้ถึงลมหายใจที่เข้าและออก
ให้จิตนั้นซึ่งเป็นผู้รู้แจ้งในอารมณ์(อันเป็นภพแห่งจิต) รู้อยู่ในลมหายใจ
ที่พระองค์ทรงตรัสว่า ลมหายใจนั้นเป็นกายอันหนึ่งๆในกายทั้งหลาย
มีลมหายใจอันเป็นรูปหรือกาย เป็นอารมณ์หรือภพแห่งจิต

เป็นผู้มีสติเมื่อหายใจเข้าและออก สั้นหรือยาว ก็สักแต่เพียงว่ารับรู้สิ่งนั้น
เพราะเมื่อจิตเข้าไปตั้งอาศัยในรูป(กาย) คือ ลมหายใจ
จิตย่อมละส่วนนาม ได้แก่ เวทนา(ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือ ไม่ทุกข์ไม่สุข ทั้งที่อดีต ปัจจุบัน หรือ อนาคต)
สัญญา(ความจำได้หมายรู้ในสิ่งที่เป็นอดีต ปัจจุบัน หรือ อนาคต)
สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง ทั้งที่เป็นในอดีต ปัจจุบัน หรือ อนาคต)
จิตย่อมละวางจากนามทั้ง ๓ นี้ลงได้ เป็นผู้มีสติและความจดจ่อที่ลมหายใจอย่างต่อเนื่อง

แต่เพราะจิตหรือวิญญาณนั้นเมื่อมีเกิดแล้วย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดาจากอารมณ์ภาวนานั้น
เพราะความน้อมไปแห่งจิตนั้น(ด้วยอำนาจของตัณหา) จิตย่อมน้อมไปตั้งอาศัยอยู่ในอารมณ์(ภพ)
อันไม่ใช่เสาเขื่อนเสาหลักแห่งจิต ไม่ใช่ที่ที่จิตนั้นควรเที่ยวไปอยู่ อันได้แก่
ในเวทนา ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
ในสัญญา ที่เป็นความจำได้หมายรู้ในสิ่งที่เป็นอดีต ปัจจุบัน หรือ อนาคต
ในสังขาร ความคิดปรุงแต่ง ทั้งที่เป็นในอดีต ปัจจุบัน หรือ อนาคต

ก็ให้กำหนดหมายในสิ่งนั้นว่ามีความเกิดขึ้นแล้ว เห็นถึงความไม่เที่ยง มีความดับไปได้
เพราะเป็นผู้ไม่เพลินอยู่ อุปาทานในภพเหล่านั้นย่อมดับไป
จิตย่อมกลับเข้ามาตั้งที่ลมหายใจเหมือนเดิม ชื่อว่าเขานั้นเป็นผู้มีสติอยู่และกำลังเผากิเลส

ธรรมชาติจิตมักแสวงหาภพ(อารมณ์ใดๆ) ดังนั้นผู้ที่ยังไม่ได้ฝึกฝนมาอย่างเป็นประจำ
ย่อมขาดสติ เมื่อขาดสติ การสำรวมในอินทรีย์ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ของเขานั้น
ก็ไม่พึงเกิดขึ้น ย่อมกระทำซึ่งกาย วาจา ใจ ที่เป็นทุจริตได้
มารหรืออกุศลธรรมย่อมครอบงำเขาได้

พระองค์จึงให้เป็นผู้มีสติ การเจริญอานาปานสตินั้น
เป็นหนทางหนึ่งในบรรดาหนทางทั้งหลายถึงความเป็นผู้มีสติ
....................................................................................................


จิตอธิษฐานการงาน
แต่หากเราไม่ได้นั่งทำสมาธิ ต้องทำการงาน
ก็ให้มีจิตจดจ่ออยู่ในการงานที่ทำ
พระองค์ทรงเรียกว่า จิตอธิษฐานการงาน
ก็เป็นไปเพื่อความมีสติและรู้สึกตัวอย่างทั่วพร้อม
ผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ ย่อมเพียรเผากิเลสอยู่เป็นนิจ
การกระทำในสิ่งนี้ละเสียซึ่งอกุศลทั้งหลาย
ชื่อว่าเขานั้นมีความดำรินั้นถูกต้อง เป็นสัมมาสังกัปปะ

เมื่อมีความดำริถูกต้อง เป็นสัมมาสังกัปปะ
ความเห็นของเขานั้นย่อมถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ(๑)
ความเพียรของเขานั้นย่อมถูกต้อง เป็นสัมมาวายามะ(๒)
ความระลึกของเขานั้นย่อมถูกต้อง เป็นสัมมาสติ(๓)
ความตั้งใจมั่น(สมาธิ) ของเขานั้นย่อมถูกต้อง เป็นสัมมาสมาธิ(๔)
ส่วนกายกรรม(๕) วจีกรรม(๖)และอาชีวะ(การงาน)(๗)ของเขานั้น
เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์มาแต่ก่อนแล้วใน
“สมัยนั้น” (ตอนที่เรากำลังมีสติเพียรเผากิเลสนั้นอยู่)
ชื่อว่าบริขาร ๗ เหล่านี้ แวดล้อมเขาอยู่แก่ผู้มีความดำริอันถูกต้องแล้ว
เป็น
สัมมาสมาธิอันเป็นอริยะ


บุคคลแม้นี้ ไมไ่ด้นั่งทำสมาธิหรือเจริญอานาปานสติ
อยู่

แต่บุคคลนี้ กำลังเจริญซึ่งมรรค ๘ ประการนี้อยู่

หากเขานั้นมีเพียรเอาตนส่งไปดีแล้วอย่างนี้อยู่เป็นประจำ
มรรค ๘ เป็นยาถ่ายถอนผู้ปฏิบัติออกจากทุกข์ได้ ทุกๆขั้นตอน
ย่อมให้ผลเสมอไม่มีไม่ให้ผล ผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยมรรค ๘
ชื่อว่า เป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยความเห็น
ยืนอยู่จรดประตูแห่งพระนิพพาน มาถึงแล้วซึ่งพระสัทธรรม เข้าสู่กระแส
มีนรกสิ้นแล้ว กำเนิดเดรัจฉานสิ้นแล้ว เปรตวิสัยสิ้นแล้ว
อบายทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เที่ยงแท้ต่อพระนิพพานและจะตรัสรู้ในภายหน้า
ไม่มีภพที่ ๘ สำหรับพระโสดาบัน




19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 14-4-2013 20:30:07 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 14-4-2013 20:32

คำถาม
ผมไม่เข้าใจเกี่ยวกับคำว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม
จริงๆแล้วมีในพุทธวจนมีพระสูตรเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ไหม

คำกล่าวนี้ เป็นของท่านพุทธทาส มิใช่เป็นพุทธวจน
แต่การปฏิบัติธรรมที่เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนั้น มีอยู่

พระสมณโคดม กล่าวโดยนัยว่า หากเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย
เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ชรามรณะ อยู่
(และรวมถึงธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันและกันในการเกิดขึ้นในปฏิจจสมุปบาท)
นี้เรียกว่า ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

หากการทำงานของคุณผู้ถามนั้น
เป็นผู้มีสติและมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ในงานที่ทำนั้น
แม้คุณผู้ถาม เดินอยู่ก็ตาม ยืนอยู่ก็ตาม นั่งอยู่ก็ตาม นอนอยู่ก็ตาม
นั้นก็เรียกว่า เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส  
เป็นผู้ปรารภความเพียร ติดต่อสม่ำเสมอ
และเป็นผู้มีตนส่งไปแล้ว ในการกระทำเช่นนั้น

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 14-4-2013 20:43:02 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 14-4-2013 20:51

กายคตาสติ  (การมีความระลึกรู้อยู่ที่กาย)
พระศาสดาตรัสว่า สติเป็นใหญ่ในที่ทั้งปวง
ผู้ใดไม่เจริญกระทำให้มากซึ่งกายคตาสติ
ผู้นั้นเป็นผู้หลงลืมอมตะ(ความไม่ตาย) เป็นผู้ประมาท(ต่อความตาย)
ผู้ประมาทคือผู้ที่ไม่สังวรอินทรีย์
ผู้ที่ไม่สำรวมอินทรีย์คือผู้ที่ไม่มีสติสัมปชัญญะ

พระตถาคตตรัสอุปมาว่าแม่น้ำทั้งหลายย่อมไหลไปสู่ โน้มไปสู่ น้อมไปสู่ โอนไปสู่สมุทร ฉันใด
กุศลธรรมเหล่าใดซึ่งเป็นไปในส่วนวิชชา มีความไม่ประมาทเป็นมูล มีความไม่ประมาทเป็นที่ประชุมลง ฉันนั้น
ความไม่ประมาทเป็นยอดแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย มีเบื้องต้นคือศีลและทิฏฐิที่ตั้งไว้ตรง เป็นเบื้องต้น
ดุจดั่งพระราชาทั้งหลายย่อมเดินตามพระมหาจักพรรดิ์ผู้เป็นยอดของพระราชาเหล่านั้น

พระพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งที่เรียกว่า จิตก็ดี มโนก็ดี วิญญาณก็ดี ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไปตลอดวันตลอดคืน
ปุถุชนผู้มิได้สดับในธรรมไม่อาจรู้ธรรมอันเป็นเครื่องเกิดปัญญาที่เห็นความเกิดและความดับอันประเสริฐ
พระองค์เปรียบอุปมากายของเรานี้อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูติรูป ๔
เพราะเหตุแห่งการบังเกิดขึ้น การเสื่อมลงไป การถูกยึดครอง หรือแม้แต่การตายก็ดี
ปุถุชนผู้มิได้สดับในธรรมนี้ก็ยังพอจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ปล่อยวางลงได้บ้างในกาย
กายจึงเปรียบเหมือนเสาเขื่อนเสาหลัก ยึดกาย จึงดีกว่ายึดจิต ดังนี้

จึงควรมีสติเข้าไปตั้งไว้ในกาย นี้จึงเป็น กายคตาสติ
อันพระองค์สรรเสริญว่าเป็น
หนทางที่ให้ไปถึงธรรมในเบื้องหน้า
หนทางให้ไปถึงอสังขตะ
ทางคือความสิ้นไปแห่ง ราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ

กายคตาสติ เป็นธรรมที่พระองค์สรรเสริญว่า
เป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ เพื่อปัญญาเจริญไพบูลย์
มีความไม่ประมาทเป็นที่ประชุมลง ดังนี้แล้ว
กายคตาสติจึงเป็นธรรมที่เอื้อต่อความอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 14-4-2013 20:43:30 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 14-4-2013 20:49

กายคตาสติหยั่งเปรียบดั่งแม่น้ำทั้งหลายมีมหาสุมทรเป็นที่หยั่งลงภายใน
มหาสมุทรเปรียบดั่งกายคตาสติ(ความไม่ประมาท)
แม่น้ำทั้งหลาย เป็นอุปมาของธรรมทั้งหลายเหล่านี้ อันได้แก่

1.อานาปานสติสมาธิ
เป็นธรรมอันเอก เป็นวิหารธรรมของพระศาสดาเมื่อปลีกวิเวก เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
ด้วยการพิจารณาว่า ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก นั้นเป็นกายอันหนึ่งๆในกายทั้งหลาย ดังนี้
ก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ

2. การรู้อิริยาบถ เดิน ยืน นั่ง นอน
เรา เดินอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า “เราเดินอยู่”
เมื่อยืน ย่อมรู้ชัดว่า "เรายืนอยู่"
เมื่อนั่ง ย่อมรู้ชัดว่า "เรานั่งอยู่"
เมื่อนอน ย่อมรู้ชัดว่า "เรานอนอยู่"
เมื่อเราตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใด ก็ย่อมรู้ทั่วถึงกายนั้น ด้วยอาการอย่างนั้น
ก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ


3. การมีสัมปชัญญะความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
ในกรณีการก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับหลัง การเหลียวดูแลดู การคู้ การเหยียด ... ทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ในการกิน การดื่ม การเคี้ยว
การลิ้ม การถ่ายอุจจาระปัสสาวะ การไป การหยุด การนั่ง การนอน การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง
พระองค์ทรงตรัสถึงการเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ
ก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ

4. การพิจารณากายในเรื่องของความไม่งาม(อสุภะสัญญา)
พิจารณาเห็นกายนี้ เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ
เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆว่า ในกายนี้มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก...
ก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ

5. การพิจารณากายโดยความเป็นธาตุมีอยู่ในกายนี้(ดิน น้ำ ไฟ ลม)
พิจารณากายนี้
รู้โดยความเป็นธาตุดิน
รู้โดยความเป็นธาตุน้ำ
รู้โดยความเป็นธาตุไฟ
และ รู้โดยความเป็นธาตุลม
ว่าไม่สำคัญโดยความเป็นธาตุเหล่านี้ ไม่ยินดีและไม่สำคัญว่าเป็นเรา
ก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ

ธรรมทั้งหลายทั้งปวงมีการกระทำในใจ (มนสิการ) เป็นแดนเกิด
มีผัสสะเป็นเหตุเกิด มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง
ผู้เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้แล้ว สำรวมแล้วในผัสสายตนะ ๖
มีจิตตั้งมั่นแล้วเนืองๆ พึงรู้ความดับกิเลสของตน

กายคตาสติของเรานี้ จักเป็นสิ่งที่เราอบรม
กระทำให้มาก
กระทำให้เป็นยานเครื่องนำไป
กระทำให้เป็นของที่อาศัยได้
เพียงตั้งไว้เนืองๆ
เพียรเสริมสร้างโดยรอบคอบ
เพียรปรารภสม่ำเสมอด้วยดี ดังนี้

25

กระทู้

0

เพื่อน

980

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
530
ความดี
236
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-3-2019
โพสต์เมื่อ 18-4-2013 22:52:50 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ทำให้มาก ทำให้ยี่ง
แล้วจะ
ปัจจัดตัง
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 16-9-2019 13:32 , Processed in 0.079968 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน