กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 4349|ตอบกลับ: 5

การกรวดน้ำและการอุทิศส่วนกุศล

[คัดลอกลิงก์]

3

กระทู้

0

เพื่อน

27

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
18
ความดี
6
ชื่อเสียง
0
ล่าสุด
16-5-2013
โพสต์เมื่อ 13-4-2013 11:19:49 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ผมสงสัยเรื่องการกรวดน้ำเป็นการอุทิศส่วนกุศลหรือไม่ ถ้าไม่ใช้แล้วการอุทิศส่วนกุศลใหักับบุคคลที่ล่วงลับไปแล้วทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้ ทำได้ด้วยวิธีใด ขอพระคุณเจ้าช่วยไขข้อข้องใจข้อนี้ด้วยครับ

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 13-4-2013 13:31:16 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 13-4-2013 13:48

ขอโอกาสนะครับ

กรวดน้ำ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสเรื่องนี้ไว้ด้วยพระองค์เอง จึงไม่มีบัญญัติในพุทธวจน
อานิสงส์แห่งการกรวดน้ำเพื่ออุทิศแก่ผุ้ล่วงลับ จึงไม่มีในพุทธวจน

การอุทิศบุญกุศลให้แก่ผู้วายชีพ พระองค์มีการกล่าวไว้
โดยให้ตั้งจิตของตนไว้ให้ปราศจากอกุศลธรรมอันเป็นบาป(นิวรณ์ ๕)
ผู้ใดมีอกุศลธรรมที่ไปปราศแล้ว(ไม่มีอุกศลเกิดในจิต บรรลุปฐมฌาน)
จิตเขานั้นย่อมปราโมทย์ ผู้มีจิตปราโมทย์ย่อมกิดปิติ
เมื่อจิตของเขาผู้ปราโมทย์อยู่ กายเขานั้นย่อมรำงับ
ผู้มีกายสงบรำงับย่อมเกิดสุข จิตของผู้เป็นสุข
จิตเขาย่อมตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิอันเป็นไปเพื่อสุขในปัจจุบัน
จิตเขานั้นประกอบด้วยเมตตาแล้ว ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท
แผ่ไปยังทิศที่ ๑ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ตลอดโลกธาตุ มีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์อยู่

ด้วยจิตที่เมตตาอันหาประมาณไม่ได้ กำลังของเมตตานั้นก็ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิที่ได้ในขณะนั้น
เปรียบดังบุรุษผู้มีกำลังเป่าสังข์ ย่อมเป่าสังข์ให้ได้ยินแก่ผู้เดินทางไกลทั่วสารทิศโดยไม่ยาก
แม้เขาอยู่ไกลแค่ไหน หากเสียงสังข์ที่เป่าด้วยกำลังของบุรุษนั้นมากเพียงใด
ผู้เดินทางไกลจากทั่วสารทิศย่อมพึงได้ยินฉันนั้น

ในทางกลับกันหากจิตของผู้อุทิศ มิได้ตั้งมั่น
เปรียบด้วยกำลังเป่าสังข์ก็น้อย เสียงก็เบา คนที่อยู่ไกลก็ย่อมไมไ่ด้ยิน ฉันนั้น
ดังนั้นจะสังเกตุว่าพระองค์ให้เตรียมจิตของผู้นั้นประกอบจิตให้ตั้งมั่นเป็นหลัก


คำถาม
ขอโอกาสครับ

ทำได้ด้วยวิธีใด

การกระทำทักษิณาอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ คือการแผ่เมตตาเพื่ออุทิศบุญกุศลทั้งหลายให้แก่ผู้เสียชีวิตไปแล้ว

อย่างไร
เมื่อบุญกิริยา (ทาน ศีล ภาวนา) ที่เราผู้อุทิศได้กระทำไว้ดีแล้วให้ผู้อุทิศนั้น
ตั้งจิตให้ปราศจากนิวรณ์ ๕ (อกุศลธรรมทั้งหลาย ที่จะบังเกิดขึ้นแก่จิต เป็นเครื่องทำให้จิตถอยกำลัง)
แล้วแผ่เมตตาไปโดยน้อมจิตไปยังผู่ล่วงลับนั้น ด้วยธรรมดังนี้ว่า
เราต่างเป็นสัตว์ร่วมเกิด แก่ ตาย ในสังสารวัฏนี้เหมือนกัน
ความพยาบาทใดๆที่มีต่อกันขอให้ทอดทิ้งสิ่งนั้นลงเสีย
ให้เป็นผู้พึ่งตนและธรรม นำตนพ้นจากสังสารวัฏอันหาที่จบนี้ไม่ได้

สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน
เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
กระทำกรรมใดไว้ดีก็ ตามชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลกรรมนั้น

ดังนั้นการกระทำทักษิณาอุทิศแก่ผู้ล่วงลับนั้น
เพื่อหวังให้เขานั้นได้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้
เพื่อหวังให้เขานั้น ได้กระทำให้เราเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่ไม่มีในคุณธรรมของพระโสดาบัน
เพราะ กรรม คือ สุขและทุกข์นั้น ไม่มีผู้ใดดลบันดาลให้เกิดขึ้นได้


ส่วนในแง่ของทานที่ได้กระทำเพื่ออุทิสแก่ผู้ล่วงลับนั้น
สามารถสรุปได้ตามพระสูตรของพระศาสดา่ว่า

1. ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมไม่มีไม่ให้ผล
ผลทานที่ให้นั้นไม่สูญเปล่าแก่ทายกนั้น
ผลแห่งทานแม้ไม่มีผู้รับ ผู้ให้ทานนั้นย่อมได้รับผลแห่งทานนั้นไม่ขาดตกบกพร่องไป

2. ทานที่มีผู้รับ ผู้ให้ย่อมสำเร็จด้วยการให้นั้น

3. สัตว์นรก เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา
ยังอัตภาพแก่ขันธ์ทั้งหลายที่ไปบังเกิดในภพนั้นด้วยอาหารของสัตว์นั้นๆ

4.ฐานะแห่งทานอุทิศให้แก่ผู้ตายที่เป็นญาตินั้น
ถ้าผู้นั้นตายไปแล้ว ไปเกิดอยู่ในภูมิของเปรตแล้ว
นั่นเป็นฐานะที่จะได้รับผลแห่งการอุทิศนั้น

5. ไม่มีเลยที่ญาติผู้ล่วงลับของเราที่จะไม่หลงเหลือเป็นเปรตอยู่

6. ผู้ถึงพร้อมด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ กับ ผู้ถึงพร้อมด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐
ทั้งสองนั้นเป็นผู้ให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า...
แต่ผลต่างของ ผู้ถึงพร้อมด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐
เมื่อกายแตกทำลายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
ส่วนผู้ถึงพร้อมด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐
เมื่อกายแตกทำลายไปย่อมเข้าถึงกำเนิดเดรัจฉาน
และทานที่ให้นั้นไม่สูญเปล่า(ทั้งสองกรณี)
ทานย่อมให้ผลแก่ขันธ์ทั้งหลายอันเป็นที่บังเกิดของอัตภาพนั้นๆของสัตว์เหล่านั้น

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 13-4-2013 13:49:31 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 13-4-2013 14:07

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน
เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด
สัตว์ย่อมเป็นไปตามกรรม
กรรมเป็นเครื่องรึงรัดสัตว์ให้วนเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ
พระองค์อุปมาเหมือนลิ่มสลักที่ขันยึดรถที่กำลังแล่นไปอยู่

พระองค์ก็ทรงตรัสว่าความเป็นผู้ไม่เบียดเบียน ไม่มีเวร ด้วยการเจริญเมตตาภาวนา
กระทำจิตให้มีกำลัง มีจิตประกอบไปด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทั่วสารทิศ หาประมาณไม่ได้

การแผ่เมตตา กระทำเพื่อละพยาบาท ไม่มีเวร ไม่ใช่กระทำเพื่อสิ่งอื่นใด
ไม่ใช่เป็นการขอร้องอ้อนวอนให้สิ่งนั้นๆจงเกิด สิ่งนั้นขออย่าได้เกิด
สิ่งนั้นๆทั้งเกิดและไม่เกิดแก่สัตว์ทั้งหลายเลย ดังนี้

การอุทิศทักษิณาทาน กระทำเพื่อความอนุเคราะห์เกื้อกูลกันและกัน
เพราะเหล่าสัตว์ทั้งหลายนั้น ย่อมถูกต้องด้วยผัสสะทั้งหลายอยู่
ผัสสะย่อมเป็นเหตุเกิดของธรรมทั้งหลาย
กรรมนั้นมีผัสสะเป็นแดนเกิด เมื่อมนุษย์มีจิตเจตนากระทำกรรมด้วยผัสสะที่ให้ผลเป็นเวทนาที่ดี
ด้วยสัตว์ฺถูกผัสสะนั้นบังหน้า สัตว์ทั้งหลายซึ่งยังเป็นผู้หลงอยู่ซึ่งผัสสะ(ที่ดีของมนุษย์นั้น)  
ย่อมรับเวทนาที่ดีอันเป็นผลของผัสสะที่มนุษย์นั้นกระทำให้
ย่อมตอบสนองด้วยผัสสะที่ดีของสัตว์นั้นแก่มนุษย์  เช่นกัน
นี้เป็นการเ้กื้อกูลกันและกันด้วยเหตุแห่งสัตว์ผู้หลงอยู่ในผัสสะทั้งหลายนั้น

สัตว์ทั้งหลายนี้ ถึงอยู่ด้วยความอนุเคราะห์เกื้อกูลกัน
บิดามารดาเกื้อกูลต่อบุตร บุตรเกื้อกูลต่อบิดามารดา
อาจาย์เกื้อกูลต่อศิษฐ์ ศิษฐ์เกื้อกูลต่ออาจารย์
มนุษย์เกื้อกูลต่อสัตว์ สัตว์เกื้อกูลต่อมนุษย์
มนุษย์เกื้อกูลต่อเทวดา และเทวดาเกื้อกูลตอมนุษย์ เป็นต้น

พระศาสดาอุปมาเหมือนมารดาอนุเคราะห์แก่บุตรผู้เกิดในอก ฉันนั้น

พระองค์เคยตรัสปัญหานี้แก่ชาณุสโสณีพราหมณ์ ที่ทักษิณาทานที่อุทิศแก่ญาติผู้ล่วงลับ
จะถึงแก่ผู้รับด้วยอฐานะ(คือทานนั้นไม่สำเร็จแก่ สัตว์นรก สัตว์ดิรัจฉาน มนุษย์ เทวดา) และฐานะ (คือทานนั้นสำเร็จแก่ เปรต)

และเมื่อผลของทานนั้นผลิผล
สัตว์ทั้งหลายย่อมได้รับผลแห่งทานนั้นที่สัตว์เหล่านั้นกระทำด้วยกาย วาจา ใจในกาลก่อน
หาใช่จากการได้รับโดยการอุทิศบุญกุศลของผู้อุทิศไปให้ไม่
ยกเว้นญาติที่เป็นเปรต(หรือญาติเหล่าอื่นที่เป็นเปรต) เท่านั้น
ที่ผู้ทำทานจะต้องแสดง ‘ปัตติทานมัย’ คือ ให้ส่วนบุญนั้นแก่ผู้ตาย
และผู้ตายที่เป็นเปรตก็จะต้องแสดง ‘ปัตตานุโมทนามัย’ คือพร้อมที่จะรับส่วนบุญนั้นด้วย

ลองอ่านดูนะครับพระสูตรนี้อธิบายได้พิสดารแจ่มแจ้งในเรื่องนี้มากๆ (ชาณุสโสณีสูตร ๒๔/๒๗๗)

บุคคลใดกระทำซึ่ง
กายกรรมทุจริต วจีกรรมทุจริต มโนกรรมทุจริต
อันเป็นไปเพื่อโลภะ โทสะ โมหะ เป็นเหตุ
กรรมนั้นย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลายอันเป็นที่บังเกิดแก่อัตภาพของเขานั้น
กรรมนั้นให้ผลในอัตภาพใด เขาย่อมเสวยวิบากของกรรมนั้นในอัตภาพนั้น
แต่เขานั้นเป็นผู้ให้ทาน คือ ข้าว น้ำ  ผ้า ยาน ...ประทีปแก่สมณะทั้งหลายไว้ก่อน
เมื่อเขาละจากอัตภาพนั้นไปไปบังเกิดในอัตภาพใหม่ เขาย่อมได้ทานที่เขากระทำไว้
หากไปเกิดในนรก ก็มีอาหารของสัตว์นรก
หากไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ก็มีอาหารของสัตว์ดิรัจฉาน เป็นต้น


นัยกลับกัน หากบุคคลใดมี กายกรรมสุจริต วจีกรรมสุจริต มโนกรรมสุจริต
แต่เขานั้นเป็นผู้ให้ทานคือข้าว น้ำ  ผ้า ยาน ...ประทีปแก่สมณะทั้งหลายไว้ก่อน
เมื่อเขาละจากอัตภาพนั้นไป แล้วบังเกิดในอัตภาพใหม่
เขาย่อมได้ทานที่เขากระทำไว้
หากไปเกิดเป็นมนุษย์ ก็มีอาหารของมนุษย์(เบญจกามคุณของมนุษย์)
หากไปเกิดเป็นเทวดา ก็มีอาหารของเทวดา(เบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ของเทวดา)


ทานย่อมผลิผลแก่ผู้ให้ทานด้วยการกระทำทาง กาย วาจา ใจ
อันเป็นที่บังเกิดของอัตภาพและให้ผลในขันธ์ทั้งหลายด้วยเหตุดังนี้ครับ





10

กระทู้

0

เพื่อน

444

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
257
ความดี
97
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-2-2019
โพสต์เมื่อ 1-7-2013 16:20:07 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เป็นความแจ่มชัดในทางปฏิบัติอีกเรื่องหนึ่ง ที่ไม่เคยปรากฏในคำสอนของสาวกอื่นๆ ไม่ทราบว่า มีหนังสือที่รวบรวมแนวทางปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนที่ถูกต้อง[สัมมาทิฎฐิ]ตามคำพุทธวจน เช่น การสวดมนต์ การตั้งจิตขณะทำทาน การอุทิศ การนั่งสมาธิ ฌานระดับต่างๆทำอย่างไร การเจริญอานาปาในชีวิตปกติ ตายแล้วควรทำศพอย่างไร... เพื่อสะดวกในการปฏิบัติและอธิบายกับเยาวชนรุ่นใหม่ๆไหมครับ อยากให้ทุกคนรู้และเริ่มทำกัน เพราะเวลาแต่ละคนไม่เท่ากัน จะได้เกิดประโยชน์สูงสุดของการเกิดในชาตินี้

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 1-7-2013 20:30:18 |ดูโพสต์ทั้งหมด
toom ตอบกลับเมื่อ 1-7-2013 16:20
เป็นความแจ่มชัดในทางปฏิบัติอีกเรื่องหนึ่ง ที่ไม่เค ...

หนังสือสาธยายพุทะวจน มีแล้วครับ
เรื่องของทาน และการวางจิต การอุทิส พระอาจารย์กล่าวว่า กำลังดำเนินการรวบรวมครับ
หนังสือ อานาปานสติสมาธิ มีแล้วครับ
ตายแล้ว ควรจัดงานศพอย่างไร มีในคำถาม faq แล้วครับ
http://faq.watnapp.com/

10

กระทู้

0

เพื่อน

444

เครดิต

สมาชิกระดับ 3

Rank: 3Rank: 3

บล็อก
0
สตางค์
257
ความดี
97
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
15-2-2019
โพสต์เมื่อ 2-7-2013 13:02:03 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 1-7-2013 20:30
หนังสือสาธยายพุทะวจน มีแล้วครับ
เรื่องของทาน และกา ...

ขอบคุณครับ ผมหมายถึงทุกอย่างที่ชาวพุทธตามแนวพุทธวจน จะได้ใช้เป็นคู่มือปฏิบัติที่ถูกต้องในเรื่องหลักๆ เขียนไว้เป็นเล่มเดียว ไม่หนา สะดวกกับการพกพา คล้ายๆกับคู่มือSurvival Kit สำหรับผู้ตี่น อย่างน้อยให้รอดถึงโสดาบันเบื้องต้น ไม่ต้องซับซ้อนแบบผู้เชี่ยวชาญ คือให้มีความรู้พอเอาตัวรอดหลังปฏิบัติตามคู่มือ แต่หากจะให้สูงขึ้นก็ต้องศึกษาเพิ่มเติมภายหลัง
ปัญญาชาวพุทธมีหลายระดับ ความสนใจก็มีเวลาไม่เท่ากัน ถ้าเพียงอ่านตามคู่มือเล็กๆแบบนี้แล้วปฏิบัติตาม ก็อาจสร้างจุดสนใจให้คนมีเวลาน้อยหรือไม่เคยสนใจมาก่อนได้ง่าย และอาจเผยแพร่ได้ตั้งแต่เด็ก ผมอ่านที่คุณกรุณาตอบแล้ว ถ้ารวบรวมและคัดย่อไนหัวข้อที่สำคัญสำหรับชาวพุทธตามแนวพุทธวจนเป็นรูปเล่มเล็กๆ ก็จะเกิดประโยชน์ดี จะได้แทนที่หนังส์อเล่มเล็กๆที่วางเกลื่อนตามวัด โรงพยาบาล อื่นๆ ที่มีสาระไม่ตรง คนอ่านไม่เกิดความสว่างในปัญญา
ขอบคุณครับ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 16-9-2019 05:07 , Processed in 0.075857 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน